สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
พระภิกษุผู้ประสงค์พ้นความมัวหมองจากการซื้อขาย ตัวแทนซื้อขาย และการสื่อสารที่ขวางมรรคผลพึงปฏิบัติอย่างไร?...๑
จักศึกษารายละเอียดทุกแง่มุมได้จากคัมภีร์ไหน?...๑
* กยวิกยสูตร ว่าด้วยสัตว์ที่เว้นขาดจากการซื้อการขาย
พระผู้มีพระภาคทรงใช้ปลายพระนขา(เล็บ)ซ้อนฝุ่นขึ้นมาเล็กน้อยแล้วตรัสถามภิกษุ ทั้งหลายว่า ฝุ่นเล็กน้อยนี้ที่เราใช้ปลายเล็บช้อนขึ้นมากับแผ่นดินใหญ่นี้ อย่างไหนจะ มากกว่ากัน
ทูลตอบว่า แผ่นดินใหญ่นี้แลมากกว่า พระพุทธเจ้าข้า
จึงตรัสว่า สัตว์ที่เว้นขาดจากการซื้อขายก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่ไม่เว้นขาดจากการซื้อขายมีจำนวนมากกว่า เพราะสัตว์นั้นไม่ได้เห็นอริยสัจ ๔ ตามความ เป็นจริง เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงทำความเพียรเพื่อรู้ชัดอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริงเถิด
* ทูเตยยสูตร ว่าด้วยสัตว์ที่เว้นขาดจากการทำหน้าที่เป็นตัวแทน
พระผู้มีพระภาคทรงใช้ปลายพระนขาซ้อนฝุ่นขึ้นมาเล็กน้อยแล้วตรัสถามภิกษุ ทั้งหลายว่า ฝุ่นเล็กน้อยนี้ที่เราใช้ปลายเล็บช้อนขึ้นมากับแผ่นดินใหญ่นี้ อย่างไหนจะ มากกว่ากัน
ทูลตอบว่า แผ่นดินใหญ่นี้แลมากกว่า พระพุทธเจ้าข้า
จึงตรัสว่า สัตว์ที่เว้นขาดจากการทำหน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสารก็ฉันนั้นเหมือนกันมีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่ไม่เว้นขาดจากการทำหน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสารมีจำนวนมากกว่า เพราะสัตว์นั้นไม่เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงทำความเพียรเพื่อรู้ชัดอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริงเถิด
กยวิกยสมาปัตติวินิจฉยกถา
กถาวินิจฉัยว่าด้วยเรื่องการซื้อและการขาย
คำว่า ถึงการแลกเปลี่ยน ได้แก่ การถึงการแลกเปลี่ยน. ภิกษุถือเอา กัปปิยภัณฑ์ของผู้อื่นย่อมถึงการแลก เมื่อให้กัปปิยะของตนย่อมถึงการเปลี่ยน โดยนัย เป็นต้นว่า "ท่านจงให้ของสิ่งนี้ด้วยของสิ่งนี้" ดังนี้(วิ.อฏฺ.๒/๒๒๑-๒) อนึ่ง การแลกเปลี่ยน กับพวก ฤหัสถ์ และนักบวชที่เหลือเว้นสหธรรมิก ๕ เสีย โดยที่สุดแม้มารดาบิดาก็ไม่ควร.
วินิจฉัยในการแลกเปลี่ยนนั้นดังต่อไปนี้ ผ้ากับผ้าก็ตาม, อาหารกับอาหารก็ตาม จงยกไว้, ภิกษุกล่าวถึงกัปปิยภัณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งว่า “ ท่านจงให้สิ่งนี้ด้วยสิ่งนี้" เป็นทุกกฏ. ภิกษุกล่าวอย่างนั้นแล้ว ให้ภัณฑะของตนแม้แก่มารดาก็เป็นทุกกฏ. ภิกษุ อันมารดากล่าวว่า “ ท่านจงให้สิ่งนี้ด้วยสิ่งนี้" หรือกล่าวว่า “ท่านจงให้สิ่งนี้, ฉันจักให้ สิ่งนี้ แก่ท่าน” แล้วถือเอาภัณฑะแม้ของมารดาเพื่อตนก็เป็นทุกกฏ เมื่อภัณฑะของตน ถึงมือของคนอื่น และเมื่อภัณฑะของคนอื่นถึงมือของตนเป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์. แต่เมื่อภิกษุกล่าวกะมารดา หรือบิดาว่า “ ท่านจงให้สิ่งนี้” ไม่เป็นวิญญัติ ( การออกปากขอ), เมื่อภิกษุให้ด้วยกล่าวว่า “ท่านจงถือเอาสิ่งนี้” ไม่เป็นการยังสัทธาไทยให้ตก ไป. เมื่อภิกษุพูดกะผู้มิใช่ญาติว่า “ ท่านจงให้สิ่งนี้ เป็นวิญญัติ (การออกปากขอ), เมื่อพูดว่า " ท่านจงถือเอาสิ่งนี้" เป็นการยังสัทธาไทยให้ตกไป, เมื่อภิกษุถึงการแลกเปลี่ยนว่า “ท่านจงให้สิ่งนี้ ด้วยสิ่งนี้” เป็นนิสสัคคีย์ เพราะฉะนั้น อันภิกษุผู้จะแลกเปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์ พึงแลกเปลี่ยนกับมารดาบิดา ให้พ้นการแลกปลี่ยน (กยวิกยสิกขาบท) กับพวกคนผู้มิใช่ญาติให้พ้น (ให้ระวัง ) อาบัติ ๓ ตัว (คือ นิสสัคคียปาจิตตีย์ เพราะอัญญาตกวิญญัติสิกขาบทและกยวิกยสิกขาบท, ทุกกฎเพราะการยังสัทธาไทย ให้ตกไป )
ในกัปปิยภัณฑ์นั้น มีวิธีการแลกเปลี่ยนดังต่อไปนี้ ภิกษุมีข้าวสารเป็นเสบียงเดินทาง, เธอเห็นบุรุษถือข้าวสุกในระหว่างทาง แล้วพูดว่า “เรามีข้าวสาร, และเราไม่มีความต้องการด้วยข้าวสารนี้ แต่มีความต้องการด้วยข้าวสุก” ดังนี้, บุรุษรับเอาข้าวสาร แล้วถวายข้าวสุก ควรอยู่, ไม่เป็นอาบัติทั้ง ๓ ตัว. ชั้นที่สุด แม้เพียงสักว่านิมิตตกรรม ก็ไม่เป็น, เพราะเหตุไร เพราะมีมูลค่า. อนึ่ง ภิกษุใด ไม่กระทำอย่างนี้แลกเปลี่ยนว่า “ท่านจงให้สิ่งนี้ด้วยสิ่งนี้” เป็นอาบัติตามวัตถุแท้. ภิกษุเห็นคนกินเดนกล่าวว่า “เธอ จงกินข้าวสุกนี้แล้ว นำน้ำย้อม หรือฟื้นมาให้" เป็นนิสสัคคีย์หลายตัวตามจำนวนสะเก็ดน้ำย้อม และจำนวนพฟืน. ภิกษุกล่าวว่า “ พวกท่านบริโภคข้าวสุกนี้แล้ว จงทำกิจชื่อ นี้” แล้วใช้พวกช่างศิลป์ มีช่างแกะสลักงาเป็นต้น ให้ทำบริขารนั้น ๆ บรรดาบริขารมี ธรรมกรกเป็นต้น หรือใช้พวกช่างย้อมให้ซักผ้า, เป็นอาบัติตามวัตถุทีเดียว. ภิกษุให้ ช่างกลบกปลงผม, ให้พวกกรรมกรทำนวกรรม, เป็นอาบัติตามวัตถุเหมือนกัน. ก็ถ้า ภิกษุไม่กล่าวว่า “พวกท่านบริโภคอาหารนี้แล้ว จงทำกิจนึ้,” กล่าวว่า “เธอจงบริโภค อาหารนี้ เธอบริโภคแล้ว (หรือ) จักบริโภค, จงช่วยทำกิจชื่อนี้” ย่อมสมควร. ก็ในการซักผ้าหรือในการปลงผม หรือนวกรรมมีการถางพื้นที่เป็นต้นนี้ ภัณฑะของผู้อื่นที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน ชื่อว่า อันภิกษุพึงสละ ย่อมไม่มีแม้ก็จริง, ถึงอย่างนั้น เพราะท่านกล่าวไว้หนักแน่นใน มหาอรรถกถา ใคร ๆ ไม่อาจคัดค้านคำนั้นได้, เพราะ ฉะนั้น ภิกษุพึงแสดงปาจิตตีย์ในเพราะการจ้างซักผ้าเป็นต้นแม้นนี้ เหมือนแสดงปาจิตตีย์ ในเพราะนิสสัคคีย์วัตถุ ที่บริโภค หรือเสียหายแล้วฉะนั้น
ภิกษุจะถามราคาเพราะใคร่จะถือเอากัปปิยภัณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งย่อมควร ฉะนั้น เมื่อภิกษุถามว่า “ บาตรของท่านนี้ราคาเท่าไร ” เจ้าของบอกว่า “ ราคาเท่านี้," ถ้ากัปปิยภัณฑ์ของภิกษุนั้นมีราคามาก และภิกษุตอบอุบาสกนั้นไปอย่างนี้ว่า “ อุบาสก วัตถุของเรานี้มีราคามาก, และภิกษุตอบอุบาสกนั้นไปอย่างนี้ว่า "อุบาสกวัตถุของเรานี้มีราคามาก,ท่านจงให้บาตรของท่านแก่คนอื่นเถิด” ฝ่ายอุบาสกได้ยินคำนั้นกล่าวว่า “ ผมจะแถมกระถางอื่นให้อีก” จะรับเอาไว้ ก็ควร. ถ้าบาตรนั้นมีราคาแพง สิ่งของของภิกษุมีราคาถูก, และเจ้าของบาตรไม่รู้ว่าของนั้นราคาถูก, ภิกษุอย่าพึ่งรับเอาบาตร, พึงบอกว่า “ของของเรามีราคาถูก ” จริงอยู่ เมื่อภิกษุรู้ว่าบาตรมีราคาแพง กล่าวหลอกลวงว่า “ มีราคามาก รับเอา (บาตร) ไป” จะพึงความเป็นผู้อันพระวินัยธร พึงให้ตีราคาสิ่งของแล้วปรับอาบัติ ถ้าเจ้าของบาตรกล่าวว่า “ช่างเถอะขอรับ ที่เหลือ จักเป็นบุญแก่ผม” แล้วถวาย ควรอยู่. แต่บอกกัปปิยการก ว่า “ท่านจงถือเอาสิ่งนี้ด้วย สิ่งนี้ให้หน่อย” ย่อมควร, เพราะฉะนั้น ภิกษุทำคนอื่นให้เป็นกัปปิยการกโดยที่สุดแม้เป็นบุตร หรือพี่ชาย น้องชายของเขา เว้นคนที่ตนรับภัณฑะจากมือแล้วบอกว่า “เธอจง เอาสิ่งนี้ด้วยสิ่งนี้ให้ด้วย” ถ้าบุตร หรือพี่น้องชายนั้นเป็นคนฉลาด, คัดเลือกต่อรองซ้ำๆ ซากๆ แล้วจึงรับเอา, ภิกษุพึ่งยืนนิ่งอยู่. ถ้าเขาเป็นคนไม่ฉลาด, ไม่รู้จักจะถือเอา พ่อค้าจะลวงเขา, ภิกษุพึงบอกเขาว่า “เธออย่าเอา ” ดังนี้
เมื่อภิกษุกล่าวว่า “ น้ำมัน หรือเนยใสที่รับประเคนแล้วนี้ของอาตมามีอยู่, แต่อาตมาต้องการของอื่นๆ ที่ยังไม่รับประเคน” ถ้าเขารับเอาน้ำมันหรือเนยใสนั้น ให้น้ำมัน, หรือเนยใสอื่น อย่าพึ่งให้ดวงน้ำมันของตนก่อน. เพราะเหตุไร เพราะยังมี น้ำมันที่ยังเหลืออยู่ในทะนานน้ำมัน, น้ำมันที่เหลือนั้น จะพึงทำน้ำมันที่ยังไม่ได้รับประเคนของภิกษุผู้ตวงในภายหลังให้เสียไป, ก็ชื่อว่า การแลกเปลี่ยนนี้ ท่านกล่าวไว้แล้ว ด้วยกัปปิยภัณฑ์, จริงอยู่ ท่านกล่าวว่า เป็นอาบัตินิสสัคคีย์ด้วยกยวิกยสิกขาบท แก่ ภิกษุผู้แลกเปลี่ยนสิ่งที่เป็นกัปปิยะด้วยสิ่งที่เป็นกัปปิยะ, แต่เป็นอาบัตินิสสัคคีย์ ด้วย รูปิยสังโวหารสิกขาบทย่อมมีแก่ภิกษุผู้แลกเปลี่ยนสิ่งที่เป็นอกัปปิยะด้วยสิ่งที่เป็นกัปปิยะ หรือแลกเปลี่ยนสิ่งที่เป็นกัปปิยะด้วยสิ่งที่เป็นกัปปิยะ หรือแลกเปลี่ยนสิ่งที่เป็นกัปปิยะ ด้วยสิ่งที่เป็นอกัปปิยะ, เพราะฉะนั้น เมื่อมีสิ่งที่เป็นอกัปปิยะในทั้งสองฝ่าย หรือในฝ่าย หนึ่ง การแลกเปลี่ยนรูปิยะย่อมมี
อนึ่ง ผู้ศึกษาพึงทราบปัตตจตุกกะนี้ เพื่อแสดงว่าที่รูปิยสังโวหารสิกขาบทนี้หนัก, ความพิสดารว่า “ภิกษุใดรับเอารูปิยะแล้วจ้างให้ขุดแร่เหล็กขึ้นด้วยรูปิยะนั้น ให้ช่างเหล็กถลุงแร่เหล็กนั้นแล้วให้ทำบาตรด้วยโลหะนั้น. บาตรนี้ชื่อว่า เป็น มหาอกัปปิยะ, ภิกษุนั้นไม่อาจทำให้เป็นกัปปิยะได้ด้วยอุบายไร ๆ ก็ถ้าว่า ให้ทำลายบาตรนั้นแล้วให้ช่างทํากระถาง แม้กระถางนั้นก็เป็นอกัปปิยะ ให้กระทำมีด, แม้ไม้สีฟัน ที่ตัดด้วยมีดนั้นก็เป็นอกัปปิยะ. ให้กระทำเบ็ด แม้ปลาที่เขาให้ตายด้วยเบ็ดนั้น ก็เป็น อกัปปิยะ, ภิกษุใช้ช่างเผาตัวมีดให้ร้อนแล้วแช่น้ำ หรือนมสด ให้ร้อน, แม้น้ำและนมสด นั้นก็เป็นอกัปปิยะเช่นกัน.
ก็ภิกษุใดรับรูปิยะ แล้วซื้อบาตรด้วยรูปิยะนั้น แม้บาตรนี้ของภิกษุนั้นก็เป็น อกัปปิยะ ใน มหาปัจจรี ท่านกล่าวว่า ไม่สมควรแม้แก่สหธรรมิกทั้ง ๕. แต่ภิกษุนั้น อาจทำบาตรนั้นให้เป็นกัปปิยะได้. จริงอยู่ เมื่อภิกษุให้มูลค่าแก่เจ้าของมูลค่า, ให้บาตรแก่เจ้าของบาตรจึงเป็นกัปปิยะได้, ภิกษุจะให้กัปปิยภัณฑ์แล้วรับเอาไปใช้สอย สมควร อยู่.
ฝ่ายภิกษุใดให้รับเอารูปิยะไว้แล้ว ไปยังตระกูลช่างเหล็กกับกัปปิยการก เห็นบาตรแล้วพูดว่า "บาตร นี้เราชอบใจ.” และกัปปิยการกให้รูปิยะนั้นแล้วให้ช่างเหล็กตกลง, แม้บาตรใบนี้อันภิกษุนั้นถือเอาโดยกัปปิยโวหารเป็นเช่นกับบาตรใบที่ ๒ นั่นเอง, จัดเป็นอกัปปิยะเหมือนกัน เพราะภิกษุรับมูลค่า. ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่ควรแก่ สหธรรมิกที่เหลือ? ตอบว่า เพราะไม่สละมูลค่า.
อนึ่งภิกษุใด ไม่รับรูปิยะไปยังตระกูลช่างเหล็ก พร้อมกับกัปปิยการกที่ทายกส่ง มาว่า “ ท่านจงซื้อบาตรถวายพระเถระ” เห็นบาตรแล้วให้กัปปิยการกจ่ายกหาปณะว่า “เธอจงรับเอากหาปณะเหล่านี้ แล้วให้บาตรนี้” แล้วได้ถือเอาไป, บาตรนี้ไม่ควรแก่ ภิกษุรูปนี้เท่านั้น เพราะจัดการไม่ชอบ, แต่ควรแก่ภิกษุเหล่าอื่น เพราะไม่ได้รับมูลค่า. ได้ทราบว่า อุปัชฌาย์ของพระมหาสุมเถระ มีชื่อว่า อนุรุทธเถระ ท่านบรรจุมาตรเห็นปานนี้ของตนให้เต็มด้วยเนยใสแล้วสละแก่สงฆ์, พวกสัทธิวิหาริกแม้ของพระจุลนาคเถระ ผู้ทรงไตรปิฎก ก็ได้มีบาตรเช่นนั้นเหมือนกัน พระเถระสั่งให้บรรจุมาตรนั้นให้เต็มด้วยเนยใสแล้วให้เสียสละแก่สงฆ์ ดังนี้แล. นี้ชื่อว่าอกัปปิยปัตตจตุกกะ .
ก็ถ้าว่า ภิกษุไม่รับรูปิยะ ไปสู่ตระกูลแห่งช่างเหล็ก พร้อมด้วยกัปปิยการก ที่ทายกส่งมาว่า "เธอจงซื้อบาตรถวายพระเถระ” เห็นบาตรแล้วกล่าวว่า “บาตรนี้เราชอบใจ” หรือว่า “เราจักเอาบาตรนี้," และกัปปิยการกจ่ายรูปิยะนั้นให้แล้ว ให้ช่างเหล็กยินยอมตกลง, บาตรนี้สมควรทุกอย่าง ควรแก่การบริโภคแม้แก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุเมื่อทำการแลกเปลี่ยนด้วยรูปิยะนี้ ไม่ควรที่จะบอกแม้กะกัปปิยการกว่า " เธอจงถือเอาสิ่งนี้ด้วยสิ่งนี้แล้วให้ดำเนินการ." ดังนี้
กถาวินิจฉัยเรื่องการแลกเปลี่ยนซื้อขายในบาลีมุตตกวินยวินิจฉัยสังคหะ
-------------
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ