สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
มหาวัจฉโคตตสูตร
ว่าด้วยปริพาชกชื่อวัจฉโคตร สูตรใหญ่
เนื้อความโดยย่อ
วันหนึ่ง ขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน เขตกรุงราชคฤห์ วัจฉโคตรปริพาชกเข้าเฝ้า หลังจากได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ เป็นที่ระลึกถึงกัน แล้ว ได้นั่งลง ณ ที่สมควร กราบทูลว่า “ข้าพระองค์เคยสนทนากับพระโคดมมาหลายครั้ง แล้ว ขอประทานวโรกาส ขอท่านพระโคดมโปรดแสดงธรรมทั้งที่เป็นกุศลและที่เป็นอกุศล แก่ข้าพระองค์ โดยย่อเถิด”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พระองค์จะทรงแสดงธรรมทั้งที่เป็นกุศลและที่เป็นอกุศลโดยย่อก็ได้ โดยพิสดารก็ได้ แต่จะทรงแสดงโดยย่อ (ตามที่ทูลขอ) ขอให้ตั้งใจฟัง เมื่อวัจฉโคตรปริพาชก ทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว จึงทรงแสดงอกุศลธรรมและกุศลธรรม โดยย่อ ดังนี้
อกุศลมูล ๓ กุศลมูล ๓
๑. โลภะ เป็นอกุศล อโลภะ เป็นกุศล
๒. โทสะ เป็นอกุศล อโทสะเป็นกุศล
๓. โมหะ เป็นอกุศล อโมหะเป็นกุศล
อกุศลกรรมบถ ๑๐ กุศลกรรมบถ ๑๐
- ปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์) เป็นอกุศล
๑. - ปาณาติปาตา เวรมณี (การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์) เป็นกุศล
๒. - อทินนาทาน (การลักทรัพย์) เป็นอกุศล
- อทินนาทานา เวรมณี (การงดเว้นจากการลักทรัพย์) เป็นกุศล
๓. - กาเมสุมิจฉาจาร (การประพฤติผิดในกาม) เป็นอกุศล
- กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี (การงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม) เป็นกุศล
๔. - มุสาวาท (การพูดเท็จ) เป็นอกุศล
- มุสาวาทา เวรมณี (การงดเว้นจากการพูดเท็จ) เป็นกุศล
๕. - ปิณาวาจา (การพูดส่อเสียด) เป็นอกุศล
- ปิณายะ วาจายะ เวรมณี (การงดเว้นจากการพูดส่อเสียด) เป็นกุศล
๖. - ผรุสวาจา (การพูดคําหยาบ) เป็นอกุศล
- ผรุสายะ วาจายะ เวรมณี (การงดเว้นจากการพูดคำหยาบ) เป็นกุศล
๗. - สัมผัปปลาปะ การพูดเพ้อเจ้อ) เป็นอกุศล
- สัมผัปปลาปา เวรมณี (การงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ) เป็นกุศล
๘. - อภิชฌา (ความเพ่งเล็งอยากได้ของของผู้อื่น) เป็นอกุศล
- อนภิชฌา (ความไม่เพ่งเล็งอยากได้ของของผู้อื่น) เป็นกุศล
๙. - พยาบาท (ความคิดร้าย) เป็นอกุศล
- อพยาบาท (ความไม่คิดร้าย) เป็นกุศล
๑๐. - มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) เป็นอกุศล
- สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) เป็นกุศล
ทรงสรุปว่า เพราะภิกษุละตัณหาได้ ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดราก ถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ จึงเป็นอรหันต์ขีณาสพ อยู่จบ พรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว สิ้นภวสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ
พุทธบริษัทผู้ทำให้แจ้งวิมุตติ
ทูลถามว่า ยกเว้นท่านพระโคดม ภิกษุสาวกของท่านพระโคดมแม้รูปหนึ่ง ผู้ทำให้แจ้ง เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ มีอยู่หรือ ตรัสตอบว่า มีอยู่มาก ไม่ใช่เพียง ๑๐๐ รูป ๒๐๐ รูป ๓๐๐ รูป ๔๐๐ รูป ๕๐๐ รูป
ทูลถามว่า ภิกษุณีสาวิกาของท่านพระโคดมแม้รูปหนึ่งผู้ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ มีอยู่หรือ ตรัสตอบว่า มีอยู่มาก ไม่ใช่เพียง ๑๐๐ รูป ... ๕๐๐ รูป
ทูลถามว่า อุบาสกสาวกของพระโคดมแม้คนหนึ่งผู้เป็นคฤหัสถ์นุ่งขาวห่มขาว เป็น พรหมจารี เป็นอนาคามี มีอยู่หรือ ตรัสตอบว่า มีมาก ไม่ใช่เพียง ๑๐๐ คน... ๕๐๐ คน
ทูลถามว่า อุบาสกสาวกของพระโคดมแม้คนหนึ่งผู้เป็นคฤหัสถ์นุ่งขาวห่มขาว บริโภคกาม ทำตามคำสั่งสอนอย่างถูกต้อง หมดความสงสัย มีความแกล้วกล้า ไม่ต้อง เชื่อใครอีกในหลักคำสอนของพระศาสดา มีอยู่หรือ ตรัสตอบว่า มีอยู่มาก ไม่ใช่เพียง ๑๐๐ คน... ๕๐๐ คน
ทูลถามว่า อุบาสิกาสาวิกาของท่านพระโคดมแม้คนหนึ่ง ผู้เป็นคฤหัสถ์นุ่งขาว ห่มขาวเป็นพรหมจารี เป็นอนาคามี มีอยู่หรือ ตรัสตอบว่า มีอยู่มาก ไม่ใช่เพียง ๑๐๐ คน... ๕๐๐ คน
ทูลถามว่า อุบาสิกาสาวิกาของท่านพระโคดมแม้คนหนึ่ง ผู้เป็นคฤหัสถ์นุ่งขาว ห่มขาว บริโภคกาม ทำตามคำสั่งสอนอย่างถูกต้อง หมดความสงสัย มีความแกล้วกล้า ไม่ ต้องเชื่อใครอีก ในหลักคำสอนของพระศาสดา มีอยู่หรือ ตรัสตอบว่า มีอยู่มาก ไม่ใช่เพียง 900 ๑๐๐ คน... ๕๐๐ คน
กล่าวสรรเสริญพรหมจรรย์
วัจฉโคตรปริพาชกกราบทูลสรรเสริญความบริบูรณ์แห่งพรหมจรรย์มีใจความว่า ถ้าท่านพระโคดมเท่านั้นทรงบำเพ็ญธรรมนี้ให้บริบูรณ์ แต่พุทธบริษัท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกาไม่บำเพ็ญธรรมให้บริบูรณ์ พรหมจรรย์นี้ (พระพุทธศาสนา) อาจจะ ไม่บริบูรณ์เช่นนี้ ที่พรหมจรรย์นี้บริบูรณ์เช่นนี้ ก็เพราะท่านพระโคดม และพุทธบริษัททั้ง ๔ บำเพ็ญธรรมให้บริบูรณ์
ขอบรรพชาอุปสมบท
วัจฉโคตรปริพาชกกราบทูลต่อไปว่า แม่น้ำคงคามีแต่ไหลหลั่งล้นไปสู่มหาสมุทร รวมกันอยู่ในมหาสมุทร ฉันใด บริษัทของท่านพระโคดมซึ่งมีทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีแต่มุ่งไป ก้าวไป และดำเนินไปสู่นิพพาน บรรลุนิพพาน
จากนั้นได้กล่าวคำชื่นชมพระพุทธภาษิตนี้ เหมือนในอัคคิวัจฉโคตตสูตร แล้วทูล
ขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ประสงค์จะบรรพชาอุปสมบท ในพระศาสนานี้ จะต้องอยู่ติตถิยปริวาส ๔ เดือนก่อน และเมื่อครบ ๔ เดือน ถ้าสงฆ์พอใจ ก็ บรรพชาอุปสมบทได้
วัจฉโคตรปริพาชกกราบทูลว่า ตนขออยู่ปริวาส ๔ ปี หลัง ๔ ปีล่วงไปแล้ว ถ้าสงฆ์พอใจ ก็จงให้บรรพชาอุปสมบทเถิด (แต่พระพุทธองค์ทรงหยั่งรู้อุปนิสัยของเขา จึง ทรงอนุญาตให้บรรพชาอุปสมบทโดยไม่ต้องอยู่ปริวาส)
สมถวิปัสสนาและอภิญญา ๖
หลังจากอุปสมบทได้กึ่งเดือน ท่านได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์กราบทูลว่า ผลเบื้องต้น ๓ ประการ(ผลเบื้องต่ำ ๓ ประการ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล และอนาคามิผล อันเป็นสามัญญผลของพระเสขะ ม.ม.อ.บาลี ๑๙๗/๑๔๘-๑๔๙ แต่พระฏีกาจารย์เห็นว่า หมายถึงมรรคปัญญาที่บรรลุถึงลักษณะของพระเสขะ ม.ม.ฏีกา บาลี ๑๔๗/๑๑๓) บรรดามีที่บุคคลจะพึงบรรลุได้ด้วยญาณของพระเสขะและวิชชาของพระเสขะผลนั้นทั้งหมดท่านบรรลุแล้ว ขอให้ทรงแสดงธรรมที่ยิ่งขึ้นไป พระพุทธองค์จึงตรัสบอก ให้เจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานต่อไป แล้วทรงอธิบายอภิญญา ๖ ประการ ให้ฟังโดยละเอียด
ท่านพระวัจฉโคตรรับพระพุทธภาษิตนั้นแล้ว ถวายอภิวาท กระทำประทักษิณ พระผู้มีพระภาค แล้วหลีกออกไปอยู่ในที่สงัดแต่ผู้เดียว ได้บำเพ็ญสมถกรรมฐานและ วิปัสสนากรรมฐานด้วยความเพียร ไม่นานก็ทำให้แจ้งอรหัตตผล
ต่อมา ท่านทราบว่า มีภิกษุจำนวนมากเดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ท่านจึง ฝากข้อความให้กราบทูลว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุชื่อวัจฉโคตรขอถวายอภิวาทพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าและขอกราบทูลอย่างนี้ว่า “ข้าพระองค์ได้ปรนนิบัติ(ข้าพระองค์ได้ปรนนิบัติ ในที่นี้ หมายถึงพระเถระได้พยากรณ์อรหัตตผลโดยสังเขป เพราะผู้เป็นพระขีณาสพชื่อว่าได้ปรนนิบัติพระผู้มีพระภาคแล้ว ม.ม.อ. บาลี ๒๐๐/๑๔๙) พระผู้มีพระภาคแล้ว ข้าพระองค์ได้ปรนนิบัติพระสุคตแล้ว”
เมื่อภิกษุเหล่านั้นเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค และได้กราบทูลข้อความดังกล่าว
พระพุทธองค์ตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดรู้จิตของภิกษุชื่อวัจฉโคตรด้วยจิตของเราก่อนแล้วว่า “ภิกษุชื่อวัจฉโคตร เป็นผู้มีวิชชา ๓ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก แม้ เทวดาทั้งหลายก็บอกเนื้อความนี้แก่เราแล้ว"

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ