Sompob Sanguanpanich


อย่าทำร้ายจิตเลย

..

อุปกิเลส เป็นธรรมที่ทำร้ายจิต คือ ไม่ให้จิตส่องสว่าง โดยทำลายความผ่องใสที่เป็นอยู่ตามปกติแล้ว พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ ๑๖ ประการ ซึ่งใน ๑๖ นั้นมีธรรมกลุ่มโทสะที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ พยาบาท โกธะ และอุปนาหะ แต่มีข้อสังเกตบางอย่างให้เห็นความต่างกัน ดังที่พระอรรถกถาจารย์ได้ตั้งข้อสังเกตและมีอรรถาธิบายไว้ ดังนี้

พยาบาท คือ ความโกรธ ที่เกิดจากอาฆาตวัตถุ ๙ คือ เหตุผูกอาฆาตในบุคคลโดยจำแนกไปตามกาลมีอดีตเป็น มีเนื้อหาจากพระบาฬีดังนี้

อาฆาตวัตถุ (เหตุผูกอาฆาต) ๙ ประการ คือ บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า

๑. ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา

๒. ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา

๓. ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา

๔. ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา

๕. ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา

๖. ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา

๗. ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา

๘. ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา

๙. ผู้นี้จักทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา

(อัง.นวก.๓๕/๒๙)

....

โกธะ คือ ความโกรธที่เกิดจากอาฆาตวัตถุคล้ายกับข้อว่า พยาบาท  แต่มี ๑๐ ประการ โดยนัยพระบาฬีดังนี้

 อาฆาตวัตถุ ๑๐ คือ

๑. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสียแก่เราแล้ว

๒. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่เรา

๓. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำความเสื่อมเสียแก่เรา

๔. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเราแล้ว

๕. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักเป็นที่ชอบพอของเรา

๖. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา

๗. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเราแล้ว

๘. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา

๙. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา

๑๐. ความอาฆาตเกิดขึ้นในฐานะอันไม่ควรเหล่านี้เรียกว่า อาฆาตวัตถุ ๑๐ (อภิ.วิ.๓๕/๑๐๒๗)

..

อุปนาหะ คือ ความผูกโกรธ หมายถึง ความโกรธที่หมักหมม ครอบคลุมจิตบ่อยๆ

จะเห็นได้ว่า พยาบาท โกธะ และอุปนาหะ ทั้งสามนี้ เป็นกิเลสประเภทโทสะเช่นกัน แต่พยาบาท เมื่อเกิด ชื่อว่า อาศัยอาฆาตวัตถุ ๙ เท่านั้น โดยมุ่งที่อาการที่เป็นไปโดยทำให้ถึงความพินาศในสัตว์ทั้งหลายว่า ขอให้พวกมันจงฉิบหาย จงพินาศ, 

ส่วนโกธะ ที่มีอาฆาตวัตถุ ๑๐ เป็นเหตุนั้น เพราะเป็นไปในสังขารทั้งหลายทุกจำพวกไม่ว่าจะสัตว์บุคคลหรือวัตถุสิ่งของที่ไม่ควร เช่น ฝนตกก็โกรธ เป็นต้น. พยาบาทจึงถูกจัดเป็นต่างหากจากโกธะ ด้วยอาการเป็นไปในวัตถุที่ต่างกันดังนี้, 

ส่วน อุปนาหะ ที่ว่าหมายถึง ภาวะที่ครอบคลุมจิตบ่อยๆ เนื่องด้วยความโกรธ ซึ่งหมักหมมอยู่ในใจ ท่านยกตัวอย่างพระบาฬีธรรมบทว่า อกฺโกจฺฉิมํ อวธิมํ เป็นต้น ซึ่งส่อให้ถึงความขุ่นเคืองที่เกิดขึ้นเนืองๆว่า ผู้นี้ด่าเรา ผู้นี้ตีเรา เมื่อเป็นเช่นนั้น ภาวะนี้แหละ เรียกว่า อุปนาหะ แปลว่า ความผูกโกรธ

..

ขออนุโมทนา

สมภพ สงวนพานิช

๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๖


 

[full-post]

อย่าทำร้ายจิตเลย

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.