ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
------------------
ไม่นานเกินลืมมานี้ มีผู้โพสต์ภาพพระภิกษุเจ้าสำนักรูปหนึ่ง เป็นภาพที่ท่านจับมือกับสตรีชาวต่างชาติ จับแบบที่คำฝรั่งเรียกว่า shake hands เป็นภาพถ่ายเปิดเผย หมายถึงเป็นภาพที่ตั้งใจให้ถ่าย ไม่ใช่แอบถ่าย
ผมบันทึกภาพนั้นไว้ แต่ไม่เคยคิดจะเอาไปเผยแพร่ที่ไหน เพราะเห็นว่าไม่ใช่ภาพสร้างสรรค์ แต่เป็นความเสื่อมเสีย เก็บไว้เป็นข้อมูลเพื่อหาความรู้และให้ความรู้แก่สังคม จะได้ประโยชน์ดีกว่า
ผมยังไม่ได้ยินคำอธิบายของพระคุณเจ้ารูปนั้น เข้าใจว่าท่านคงชี้แจงให้สาธารณชนทราบแล้วว่าท่านไปทำแบบนั้นทำไม แต่ผมไม่ได้ฟังหรือไม่ได้อ่าน กระนั้นก็พอคาดเดาได้ว่าท่านจะอธิบายทำนองไหน
คำอธิบายที่คาดเดาก็คือ การจับมือเช่นนั้นเป็นการปฏิบัติตามวัฒนธรรมสากล ท่านไปที่บ้านเมืองของเขา ท่านก็ต้องปฏิบัติคล้อยตามวัฒนธรรมของเขา เป็นมารยาทอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
ที่สำคัญก็คือ วินัยพระบัญญัติไว้ว่า ภิกษุมีความกำหนัด (มีอารมณ์ทางเพศ) จับต้องกายหญิง เป็นความผิด (ภาษาพระวินัยเรียกว่า “ต้องอาบัติ”) ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ซึ่งเป็นอาบัติหนักรองลงมาจากอาบัติปาราชิก แต่เนื่องจากขณะที่จับมือนั้นท่านไม่ได้จับด้วยความกำหนัด เพราะฉะนั้น ท่านก็จึงไม่ได้ทำผิด และไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
สรุปว่า พระจับมือกับสตรีเป็นมารยาทอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
.......................
แล้วหลักพระวินัยเกี่ยวกับเรื่องนี้-เรื่องภิกษุมีความกำหนัดจับต้องกายหญิง-บัญญัติไว้อย่างไร ใครรู้บ้าง?
ผมคิดว่า เราท่านส่วนมาก-รวมทั้งพระภิกษุสามเณรซึ่งมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัย-ไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้ แต่ใช้วิธีฟังตามที่เขาว่า หรือฟังตามกันมา
แม้บางส่วนจะศึกษา เช่นพระภิกษุสามเณรที่เรียนนักธรรมเป็นต้น ก็ศึกษาจากตำราที่บูรพาจารย์ท่านเรียบเรียงขึ้น ดังที่รู้กันในหมู่ชาววัดก็อย่างเช่น นวโกวาท วินัยมุข เล่ม ๑ เล่ม ๒ เล่ม ๓ พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นต้น
แต่ไม่ได้ศึกษาไปจนถึงต้นฉบับ คือพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาตัวจริง
แม้แต่นักเรียนบาลีซึ่งมีโอกาสที่จะศึกษาไปถึงต้นฉบับได้มากที่สุด แต่กรอบขอบเขตก็เรียนเฉพาะคัมภีร์ที่กำหนดให้เป็นหลักสูตรเท่านั้น ทั้งวิธีการเรียนก็ไม่ได้เรียนเพื่อมุ่งหาความรู้ที่ถูกต้องในหลักพระธรรมวินัย หากแต่เน้นหนักไปที่-เรียนเพื่อให้สอบได้
เรียนเพื่อมุ่งหาความรู้ที่ถูกต้องในหลักพระธรรมวินัย คือ-ตั้งใจจะรู้ว่า คัมภีร์พูดถึงเรื่องอะไร พูดไว้อย่างไร จะเอาไปปฏิบัติได้อย่างไร
เรียนเพื่อให้สอบได้ คือ-ตั้งใจจะรู้ว่า ภาษาบาลีคำนี้ ข้อความในประโยคนี้จะแปลเป็นไทยว่าอย่างไร คำไทยคำนี้ ข้อความแบบนี้ จะแปลเป็นภาษาบาลีว่าอย่างไร-จึงจะได้คะแนนและจึงจะสอบได้ นักเรียนบาลีของเราเรียนกันแบบนี้
...................
ตามไปดูคัมภีร์พระวินัยปิฎก กรณีภิกษุมีความกำหนัดจับต้องกายหญิง ต้นฉบับบาลีพระวินัยปิฎกท่านบัญญัติไว้ดังนี้ -
.........................................................
โย ปน ภิกฺขุ โอติณฺโณ วิปริณเตน จิตฺเตน มาตุคาเมน สทฺธึ กายสํสคฺคํ สมาปชฺเชยฺย หตฺถคาหํ วา เวณิคาหํ วา อญฺญตรสฺส วา อญฺญตรสฺส วา องฺคสฺส ปรามสนํ สงฺฆาทิเสโส.
ที่มา: ทุติยสังฆาทิเสส วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๑ ข้อ ๓๗๗
.........................................................
หนังสือวินัยมุข เล่ม ๑ พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส แปลไว้ดังนี้ -
.........................................................
อนึ่ง ภิกษุใด กำหนัดแล้ว มีจิตแปรปรวนแล้ว ถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม จับมือก็ตาม จับช้องผมก็ตาม ลูบคลำอวัยวะอันใดอันหนึ่งก็ตาม เป็นสังฆาทิเสส.
ที่มา: วินัยมุข เล่ม ๑ หน้า ๕๖
.........................................................
หนังสือนวโกวาทแปลไว้สั้นๆ ว่า -
.........................................................
ภิกษุมีความกำหนัดอยู่ จับต้องกายหญิง ต้องสังฆาทิเสส.
ที่มา: นวโกวาท หน้า ๓
.........................................................
นี่คือหลักฐานชั้นต้น แต่ยังไม่จบ ในพระวินัยปิฎกนั่นเองยังมีคำอธิบายรายละเอียดเรื่องการจับต้องกายหญิงต่อไปอีกมาก ล้วนเป็นหลักที่ต้องเข้าใจและปฏิบัติให้ถูกต้องทั้งสิ้น
ตรงจุดนี้แหละที่พวกเราส่วนมาก-หรือทั้งหมด-ไม่เคยเข้าไปศึกษา ทั้งๆ ที่เรียนบาลีและทั้งๆ ที่คัมภีร์ก็อยู่ตรงหน้านี่เอง
...................
เริ่มหาความรู้ไปตั้งแต่คำว่า “กายหญิง” ท่านจำกัดความไว้อย่างไร
“กายหญิง” ภาษาในตัวบทใช้คำว่า “มาตุคาม” มาตุคามคือใคร ท่านจำกัดความไว้ดังนี้ -
..........................................................
มาตุคาโม นาม มนุสฺสิตฺถี น ยกฺขี น เปตี น ติรจฺฉานคตา อนฺตมโส ตทหุชาตาปิ ทาริกา ปเคว มหนฺตตรี ฯ
ที่ชื่อว่า มาตุคาม ได้แก่ หญิงมนุษย์ ไม่ใช่หญิงยักษ์ ไม่ใช่หญิงเปรต ไม่ใช่สัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย โดยที่สุดแม้เด็กหญิงที่เกิดในวันนั้น ไม่ต้องพูดถึงหญิงผู้ใหญ่
ที่มา: ทุติยสังฆาทิเสส วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๑ ข้อ ๓๗๘
..........................................................
จับต้องกายหญิงโดยไม่มีความกำหนัด ผิดหรือไม่?
ในพระวินัยปิฎกแสดงเรื่องไว้ดังนี้ -
..........................................................
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ มาตุยา มาตุเปเมน อามสติ ฯเปฯ ธีตุยา ธีตุเปเมน อามสติ ฯเปฯ ภคินิยา ภคินีเปเมน อามสติ ฯ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง (๑) จับต้องมารดาด้วยความรักฉันมารดา (๒) จับต้องธิดาด้วยความรักฉันธิดา (๓) จับต้องพี่น้องหญิงด้วยความรักฉันพี่น้องหญิง
ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ กจฺจิ นุ โข อหํ สงฺฆาทิเสสํ อาปตฺตึ อาปนฺโนติ ฯ
เธอได้มีความรังเกียจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วกระมังหนอ
ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ
จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
อนาปตฺติ ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฎ
ที่มา: ทุติยสังฆาทิเสส วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๑ ข้อ ๓๙๐
..........................................................
คัมภีร์สมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัยขยายความไว้ว่า -
..........................................................
มาตา วา โหตุ ธีตา วา อิตฺถี นาม สพฺพาปิ พฺรหฺมจริยสฺส ปาริปนฺถิกาว
ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงแม้ทั้งหมด จะเป็นมารดาก็ตาม เป็นธิดาก็ตาม เป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ทั้งนั้น
ตตฺถ ยสฺมา ... ตสฺมา อยํ เม มาตา อยํ ธีตา อยํ ภคินีติ เคหสิตปฺเปเมน อามสโต ทุกฺกฏเมว วุตฺตํ ฯ
เพราะเหตุนี้ เมื่อภิกษุมีความรู้สึกเหมือนชาวบ้านผู้ครองเรือน จับต้องโดยคิดว่า นี้เป็นมารดา นี้เป็นธิดา นี้เป็นพี่สาวน้องสาวของเรา ในพระบาลีนั้นพระผู้มีพระภาคจึงทรงปรับอาบัติทุกกฏทั้งหมด
อิมํ ปน ภควโต อาณมนุสฺสรนฺเตน สเจปิ นทีโสเตน วุยฺหมานํ มาตรํ ปสฺสติ ... น เตฺวว อามสิตพฺพา ฯ
ก็เมื่อภิกษุระลึกถึงพระอาญา (คือข้อที่ทรงห้ามและปรับโทษไว้) ข้อนี้ของพระผู้มีพระภาค ต่อให้เห็นมารดาตกน้ำ (ก็พึงหาวิธีอื่น)... แต่ไม่พึงจับต้องเลย
ที่มา: สมันตปาสาทิกา ภาค ๒ หน้า ๓๓-๓๔
..........................................................
อนึ่ง เป็นที่รับรู้กันว่า ร่างกายสตรีท่านจัดเข้าเป็น “วัตถุอนามาส” คือสิ่งที่พระไม่ควรจับต้อง นั่นแปลว่า จะกำหนัดหรือไม่กำหนัดก็ไม่ควรจับต้อง
คัมภีร์สมันตปาสาทิกาขยายความไว้ว่า -
..........................................................
น เกวลญฺจ มาตุคามสฺส สรีรเมว อนามาสํ นิวาสนปารุปนมฺปิ อาภรณภณฺฑมฺปิ ติณณฺฑูปกํ วา ตาลปณฺณมุทฺทิกํ วา อุปาทาย อนามาสเมว ฯ
มิใช่แต่ร่างกายของมาตุคามอย่างเดียวเท่านั้นเป็นอนามาส แม้ผ้านุ่งและผ้าห่มก็ดี สิ่งของเครื่องประดับก็ดี จนชั้นเสวียนหญ้าก็ตาม แหวนใบตาลก็ตาม (ที่สตรีทำขึ้นสวมใส่ร่างกายเล่น) เป็นอนามาสทั้งนั้น
ที่มา: สมันตปาสาทิกา ภาค ๒ หน้า ๓๔
..........................................................
หนังสือวินัยมุข เล่ม ๒ เรื่องจริยาวัตร ประมวลรายการวัตถุเป็นอนามาสมาแสดงไว้ดังนี้ -
..........................................................
ข้อ ๑ ห้ามไม่ให้จับวัตถุเป็นอนามาส คือไม่ควรจับ อันมี
ประเภทดังนี้ :-
ก. ผู้หญิง ทั้งเครื่องแต่งกาย ทั้งรูปที่ทำมีสัณฐานเช่นนั้น ดิรัจฉานตัวเมียก็จัดเข้าในหมวดนี้ ...
ข. ทอง เงิน และรัตนะ ในอรรถกถาออกชื่อรัตนะ ๘ ประการ มุกดา มณี ไพฑูรย์ ประพาฬ ทับทิม บุษราคัม สังข์ ศิลา รวมทองเงินเข้าด้วยเป็นรัตนะ ๑๐ ประการ ...
ค. ศัสตราวุธต่างชนิด ...
ฆ. เครื่องดักสัตว์ทั้งบนบกทั้งในน้ำ
ง. เครื่องประโคมทุกอย่าง
จ. ข้าวเปลือกและผลไม้อันเกิดอยู่ในที่
การห้ามจับต้องวัตถุเป็นอนามาสนี้ ไม่ได้มาโดยตรงในบาลี พระอรรถกถาจารย์เทียบเคียงนัยในวินีตวัตถุ คือเรื่องเทียบสำหรับตัดสินอาบัติบ้าง ในที่อื่นบ้าง วางธรรมเนียมไว้ แต่ก็เป็นการสมควรอยู่ เช่นภิกษุผู้เว้นจากฆ่าสัตว์ จะจับศัสตราวุธหรือเครื่องดักสัตว์ดูน่าเกลียด เป็นผู้เว้นจากประโคม จะจับเครื่องประโคมก็น่าเกลียดเช่นเดียวกัน. ตกว่าพัสดุที่ท่านว่าเป็นอนามาสคงเป็นของไม่ควรแก่ภิกษุมาแต่เดิมด้วย.
ที่มา: วินัยมุข เล่ม ๒ หน้า ๗๐-๗๑
..........................................................
สรุปว่า จะมีความกำหนัดหรือไม่กำหนัดก็ตาม พระจับต้องกายหญิง ต้องอาบัติ คือมีความผิด
ถ้ามีความกำหนัด เป็นอาบัติสังฆาทิเสส หนักรองลงมาจากปาราชิก
ถ้าไม่มีความกำหนัด เป็นอาบัติทุกกฏ เป็นโทษอย่างเบา อย่างที่เราพูดว่า ความผิดเล็กๆ น้อยๆ
และเพราะคิดว่าเป็นความผิดเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละ จึงมีพระบางส่วนนิยมพูดอย่างไม่ไยดีว่า “อาบัติก็แค่ทุกกฏ”
พูดให้ชัดกว่านี้ก็คือ-ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
และเพราะคิดอย่างนี้จึงขาดความระมัดระวัง บางทีถึงกับจงใจล่วงละเมิดแล้วอ้างว่า-ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
...................
ท่านว่าศาสนาของเราจะอยู่ได้ ๕,๐๐๐ ปี
ถ้าความอันตรธานของพระศาสนาเกิดขึ้นในก้าวที่ ๕,๐๐๐
การคิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย ก็คือก้าวแรก
ไม่มีใครรู้สึกอะไรกันบ้างเลยหรือ?
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๖
๑๓:๔๑
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ