มองฉายาพระ (๑๐)

-----------------------------

เห็นอนาคตพระพุทธศาสนา 

...................................

เคยได้ยินบางท่านวิจารณ์ว่า ธรรมเนียม “นิ่ง” ที่เราเอามาใช้ในการลงมติของสงฆ์นั้น เป็นเพียงพิธี หรือทำพอเป็นพิธี

ญาติมิตรคิดอย่างไร?

เสียงวิจารณ์ขยายความไว้ว่า-ก็ลองทักท้วงขึ้นสิ เป็นเรื่องแน่ๆ ผู้ทักท้วงอาจจะอยู่วัดนั้นไม่ได้อีกต่อไป-ก็เป็นได้

ญาติมิตรคิดอย่างไร?

ผมคิดว่า นี่คือตัวอย่างที่เราศึกษาพระธรรมวินัยแบบ “ทำพอเป็นพิธี” คือศึกษาพอให้รู้ หรือเพื่อให้สอบได้ ไม่ได้ศึกษาเพื่อจะนำมาปฏิบัติหรือนำมาใช้จริง

หลัก “ยสฺส นกฺขมติ โส ภาเสยฺย = ท่านผู้ใดไม่เห็นด้วย ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงขึ้น” เป็นหลักแห่งเสรีภาพ เป็นประชาธิปไตยที่สุด ควรนำมาใช้จริง ไม่ใช่ไปมองแค่ว่า-ทำพอเป็นพิธี

หมายความว่า ถ้าไม่เห็นด้วยก็กล้าที่จะทักท้วงจริงๆ

ฝ่ายผู้เป็นประธานสงฆ์ เมื่อมีผู้ทักท้วงก็ต้องเปิดใจกว้างจริงๆ

นี่คือการศึกษาเพื่อเอามาปฏิบัติจริง

แต่เราไม่ได้ทำแบบนี้

เห็นด้วยก็นิ่ง 

ไม่เห็นด้วยก็นิ่ง

ถือว่าการนิ่งเป็นมารยาทสังคม

ใครลองทักท้วงขึ้นสิ จะถูกรุมประณามทันที-ไม่มีมารยาท ทำเรื่องวุ่นวายไม่เข้าท่า

เราทำแบบนี้กันมาจนเคย จนคิดไปว่า “ทำพอเป็นพิธี” 

จึงไม่ได้ประโยชน์ที่ควรได้จากหลักการอันดีนี้

.........................................................

หลักการข้อนี้ก็คือ อยู่ร่วมกัน -

จะทำอะไร ปรึกษาหารือกันก่อน 

อย่าตัดสินใจคนเดียว 

.........................................................

ถ้าเอาหลักการนี้มาใช้จริงๆ จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง

แต่เพราะเรา “นิ่ง” กันผิดๆ จนเคย การตัดสินใจจึงอยู่ที่ผู้เป็นประธานคนเดียวจนเคยอีกเหมือนกัน

และเพราะอำนาจเป็นสิ่งที่หอมหวาน เคยใช้อำนาจตัดสินใจคนเดียวจนเคย ถ้าเกิดจะมีใครมาร่วมตัดสินใจด้วย ก็ชักไม่ชอบใจ

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ การบริหารจัดการวัด 

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับนโยบายหรือความต้องการของเจ้าอาวาสแต่เพียงผู้เดียว ลูกวัดอย่าแหยม

ภิกขุอปริหานิยธรรมข้อแรก - “อภิณฺหสนฺนิปาต = หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์” โดยเนื้อหาสาระก็คือการระดมความคิดเห็น เราก็ไม่เคยนำมาใช้กันเลย

แม้จะมีการประชุมกันเนืองนิตย์-เช่นมหาเถรสมาคมมีการประชุมเดือนละ ๓ ครั้ง-แต่ก็ไม่ใช่และไม่มีการระดมความคิดเห็น แต่เป็นการระดมความนิ่ง ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง

นี่เป็นประเด็นที่คิดแตกแขนงออกมาจากพิธีอุปสมบท แบบ-มองเรื่องนี้ แต่เห็นเรื่องโน้น

อยากให้ผู้บริหารการพระศาสนาของเรามีวิสัยทัศน์-มองกว้าง คิดไกล ใฝ่สูง

ถ้าไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ก็เริ่มตรง - “ยสฺส นกฺขมติ โส ภาเสยฺย = ท่านผู้ใดไม่เห็นด้วย ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงขึ้น” - จับเอาหลักการนี้ไปใช้จริงๆ กันบ้างก็จะดีนะขอรับ

.....................

เมื่อสำเร็จเป็นองค์พระแล้ว กิจสำคัญต่อจากนี้ที่ต้องทำทันทีก็คือ การบอกอนุศาสน์ 

กิจตอนนี้ ผู้ที่เข้าไปนั่งดูพิธีในโบสถ์อาจจะได้เห็น แต่ไม่ได้ยิน เนื่องจากเป็นกิจที่ทำระหว่างพระอุปัชฌาย์กับพระใหม่โดยเฉพาะ เว้นแต่บางวัดที่ท่านจัดพิธีอุปสมบทแบบ “ออกอากาศ” คือใช้เครื่องขยายเสียงให้คนทั่วไปได้ยินด้วย

“บอกอนุศาสน์” เป็นเรื่องที่ควรรู้ แต่คนทั่วไปไม่รู้ แม้ผู้ที่เข้าไปนั่งดูพิธีในโบสถ์นั่นเองก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ขอถือโอกาสนำมาเสนอไว้ตรงนี้-เพื่อประดับความรู้

.....................

“บอกอนุศาสน์ แปลว่า “บอกข้อที่ควรแนะนำสั่งสอน”

การบวชเป็นบรรพชิตในพระพุทธศาสนาเป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตจากชาวบ้านมาเป็นชาววัด เรื่องสำคัญที่ต้องรู้ทันทีมี ๒ ส่วน 

เรื่องอื่นๆ ที่จะต้องศึกษาเรียนรู้ต่อไปยังมีอีกมาก แต่ ๒ ส่วนนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ต้องศึกษาเรียนรู้ทันที คือ 

๑ วิธีดำรงชีพ คือจะกินจะอยู่ จะนุ่งจะห่มอย่างไร ต้องรู้ทันที เพราะเมื่อเปลี่ยนเพศแล้วจะกินจะอยู่อย่างชาวบ้านไม่ได้ ส่วนนี้ท่านเรียกว่า “นิสสัย”

๒ สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด ส่วนนี้ก็ต้องรีบบอกให้รู้ไว้ เพราะถ้าไม่บอกไว้ก่อน แล้วไปทำเข้า จะขาดจากความเป็นบรรพชิตทันที ส่วนนี้ท่านเรียกว่า “อกรณียกิจ”

เรื่องทั้ง ๒ ส่วนนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ท่านจึงรีบสอนกันตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่บวชเข้ามา 

เพราะฉะนั้น เมื่อเข้ามาเป็นบรรพชิตในพระพุทธศาสนาแล้ว อะไรต้องทำ อะไรห้ามทำ จะอ้างไม่ได้เลยว่า “ไม่รู้” 

เมื่อไม่นานเกินลืมมานี้ มีข่าวพระภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนกับสตรี ท่านอ้างว่าทำไปเพราะ “ไม่รู้”

เรื่องนี้เป็นข้อห้ามเด็ดขาด พระอุปัชฌาย์บอกแล้วตั้งแต่เมื่อบวชสำเร็จเป็นองค์พระ แล้วมาอ้างหน้าตาเฉยว่า “ไม่รู้” พูดตามสำนวนสมัยใหม่ก็ต้องว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

ผมขอเชิญชวนชาวบ้านให้ช่วยกันศึกษาเรื่องการบอกอนุศาสน์

สำรับชาววัด เป็นหน้าที่ของท่านโดยตรงอยู่แล้วที่จะต้องศึกษา ถ้าท่านไม่ศึกษา ก็เป็นความบกพร่องของท่าน

ถ้าชาวบ้านช่วยกันศึกษา ก็จะเป็นการถวายกำลังใจให้ชาววัดอีกทางหนึ่ง กล่าวคือ เมื่อชาววัดท่านเห็นว่า-ดูแต่ชาวบ้าน เขาต้องทำมาหากิน แต่ก็ยังสละเวลาศึกษา แล้วเราชาววัดไม่ต้องเสียเวลาทำมาหากินแบบนั้น เอาเวลาไปทำอะไรอยู่ทำไมจึงไม่ศึกษา-ดังนี้ ท่านก็จะได้มีกำลังใจทำหน้าที่ของท่านไม่ให้บกพร่อง นี่คือเหตุผลที่ว่า-เป็นการถวายกำลังใจให้ชาววัด

ขอยกคำบาลีที่เป็นคำบอกอนุศาสน์ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบพร้อมทั้งคำแปล มาเสนอในลำดับต่อไป ดังนี้ -

.........................................................

อนุญฺญาสิ โข ภควา อุปสมฺปาเทตฺวา จตฺตาโร นิสฺสเย จตฺตาริ จ อกรณียานิ อาจิกฺขิตุํ

เมื่ออุปสมบทแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้บอกนิสัย ๔ และอกรณียะ ๔ 

(๑) ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ  นิสฺสาย  ปพฺพชฺชา

ชีวิตนักบวชในพระพุทธศาสนาอาศัยโภชนะคือคำข้าวอันหามาได้ด้วยกำลังปลีแข้ง (คือออกบิณฑบาต) 

ตตฺถ  เต  ยาวชีวํ  อุสฺสาโห  กรณีโย.

เธอพึงทำอุตสาหะ (คือตั้งใจปฏิบัติตาม) ในข้อนั้นจนตลอดชีวิต 

อติเรกลาโภ  สงฺฆภตฺตํ  อุทฺเทสภตฺตํ   นิมนฺตนํ  สลากภตฺตํ  ปกฺขิกํ  อุโปสถิกํ  ปาฏิปทิกํ.

อดิเรกลาภ (คือจะไม่ออกบิณฑบาตก็ได้ ถ้ามีผู้ถวายภัตตาหารเหล่านี้) คือ ภัตถวายสงฆ์ ภัตเฉพาะสงฆ์ การนิมนต์ ภัตถวายตามสลาก ภัตถวายในปักษ์ ภัตถวายในวันอุโบสถ ภัตถวายในวันปาฏิบท

(๒) ปํสุกูลจีวรํ  นิสฺสาย  ปพฺพชฺชา

ชีวิตนักบวชในพระพุทธศาสนาอาศัยบังสุกุลจีวร (คือผ้าที่เลือกเก็บผ้าทิ้งแล้วมาตัดเย็บย้อมใช้เอง) 

ตตฺถ  เต  ยาวชีวํ  อุสฺสาโห  กรณีโย.

เธอพึงทำอุตสาหะ (คือตั้งใจปฏิบัติตาม) ในข้อนั้นจนตลอดชีวิต 

อติเรกลาโภ  โขมํ  กปฺปาสิกํ  โกเสยฺยํ  กมฺพลํ  สาณํ  ภงฺคํ.

อดิเรกลาภ (คือจะไม่ใช้ผ้าบังสุกุลก็ได้ ถ้ามีผู้ถวายผ้าสำเร็จรูปชนิดอื่นๆ) คือ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าป่าน ผ้าแกมกัน

๓. รุกฺขมูลเสนาสนํ  นิสฺสาย  ปพฺพชฺชา

ชีวิตนักบวชในพระพุทธศาสนาอาศัยโคนต้นไม้เป็นที่พัก 

ตตฺถ  เต  ยาวชีวํ  อุสฺสาโห  กรณีโย.

เธอพึงทำอุตสาหะ (คือตั้งใจปฏิบัติตาม) ในข้อนั้นจนตลอดชีวิต 

อติเรกลาโภ  วิหาโร  อฑฺฒโยโค  ปาสาโท  หมฺมิยํ  คุหา.

อดิเรกลาภ (คือจะไม่อยู่อาศัยโคนไม้ก็ได้ ถ้ามีผู้สร้างที่อยู่ถวายหรือหาที่อยู่ที่เหมาะสมอย่างอื่นได้) คือ วิหาร เรือนมุงแถบเดียว เรือนชั้น เรือนโล้น ถ้ำ

๔. ปูติมุตฺตเภสชฺชํ  นิสฺสาย  ปพฺพชฺชา

ชีวิตนักบวชในพระพุทธศาสนาอาศัยยาดองน้ำมูตรเป็นยาป้องกันและแก้อาการเจ็บป่วย 

ตตฺถ  เต  ยาวชีวํ  อุสฺสาโห  กรณีโย.

เธอพึงทำอุตสาหะ (คือตั้งใจปฏิบัติตาม) ในข้อนั้นจนตลอดชีวิต 

อติเรกลาโภ  สปฺปิ  นวนีตํ  เตลํ  มธุ  ผาณิตํ.

อดิเรกลาภ (คือจะไม่ใช้ยาดองเช่นว่านั้นก็ได้ ถ้ามีผู้ถวายยาอย่างอื่น) คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้าผึ้ง น้ำอ้อย

ที่มา: มหาขันธกะ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๔ ข้อ ๑๔๓

.........................................................

(จบคำบอกอนุศาสน์ส่วนที่เป็นนิสัย ๔)

.........................................................

ตอนหน้า คำบอกอนุศาสน์ส่วนที่เป็นอกรณียกิจ ๔

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๒:๑๓ 

[full-post]

มองฉายาพระ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.