คิดไปเขียนไป (๙)

------------------

ตอนก่อนโน้น (คิดไปเขียนไปตอน ๕-๖ ) ผมเล่าเรื่องเนรุชาดกให้ฟังแล้ว เป็นการเล่าตามสำนวนของผมเอง แต่รับรองได้ว่า สาระสำคัญตรงตามต้นฉบับ

ใครรู้บาลี อ่านฉบับบาลี ก็จะได้เนื้อหาสาระตรงกับที่ผมเล่า

การเรียนบาลี แปลบาลีได้ แล้วเอามาถ่ายทอดด้วยสำนวนภาษาของตัวเองให้ได้เนื้อหาสาระตรงตามต้นฉบับ แบบที่ผมทำนี้ กระบวนการเรียนบาลีในบ้านเราไม่ได้สอน ไม่ได้เรียน

อ้าว ถ้างั้นเรียนกันแบบไหน

การเรียนบาลีในบ้านเราเรียนเพื่อ 

(๑) เห็นศัพท์บาลีแล้วแปลได้ 

(๒) เห็นประโยคบาลีแล้วแปลได้

“ศัพท์” คือคำบาลีเป็นคำๆ

“ประโยค” คือคำบาลีที่เรียงเป็นข้อความ

ที่ว่านี้คือวิชาแปลมคธเป็นไทย หรือแปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทย

อีกวิชาหนึ่งคือวิชาแปลไทยเป็นมคธ หรือแปลภาษาไทยเป็นภาษาบาลีก็ทำนองเดียวกัน คือ เห็นข้อความภาษาไทยแล้วแปลเป็นภาษาบาลีได้

แต่การเอาเรื่องราวในคัมภีร์ที่แปลมาถ่ายทอดให้คนอื่นฟังให้ได้สาระตรงตามต้นฉบับ หลักสูตรการเรียนบาลีของเราไม่ได้สอน

การเรียนบาลีในบ้านเรา เรียนเพื่อรู้ว่าแปลว่าอะไร

ไม่ได้เรียนเพื่อให้รู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร

ที่ผมเคยบอกว่า นักเรียนบาลีบ้านเราเรียนคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถากันจนแหลก (แต่คัมภีร์ชาตกัฏฐกถาไม่มีใครเหลียวแล) นั้น โปรดทราบว่า ก็เรียนแหลกในกระบวนแปลศัพท์แปลประโยคแบบที่ว่านี้แหละ

ลองให้เล่าเรื่องที่แปลให้ได้เรื่อง จอด (แทบ) ทุกราย

เล่าไม่ได้

แม้แต่ที่แปลศัพท์แปลประโยคนั่นเอง แปลได้ก็จริง ถ้าถามว่า-ที่แปลนั้นหมายความว่ากระไร ก็อาจจะตอบไม่ได้

ตัวอย่างเช่น ข้อความตอนหนึ่งในธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑ เรื่องจักขุปาลเถระ ภาษาบาลีว่า

..................................................

เต  วยปฺปตฺเต  ฆรพนฺธเนน  พนฺธึสุ.

..................................................

นักเรียนบาลีของเราสามารถแปลได้ว่า -

(มาปิตโร บิดามารดา) 

พนฺธึสุ ผูกแล้ว 

เต (ปุตฺเต) ซึ่งบุตรทั้งหลายเหล่านั้น 

วยปฺปตฺเต ผู้ถึงแล้วซึ่งวัย 

ฆรพนฺธเนน ด้วยเครื่องผูกคือเรือน

..................................................

เต  วยปฺปตฺเต  ฆรพนฺธเนน  พนฺธึสุ.

บิดามารดาผูกแล้วซึ่งบุตรทั้งหลายเหล่านั้น ผู้ถึงแล้วซึ่งวัย ด้วยเครื่องผูกคือเรือน

..................................................

ถามว่า ข้อความว่า “บิดามารดาผูกแล้วซึ่งบุตรทั้งหลายเหล่านั้น ผู้ถึงแล้วซึ่งวัย ด้วยเครื่องผูกคือเรือน” หมายความว่าอย่างไร?

นักเรียนบาลีของเราจะตอบไม่ได้ อธิบายไม่เป็น

ถ้าเอาข้อความบาลีนี้ไปออกเป็นข้อสอบ นักเรียนแปลแบบนี้ สอบได้

นักเรียนบาลีของเราที่สอบได้ คือสอบได้ด้วยการทำข้อสอบแบบนี้

แปลได้ แปลถูก สอบได้

แต่อธิบายเรื่องราวไม่ได้

เราเรียนวิธีแปล

แต่ไม่ได้เรียนให้รู้เรื่องราว

แปลได้แปลถูก เป็นผลที่เกิดจากระบบการเรียน

รู้เรื่องราวเป็นผลที่เกิดจากความสนใจส่วนตัว ไม่ได้เกิดจากระบบการเรียน

ขอย้ำว่า 

(๑) การขบความหมายของคำของประโยค

(๒) การนำไปถ่ายทอดด้วยภาษาของตัวเอง

“ขบความหมาย+ถ่ายทอด” - สองเรื่องนี้ ระบบการเรียนบาลีของเราไม่ได้สอนไม่ได้ฝึก ใครทำได้ นั่นคือความสนใจและความสามารถส่วนตัว ไม่ใช่ความสามารถที่เกิดจากระบบการเรียน

ลองพิสูจน์ดูก็ได้

“วยปฺปตฺเต ผู้ถึงแล้วซึ่งวัย” - ลองถามนักเรียนที่สอบได้ ว่าหมายความว่าอย่างไร

“ฆรพนฺธเนน  พนฺธึสุ ผูกแล้วด้วยเครื่องผูกคือเรือน” ลองให้นักเรียนที่สอบได้อธิบายว่า คือทำอะไร

ส่วนมากจะตอบไม่ได้ ทั้งนี้เพราะในชั้นเรียนจะไม่มีระบบกฎเกณฑ์ให้ครูผู้สอนขบความ+อธิบายความให้นักเรียนเข้าใจ และไม่มีระบบฝึกนักเรียนให้อธิบายถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาของตัวเอง

“ส่วนมากจะตอบไม่ได้” แปลว่าที่ตอบได้ก็มี แต่จะเป็นส่วนน้อย และที่ตอบได้อธิบายได้นั้นก็ไม่ได้เป็นผลมาจากระบบการเรียนการสอน แต่เกิดจากความสนใจเป็นส่วนตัว

นี่เป็นแค่ตัวอย่างคำเดียว ประโยคเดียว ในคัมภีร์ที่ใช้เป็นแบบเรียนยังมีคำและประโยคที่ต้องขบความหมาย+อธิบายเรื่องราวทำนองนี้อีกเป็นร้อยเป็นพัน 

นับคัมภีร์ที่ไม่ได้ใช้เป็นแบบเรียน-เช่นชาตกัฏฐกถาเป็นต้น-ที่นักเรียนบาลีของเราไม่เคยอ่านไม่เคยเห็นเข้าด้วย ก็จะมีคำและประโยคเป็นพันเป็นหมื่นที่รอการศึกษาเล่าเรียน

ผมพูดอย่างนี้ ไม่ได้แปลว่าผมพูดถูก ดังนั้น ท่านผู้ใดใครผู้หนึ่งจะแย้งก็แย้งได้นะครับ ถกแถลงกัน อภิปรายกัน เพื่อนำไปสู่ผลที่ต้องการ 

ผลที่ต้องการคือ นักเรียนบาลีของเราเรียนบาลีแล้วแปลบาลีได้ ขบความออก นำไปบอกเล่าอธิบายขยายผลด้วยภาษาของตัวเองได้เนื้อหาสาระตรงตามต้นฉบับ 

เราถกเถียงกันเพื่อนำไปสู่ผลที่ต้องการนี้ ซึ่งผมเห็นว่ารูปแบบวิธีการที่เราเรียนบาลีกันอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้ช่วยให้เกิดผลเช่นว่า

..................................................

งานที่จะต้องทำ มีอยู่กองพะเนินเทินทึก

เป้าหมายที่แท้จริงของการเรียนบาลีก็เพื่อเอาความรู้ไปทำงานนี้

แต่-อนิจจา นักเรียนบาลีของเรา-รวมทั้งผู้สนับสนุน ตั้งเป้าหมายไว้ที่สอบได้ 

สอบได้แล้วชื่นชมยินดีกัน จบแค่นั้น

ไม่มีใครคิดจะเอาความรู้ไปทำงานที่รออยู่กองพะเนินเทินทึกนั่น

..................................................

เลิกกันได้หรือยัง-ที่บอกว่า-ใครจะทำงานศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาต่อไปอีก-ควรเป็นไปตามอัธยาศัย

ถ้ายังพอใจจะอ้างอัธยาศัยกันอยู่อีก

ก็ควรจะช่วยกันสร้างอัธยาศัยเช่นนั้นให้เกิดขึ้นในใจของนักเรียนบาลี

ปลูกฝังสร้างเสริมกันตั้งแต่เริ่มเรียนบาลีไปเลย

ไม่ใช่รอให้เกิดเองอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

......................

บ่นเรื่องเรียนบาลีจนหมดเนื้อที่

ตอนหน้า-ว่าด้วยข้อคิดในเนรุชาดกแน่นอนครับ

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๔ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๔:๓๓


[full-post]

คิดไปเขียนไป,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.