สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
ในสังยุตตนิกาย นิทานสังยุต พุทธวรรค มี 8 สูตรที่ช่วยให้การศึกษาองค์ปฏิจจสมุปบาทและความเนื่องกันอันเป็นเหตุให้พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ครุ่นคิดคำนึงด้วยความคับแคบใจ(คับอกคับใจด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่จะโปรดสัตว์ให้หลุดพ้นจากวัฏทุกข์)ก่อนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
* ปฏิปทาสูตร ว่าด้วยปฏิปทา พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ปฏิปทา มี ๒ อย่าง คือ
๑. มิจฉาปฏิปทา (ข้อปฏิบัติผิด) ได้แก่ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมีเป็นต้น นี้คือความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งหมด
๒. สัมมาปฏิบัติ (ข้อปฏิบัติถูก) ได้แก่ เพราะอวิชชาดับไปไม่เหลือด้วยวิราคะ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับเป็นต้น นี้คือความดับแห่งกองทุกข์ทั้งหมด
*วิปัสสีสูตร ว่าด้วยพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี เมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ได้มีความคิดคำนึงอย่างนี้ว่า โลก (สัตว์โลก)นี้ถึงความคับแค้น จึงเกิด แก่ ตาย จุติ(การเคลื่อนจากภพเก่า) และอุบัติ(การปรากฏขึ้นในภพใหม่) เมื่อบุคคลไม่รู้อุบายสลัดออกจากทุกข์คือชราและมรณะนี้ เมื่อไรจึงจะพ้นจากทุกข์คือชราและมรณะนี้ได้ แล้วทรงดำริต่อไปอีกว่า เมื่ออะไรมี ชราและมรณะ ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ และสังขารทั้งหลายจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ชราและมรณะเป็นต้นจึงมี เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า
- เมื่อชาติมี ชราและมรณะจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะจึงมี
- เมื่อภพมี ชาติจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี
- เมื่ออุปาทานมี ภพจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี
- เมื่อตัณหามี อุปาทานจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี
- เมื่อเวทนามี ตัณหาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
- เมื่อผัสสะมี เวทนาจึงมี เพราะผ้สสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
- เมื่อสฬายตนะมี ผัสสะจึงมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
- เมื่อนามรูปมี สฬายตนะจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
- เมื่อวิญญาณมี นามรูปจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
- เมื่อสังขารมี วิญญาณจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
- เมื่ออวิชชามี สังขารทั้งหลายจึงมี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมีเป็นต้น นี้คือความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งหมด
ต่อมา จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ว่า สมุทัย(ความเกิดขึ้น)
พระองค์ทรงดำริว่า เมื่ออะไรไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชราและมรณะ จึงดับ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า
- เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ
- เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
- เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
- เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
- เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
- เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ
- เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ
- เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ
- เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
- เมื่อสังขารทั้งหลายไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
- เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารทั้งหลายจึงไม่มี เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ
- และเพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับเป็นต้น นี้คือ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งหมด
ต่อมา จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ว่า นิโรธ (ความดับ)
* สิขีสูตร ว่าด้วยพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าสิขี เมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ได้มีความคิดคำนึงอย่างนี้ว่า โลกนี้ ถึงความคับแค้น จึงเกิด แก่ ตาย จุติ และอุบัติ เมื่อบุคคลไม่รู้อุบายสลัดออกจากทุกข์คือชรา และมรณะนี้ได้ เมื่อไรจึงจะพ้นจากทุกข์คือชราและมรณะนี้ได้ เนื้อหาสาระที่เหลือทั้งหมด เหมือนกันกับวิปัสสีสูตร ในวรรคนี้
*เวสสภูสูตร ว่าด้วยพระพุทธเจ้าพระนามว่าเวสสภู
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าเวสสภู เมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ได้มีความคิดคำนึงอย่างนี้ว่า โลกนี้ ถึงความคับแค้น จึงเกิด แก่ ตาย จุติ และอุบัติ เมื่อบุคคลไม่รู้อุบายสลัดออกจากทุกข์คือชราและมรณะนี้ เมื่อไรจึงจะพ้นจากทุกข์คือชราและมรณะนี้ได้ เนื้อหาสาระที่เหลือทั้งหมด เหมือนกันกับวิปัสสีสูตร ในวรรคนี้
*กกุสันธสูตร ว่าด้วยพระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากกุสันธะ เมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ได้มีความคิดคำนึงอย่างนี้ว่า โลกนี้ถึงความคับแค้น จึงเกิด แก่ ตาย จุติ และอุบัติ เมื่อบุคคลไม่รู้อุบายสลัดออกจากทุกข์ คือชราและมรณะนี้ เมื่อไรจึงจะพ้นจากทุกข์คือชราและมรณะนี้ได้ เนื้อหาสาระที่เหลือทั้งหมด เหมือนกันกับวิปัสสีสูตร ในวรรคนี้
*โกนาคมนสูตร ว่าด้วยพระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโกนาคมนะ เมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ได้มีความคิดคำนึงอย่างนี้ว่า โลกนี้ถึงความคับแค้น จึงเกิด แก่ ตาย จุติ และอุบัติ เมื่อบุคคลไม่รู้อุบายสลัดออกจากทุกข์ คือชราและมรณะนี้ เมื่อไรจึงจะพ้นจากทุกข์คือชราและมรณะนี้ได้ เนื้อหาสาระที่เหลือทั้งหมด เหมือนกันกับวิปัสสีสูตรในวรรคนี้
*กัสสปสูตร ว่าด้วยพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสปะ เมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ได้มีความคิดคำนึงอย่างนี้ว่า โลกนี้ถึงความคับแค้น จึงเกิด แก่ ตาย จุติ และอุบัติ เมื่อบุคคลไม่รู้อุบายสลัดออกจากทุกข์ คือชราและมรณะนี้ เมื่อไรจึงจะพ้นจากทุกข์คือชราและมรณะนี้ได้ เนื้อหาสาระที่เหลือทั้งหมด เหมือนกันกับวิปัสสีสูตรในวรรคนี้
*โคตมสูตร ว่าด้วยพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ก่อนแต่ตรัสรู้ เมื่อเราเป็นโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้ ได้มีความคิดคำนึงอย่างนี้ว่า โลกนี้ถึงความคับแค้น จึงเกิด แก่ ตาย จุติ และอุบัติ ก็บุคคล ไม่รู้อุบายสลัดออกจากทุกข์ คือชราและมรณะนี้ เมื่อไรจึงจะพ้นจากทุกข์ คือ ชราและมรณะนี้ได้ เนื้อหาสาระที่เหลือทั้งหมดเหมือนกันกับวิปัสสีสูตร ในวรรคนี้
----------------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ