มองฉายาพระ (๔)

-----------------------------

เห็นอนาคตพระพุทธศาสนา 

...................................

ฉายาพระเกิดในโบสถ์ เพราะฉะนั้น ตามไปดูกันว่าเกิดตอนไหน

เวลามีงานบวช นาคเข้าโบสถ์แล้ว จะมีญาติมิตรส่วนหนึ่งเข้าไปนั่งดูพิธีบวชอยู่ในโบสถ์ด้วย เจตนาก็เพื่ออนุโมทนาบุญ คือเชื่อว่าที่ร่วมอยู่ในพิธีบวชจนสำเร็จเป็นองค์พระนั้นได้บุญ

แต่ร้อยทั้งร้อยไม่มีความรู้ในเรื่องขั้นตอนพิธีบวช

ตรงกับที่เรียกกันว่า-มีศรัทธาแต่ขาดปัญญา

ศรัทธา คือพอใจเต็มใจที่จะทำ

ปัญญา คือรู้เหตุผลที่ถูกต้องในเรื่องที่ทำ เช่นทำอะไร ทำอย่างไร ทำทำไม

นาคเข้าโบสถ์ ผ่านพิธีการเบื้องต้นไปแล้ว จับตั้งแต่พ่อแม่มอบผ้าไตรให้นาค นาคประคองผ้าไตรเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ วางผ้าไตรไว้ข้างตัว ถวายเครื่องสักการะแก่พระอุปัชฌาย์แล้วประคองผ้าไตรกล่าวคำขอบรรพชา-คือบวชเป็นสามเณร

ขั้นตอนนี้เป็นการบวชเณร จะบวชพระต้องผ่านขั้นตอนบวชเณรก่อน

ขั้นตอนนี้มีเฉพาะผ้าไตร ไม่ต้องมีอัฐบริขารครบเครื่อง เช่นไม่ต้องมีบาตรเข้าไปด้วย

ท่านผู้หนึ่งเป็นเจ้าภาพบวชเณร เตรียมการต่างๆ เอารูปและเรื่องมาโพสต์ทางเฟซบุ๊ก บอกว่า “เตรียมเครื่องอัฐบริขารเพื่อบวชเณร”

ถ้าไม่เป็นเพราะพูดเพลินไป ก็เป็นเพราะไม่เข้าใจ

บวชเณรไม่ต้องมีอัฐบริขาร

ไหนๆ ก็เอ่ยคำว่า “อัฐบริขาร” แล้ว ขอเอารายการมาลงไว้ให้ดูกันเลย “อัฐบริขาร” แปลว่า “ของใช้แปดอย่าง” มีรายการดังนี้ -

.........................................................

๑ อุตฺตราสงฺโค = ผ้าห่ม หรือที่เรียกกันว่า จีวร

๒ อนฺตรวาสโก = ผ้านุ่ง ที่เรียกว่า สบง 

๓ สงฺฆาฏิ = ผ้าห่มซ้อน มักเรียกทับศัพท์ว่า สังฆาฏิ 

๔ ปตฺโต = บาตร 

๕ วาสี = มีดโกนหรือมีดตัดเล็บ 

๖ สูจิ = เข็มเย็บผ้า (พร้อมด้าย) 

๗ กายพนฺธนํ = ประคดเอว 

๘ ปริสฺสาวนํ = กระบอกกรองนํ้า เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ธมฺมกรก ในภาษาไทยใช่ว่า ธมกรก (ทะ-มะ-กะ-หฺรก)

.........................................................

บวชพระ ต้องมีครบทั้ง ๘ ในพิธีบวช

บวชเณร มีแค่ ๑ กับ ๒ แถม ๗ ก็ทำพิธีบวชได้

.........................................................

พระอุปัชฌาย์รับผ้าไตรจากนาคแล้วชี้แจงเรื่องที่จำเป็นต้องรู้บางประการ จบแล้วส่งผ้าไตรให้นาค บอกให้ไปครองผ้า นาคคลานถอยออกมา 

ภาพที่เราเห็นต่อจากนี้ก็คือ นาคเดินไปด้านหลังพระประธานซึ่งเป็นที่ลับตา มีพระรูปหนึ่งตามไปด้วย สักพักหนึ่งก็นุ่งสบงทรงจีวรเรียบร้อย เดินออกมาจากหลังพระประธาน

ร้อยทั้งร้อยเข้าใจว่า อ้อ เป็นพระแล้ว

โปรดทราบว่ายังไม่ได้เป็นพระครับ 

ยังไม่ได้เป็นเณรด้วยซ้ำ

เป็นแค่ขั้นตอนเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว

อ้าว

อ้าวทำไม

ไม่ยักรู้

ก็รู้เสียสิ

ก็ไม่เคยมีใครบอกนิ

ก็กำลังบอกอยู่นี่แล้วไงนิ

.....................

ผมเคยโดนกระทบเรื่องแบบนี้ คือพอมีใครไม่รู้เรื่องแบบนี้หรือเรื่องทำนองนี้ ก็จะมีคนลุกขึ้นพูดว่า ก็เขาไม่รู้จะให้ทำยังไง คุณรู้คุณก็ต้องบอกเขาสิ เป็นความผิดของคุณที่ไม่บอกเขา

อ้าว 

อ้าวทำไม

ก็ทีผมบอกเป็นสิบครั้งร้อยครั้งจนปากจะฉีก แล้วไม่ฟัง ไม่สน แล้วมาบ่นว่า-ก็คนไม่รู้นี่ แบบนี้ก็ยังเป็นความผิดของผมอีกเหรอ

ใช่สิ เป็นความผิดของคุณ คุณต้องพิจารณาตัวเอง บอกยังไงเขาจึงไม่ฟัง คุณต้องปรับปรุงตัวเอง

โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง!

.....................

ต่อจากนั้น พระคู่สวดรูปหนึ่งจะขยับออกมานั่งรอที่ท้ายอาสน์สงฆ์ นาค-ซึ่งครองผ้าแล้วก็จะเข้าไปกราบ ถวายเครื่องสักการะ แล้วกล่าวคำขอไตรสรณคมน์และศีล พระให้ไตรสรณคมน์

คงรู้นะครับว่าไตรสรณคมน์คืออะไร คงไม่ต้องเขียนให้ดูด้วย

พอพระกล่าวถึง ตติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ

นาคว่าตาม พอจบ ... คจฺฉามิ ก็สำเร็จเป็นสามเณร

นี่ก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่มีใครบอก จึงไม่มีใครรู้

ตอนนี้ก็รู้แล้วนะครับว่า บวชเณรสำเร็จเป็นองค์เณรตรงจบไตรสรณคมน์

ต่อจากนั้น พระก็ให้สามเณรสมาทานศีล ๑๐ เป็นอันว่าสำเร็จเป็นสามเณรบริสุทธิ์บริบูรณ์

.....................

ขอแถมให้อีกนิดครับ เป็นความรู้ประกอบ

การบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล กล่าวเฉพาะที่เป็นหลักมี ๓ ระยะ

ระยะเริ่มแรก พระพุทธองค์ประทานอุปสมบทด้วยพระองค์ เรียกว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” แปลว่า “การบวชด้วยวิธีที่พระพุทธองค์ตรัสว่า ‘เป็นภิกษุมาเถิด’ ”

ระยะต่อมา เมื่อมีผู้ขออุปสมบทมากขึ้น ต้องมาขอให้ประทานอนุญาตทุกรายไป เกิดเป็นความไม่สะดวก จึงมีพุทธานุญาตให้ผู้ขอบวชเปล่งวาจาถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ที่เรียกว่าไตรสรณคมน์ ต่อหน้าภิกษุเป็นพยาน ก็สำเร็จเป็นภิกษุได้ เรียกการบวชวิธีนี้ว่า “ติสรณคมนูปสัมปทา” แปลว่า “การบวชด้วยวิธีถึงไตรสรณะ”

ระยะท้ายสุด เมื่อภิกษุเกิดขึ้นเป็นคณะสงฆ์มั่นคงแพร่หลายแล้ว ทรงเห็นว่าสงฆ์ควรเป็นใหญ่ในการอนุญาตให้บวช จึงยกเลิกวิธีบวชทั้งสองนั้น แล้วให้บวชด้วยวิธีที่เรียกว่า “ญัตติจตุตถกัมมวาจาอุปสัมปทา” แปลตามศัพท์ว่า “การบวชด้วยวิธีเสนอญัตติมีกรรมวาจาเป็นวาระที่สี่” 

มีอธิบายว่า การบวชวิธีนี้ -

ภิกษุจำนวนครบองค์สงฆ์ (อย่างต่ำ ๑๐ รูป) ประชุมกันในเขตสีมา 

ภิกษุรูปหนึ่ง (ที่เราเรียกกันในปัจจุบันนี้ว่า พระคู่สวด) แจ้งต่อที่ประชุมว่ามีผู้ขอบวช 

การแจ้งนี้เรียกว่า “ญัตติ” แจ้ง ๑ ครั้ง นับเป็นวาระที่ ๑ 

ต่อจากนั้นถามความเห็นที่ประชุมว่าจะอนุมัติให้บวชหรือไม่ 

การถามความเห็นนี้เรียกว่า “อนุสาวนา” ข้อความที่ถามเรียกว่า “กรรมวาจา” 

การถามความเห็นนี้จะถามแล้วรอคำตอบ ๓ ครั้ง คือสวดกรรมวาจา ๓ เที่ยว

(แจ้งญัตติต่อที่ประชุม นับเป็นวาระที่ ๑)

ถามแล้วรอคำตอบครั้งที่ ๑ นับเป็นวาระที่ ๒

ถามแล้วรอคำตอบครั้งที่ ๒ นับเป็นวาระที่ ๓

ถามแล้วรอคำตอบครั้งที่ ๓ นับเป็นวาระที่ ๔

ประกาศมติที่ประชุม-อนุมัติให้เป็นภิกษุ นับเป็นวาระที่ ๕

การที่สงฆ์อนุมัติให้เป็นภิกษุมีผลเมื่อสวดกรรมวาจาเที่ยวที่ ๓ จบลง นับเป็นวาระที่ ๔ นี่คือความหมายของคำว่า “-จตุตถกัมมวาจา-” = มีกรรมวาจาเป็นวาระที่สี่” (ญัตติ ๑ กรรมวาจา ๓)

.....................

เมื่อใช้การอุปสมบทด้วยวิธี “ญัตติจตุตถกัมมวาจาอุปสัมปทา” เป็นมาตรฐานทั่วไปแล้ว การอุปสมบทด้วยวิธี “ติสรณคมนูปสัมปทา” ที่ยกเลิกไปนั้น ก็มีพุทธานุญาตให้ใช้เป็นวิธีบรรพชาเป็นสามเณร อันเป็นที่มาของการบวชเณรสำเร็จด้วยวิธีรับไตรสรณคมน์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้

คราวนี้ย้อนไปดูขั้นตอนการปฏิบัติในการบวชเป็นภิกษุ

สำเร็จเป็นองค์เณรแล้ว ทำอย่างไรต่อไปจึงจะสำเร็จเป็นองค์พระ

------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๔:๐๔

[full-post]

มองฉายาพระ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.