มองฉายาพระ (๕)

--------------------

เห็นอนาคตพระพุทธศาสนา 

...................................

ขั้นตอนการบวชเป็นพระเริ่มด้วยโยมพ่อโยมแม่และญาติพี่น้องประเคนบาตรให้สามเณร ท่านที่เคยไปดูพิธีบวชในโบสถ์คงจำภาพนี้ได้

บวชเณรไม่ต้องใช้บาตร บวชพระต้องใช้บาตร 

หมายความว่า บวชพระ อัฐบริขารต้องมีครบ

รับประเคนบาตรแล้ว สามเณรก็ประคองบาตรเข้าไปที่พระอุปัชฌาย์ในท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์

ในขั้นตอนบวชเณร ผมบรรยายว่านาคประคองผ้าไตรเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์-เท่านั้น ไม่ได้บอกว่า -ในท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์ เพราะบวชเณรบวชกับพระอุปัชฌาย์รูปเดียวก็ได้ ไม่ต้องมีองค์สงฆ์ บวชที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องในโบสถ์ 

เรื่องนี้ “บอก” แล้วนะครับ หวังว่าคงไม่โดนเล่นงานอีกว่า-ไม่บอก

พิธีบวชพระมีกระบวนการสำคัญ ๒ ขั้นตอน คือ ๑ การตรวจสอบคุณสมบัติ ๒ การขอมติ

การตรวจสอบคุณสมบัติ เป็นขั้นตอนแรก เมื่อสามเณรเข้าไปเปล่งวาจาขออุปสมบทในท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์ สงฆ์ก็จะมอบหมายให้ภิกษุรูปหนึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ ๑ ไม่มีข้อห้ามอันขัดต่อการอุปสมบท ๒ มีคุณสมบัติและมีบริขารประจำตัวครบถ้วน

ภิกษุที่ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติก็คือพระที่เราเรียกกันว่า “คู่สวด” ตามหลักการจริงๆ แล้ว ใช้พระรูปเดียว เรียกว่า “กรรมวาจาจารย์” แปลว่า “อาจารย์ผู้สวดกรรมวาจา” คือผู้ทำหน้าที่แจ้งเรื่อง เสนอเรื่อง และขอมติ

แต่คณะสงฆ์ไทยเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะมีพระอีกรูปหนึ่งทำหน้าที่ช่วยสอบทานถ้อยคำที่พระกรรมวาจาจารย์สวดเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดขาดเกิน เหตุผลคือ สวดรูปเดียวอาจผิดพลาดได้ สวดสองรูปพร้อมกัน ข้อความเดียวกันต้องตรงกัน ไม่พลาดแน่นอน 

พระอีกรูปหนึ่งนี้เรียกว่า “อนุสาวนาจารย์” แปลตามศัพท์ว่า “อาจารย์ผู้สวดประกาศ” แต่มีผู้แปลให้ตรงตามเจตนารมณ์ว่า “อาจารย์ผู้สวดตาม” คือสวดประกบไปกับพระกรรมวาจาจารย์เป็นการสอบทานกันไปในตัว

เพราะใช้พระ ๒ รูปสวด เราจึงเรียกกันว่า “คู่สวด” แต่บางสำนักถือตามหลักการเดิม ใช้พระกรรมวาจาจารย์รูปเดียวก็มี เพราะฉะนั้น ไปเห็นพิธีบวชสำนักไหนใช้พระ “คู่สวด” รูปเดียว ก็อย่าแปลกใจ ไม่เป็นการผิดหลักพระวินัยแต่ประการใด

โปรดทราบว่า ถ้อยคำสำนวนที่ใช้ในกระบวนการทั้ง ๒ ขั้นตอน (ตรวจสอบคุณสมบัติและขอมติ) เป็นภาษาบาลี

ฉายาพระเกิดขึ้นตรงนี้แหละ

กล่าวคือ เนื้อหาสาระในกรรมวาจาคือถ้อยคำที่สวดในทั้งสองขึ้นตอนนั้นจะต้อง (๑) ระบุนามผู้ขอบวช (๒) ระบุนามพระอุปัชฌาย์

.....................

เกือบลืมไป เผื่อคนรุ่นใหม่ไม่เคยเรียนไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นว่า “อุปัชฌาย์” คืออะไรหรือคือใคร 

นั่ง “รอกิน” เฉยๆ ครับ เดี๋ยวทองย้อยบริการตักใส่ปากให้เอง

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกไว้ว่า - 

.........................................................

อุปัชฌาย-, อุปัชฌาย์, อุปัชฌายะ [อุปัดชายะ-, อุบปัดชายะ-, อุปัดชา, อุบปัดชา] : (คำนาม) พระเถระผู้เป็นประธานการบวชกุลบุตรในพระพุทธศาสนา. (ป.; ส. อุปาธฺยาย).

.........................................................

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ขยายความให้ชัดขึ้น ดังนี้ -

.........................................................

อุปัชฌาย์, อุปัชฌายะ : “ผู้เพ่งโทษน้อยใหญ่” หมายถึงผู้รับรองกุลบุตรเข้ารับการอุปสมบทในท่ามกลางภิกษุสงฆ์, เป็นทั้งผู้นำเข้าหมู่ และเป็นผู้ปกครองคอยดูแลผิดและชอบ ทำหน้าที่ฝึกสอนอบรมให้การศึกษาต่อไป; อุปัชฌาย์ในฝ่ายภิกษุณี เรียกว่า ปวัตตินี

.........................................................

ย้ำเพื่อให้เข้าใจอีกชั้นหนึ่ง - ก็แบบเดียวกับเราสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมหรือองค์กรอะไรสักอย่าง เขามีระเบียบว่าต้องมีผู้รับรองหรือค้ำประกัน เขาจึงจะรับสมัคร พระอุปัชฌาย์ก็คือผู้รับรองคนที่ขอบวชนั้นเอง 

.....................

กรรมวาจาสวดเป็นภาษาบาลี

ต้องระบุนามผู้ขอบวชและนามพระอุปัชฌาย์

เพราะฉะนั้น นามผู้ขอบวชและนามพระอุปัชฌาย์จึงต้องเป็นภาษาบาลีด้วย

ในคณะสงฆ์ไทย เรียกนามที่ว่านี้ว่า “ฉายา”

“ฉายา” คืออะไร ฉายซ้ำอีกรอบนะครับ ท่านที่รู้แล้วอย่าเบื่อ เผื่อคนที่ยังไม่รู้

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต บอกไว้ว่า -

.........................................................

ฉายา : ชื่อที่พระอุปัชฌายะตั้งให้แก่ผู้ขอบวชเป็นภาษาบาลี เรียกว่า ชื่อฉายา ที่เรียกเช่นนี้เพราะเดิมเมื่อเสร็จการบวชแล้ว ต้องมีการวัดฉายาคือเงาแดดด้วยการสืบเท้าว่าเงาหดหรือเงาขยายแค่ไหน ชั่วกี่สืบเท้า การวัดเงาด้วยเท้านั้นเป็นมาตรานับเวลา เรียกว่า บาท เมื่อวัดแล้วจดเวลาไว้และจดสิ่งอื่นๆ เช่นชื่อพระอุปัชฌายะ พระกรรมวาจาจารย์ จำนวนสงฆ์ และชื่อผู้อุปสมบท ทั้งภาษาไทยและมคธลงในนั้นด้วย ชื่อใหม่ที่จดลงตอนวัดฉายานั้น จึงเรียกว่า ชื่อฉายา

.........................................................

ฉายาของพระอุปัชฌาย์นั้นท่านมีอยู่แล้วตั้งแต่วันที่ท่านบวช และติดตัวท่านมาตลอด แต่ฉายาของผู้ขอบวชยังไม่มี จึงเป็นหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์ที่จะต้องตั้งให้

เห็นที่มาของ “ฉายาพระ” แล้วนะครับ

ดังนั้น เมื่อชี้แจงเรื่องต่างๆ ที่ควรรู้ให้ผู้ขอบวช (ซึ่งตอนนี้เป็นสาเณรแล้ว) ฟังหมดแล้ว ก่อนจะเริ่มกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ พระอุปัชฌาย์ก็จะบอกฉายาของท่านและฉายาของผู้ขอบวชที่ท่านตั้งให้เป็นภาษาบาลีให้ผู้ขอบวชจำไว้ให้ได้ ทั้งนี้เพราะจะต้องถูกถามเป็นภาษาบาลีและต้องตอบเป็นภาษาบาลีให้ถูกต้องด้วย

อ๊ะ ทำท่าจะยากหน่อยๆ 

แต่ไม่ไม่ยากและไม่ต้องกลัว เพราะกระบวนการดังกล่าวนี้มีการฝึกซ้อมก่อนที่จะเข้าพิธี 

ธรรมเนียมเก่าจริงๆ มีเวลาฝึกซ้อมเป็นเดือนด้วยซ้ำ นั่นก็คือช่วงเวลาที่ผู้ขอบวชไปอยู่วัดก่อนบวช และมีคำเรียกคนชนิดนี้ว่า “นาค” ดังคำว่า ทำขวัญนาค แห่นาค บวชนาค ฯลฯ ที่เราคุ้นกันในวัฒนธรรมไทยนั่นเอง

สมัยก่อน ผู้ชายที่จะบวชมีเวลาไปอยู่วัดเป็น “นาค” เป็นเดือนนะครับ

ไม่ใช่-จะเข้าโบสถ์อยู่แล้วยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย-เหมือนสมัยนี้

ตอนหน้า ว่าด้วยการตรวจสอบคุณสมบัติ 

ถาม+ตอบเป็นภาษาบาลีว่าอย่างไร

รับรองว่าไม่สนุก

แต่น่ารู้

----------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๙:๐๒

[full-post]

มองฉายาพระ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.