คิดไปเขียนไป (๔)
------------------
พอรู้จักหน้าตาของอรรถกถาชาดกแล้ว ทีนี้ก็มาดูกันว่า จะค้นหาชาดกที่ต้องการได้อย่างไร
สมัยนี้ ถ้ารู้ชื่อชาดกก็ง่าย พิมพ์ชื่อลงไป คลิกเดียวก็เจอแล้ว
จำชื่อชาดกไม่ได้ ก็ยากหน่อย ต้องหาคำที่เรียกว่า “คีย์เวิร์ด”
ผมจำได้ว่า ชาดกเรื่องนี้มีคำว่า “อวิเสสกเร” (แปลว่า “ไม่ทำให้แตกต่างกัน”) ก็ใช้คำนี้เป็นคีย์เวิร์ด
พิมพ์ลงไปแล้วคลิก
เจอครับ
......................
แวะตรงนี้นิดหนึ่ง
พระไตรปิฎกที่ผมใช้ค้นอยู่เป็นประจำเป็นโปรแกรมชื่อ “เรียนพระไตรปิฎก” (ดูภาพประกอบ) ต้นฉบับเป็นแผ่น CD เอามาถ่ายข้อมูลลงเครื่องคอม. แล้วไม่ต้องใช้แผ่นอีกต่อไป เปิดจากโปรแกรมในเครื่องได้เลย
โปรแกรมเรียนพระไตรปิฎกชุดนี้มีข้อดีคือเปิดง่ายใช้ง่าย ต่างจากพระไตรปิฎก BUDSIR 7 for Windows ของมหาวิทยาลัยมหิดล
BUDSIR 7 for Windows ต้องใช้แผ่น CD ทุกครั้งและตลอดเวลาที่ใช้งาน จะเปิดใช้งานต้องใส่รหัส แต่ข้อดีก็คือ การพิมพ์ข้อมูลถูกต้องได้มาตรฐาน
ที่ต่างกันอีกอย่างหนึ่งก็คือ BUDSIR 7 for Windows ต้องซื้อ และราคาไม่ถูกนัก แต่โปรแกรมเรียนพระไตรปิฎกทำออกมาเผยแพร่เป็นธรรมทาน ฟรีครับ
โปรแกรมเรียนพระไตรปิฎกมีตำรานักธรรมบาลีครบ ที่ผมเปิดใช้ประจำคือ พระไตรปิฎกบาลีฉบับสยามรัฐ อรรถกถา และพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม ที่ดีมากอีกอย่างหนึ่งก็คือมีพจนานุกรมบาลี-อังกฤษ The Pali Text Society's Pali-English Dictionary ด้วย
แต่ข้อเสียที่สำคัญก็คือ พิมพ์ผิดพิมพ์ตกขาดเกินทั่วไปหมด ไม่เหมาะที่ยกเอาไปใช้อ้างอิง ซึ่งผู้จัดทำก็ได้เตือนไว้ว่า “เป็นตัวอย่างเพื่อใช้ในการตรวจสอบเท่านั้น ไม่ใช่เอกสารอ้างอิง”
ผมใช้สำหรับหาข้อมูลเบื้องต้น พบแล้วจะนำไปใช้อ้างอิงต้องตรวจสอบอีกทีหนึ่งก่อน
ผมไม่ทราบว่าใครหรือสำนักไหนเป็นคนทำโปรแกรมนี้ แต่เคยเสนอฝากสายลมไปว่า น่าจะเอาไปพัฒนาต่อยอด คือปรับแก้ส่วนที่พิมพ์ผิดพิมพ์ตกขาดเกินให้ถูกต้องสมบูรณ์ขึ้น ลงทุนอีกก็คงไม่มากนัก
ไม่มีทุนก็ประกาศเชิญชวนหาผู้สนับสนุน
สร้างโบสถ์ สร้างศาลา สร้างเมรุ สร้างสถูปเจดีย์ แม้แต่บวชพระบวชเณร ฯลฯ ยังเอามาบอกบุญเชิญบริจาคกันให้เอิกเกริกไป
นี่สร้างข้อมูลพระไตรปิฎกอันเป็นรากฐานของพระศาสนาแท้ๆ ทำไมจะไม่ควรสนับสนุน
ถ้าทำได้ ก็จะเป็นอุปการะแก่การศึกษาพระไตรปิฎกอย่างมากทีเดียว
ท่านใดใครผู้หนึ่งมีกำลัง มีศรัทธา ลองพิจารณาดูสิครับ
ขออนุโมทนาล่วงหน้ามา ณ ที่นี้
..................................................
ชาดกที่ต้องการชื่อ เนรุชาดก อยู่ในหมวดฉักกนิบาต พระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ ข้อ ๘๔๙-๘๕๔ หน้า ๑๙๐-๑๙๑
อรรถกถาเอาไปเล่าเรื่องขยายความอยู่ในชาตกัฏฐกถา ภาค ๕ หน้า ๒๘-๓๑
อ่านฉบับแปลเป็นไทยได้ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม อยู่ในเล่มที่ ๕๙ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕) หน้า ๔๕-๕๐
..................................................
ที่ผมว่ามานี้ เรียกตามภาษาสมัยใหม่ว่า “ปักป้ายบอกทาง”
ถ้าจะให้สะดวกยิ่งขึ้นก็คือ ถ้าเรื่องนี้มีอยู่ในเว็บไซต์ ก็เอาลิงก์ (link) มาแปะไว้ให้ด้วย ใครอยากอ่านอยากศึกษาก็คลิกเข้าไปดูได้เลย
อุปมาเหมือนยกชามข้าวมาวางตรงหน้า
ยังไม่ได้ทำก็-ตักใส่ปากป้อนให้-เท่านั้น
......................
ขอแวะไปที่วิธีอ้างอิงสักนิด
ชาดกมี ๕๔๗ ชาดก อยู่ในพระไตรปิฎก ๒ เล่ม คือเล่ม ๒๗-๒๘ เวลาอ้างเล่ม ก็บอกว่าชาดกเรื่องนั้นอยู่ในเล่ม ๒๗ หรือ ๒๘
แต่บอกแค่นี้ก็ไม่ต่างจากงมเข็มในแม่น้ำ ตามหลักวิชาท่านบอกว่าให้อ้าง “เล่ม/ข้อ/หน้า”
“เล่ม” คือพระไตรปิฎกเล่มที่เท่าไร-ในจำนวน ๔๕ เล่ม
“ข้อ” คือหมายเลขข้อในข้อความตอนนั้นๆ พระไตรปิฎกภาษาบาลีอักษรไทยฉบับสยามรัฐท่านจะลงหมายเลขหน้าข้อความเป็นตอนๆ ไปตลอดทั้งเล่ม ข้อความตอนนั้นอยู่ในหมายเลขอะไร อ้างหมายเลขไว้ ตามไปดูที่หมายเลขนั้นๆ ก็จะพบข้อความนั้นทันที หมายเลขข้อนี้จะอยู่ในเครื่องหมายวงเล็บเหลี่ยม คือ [-]
“หน้า” คือหน้าของเล่มหนังสือ อันนี้เข้าใจกันดีอยู่แล้ว ข้อความนั้นอยู่ในเท่าไรก็บอกไว้
นี่คือความหมายของ “เล่ม/ข้อ/หน้า” ที่ใช้ในการอ้างอิงพระไตรปิฎก
แต่เฉพาะชาดกนั้น เนื่องจากมีจำนวนเป็นร้อย ที่ชื่อซ้ำกันก็มี และท่านจัดไว้เป็นหมวดหมู่ที่เรียกว่า “นิบาต” เวลาอ้างชื่อชาดกท่านจึงนิยมบอกชื่อนิบาตกำกับไว้ด้วย เช่นเนรุชาดก ก็บอกว่า “เนรุชาดก ฉักกนิบาต” อย่างนี้เป็นต้น
การบอกชื่อนิบาตช่วยให้นึกภาพลำดับเรื่องของชาดกได้ง่ายขึ้นด้วย เช่นบอกว่า “เอกนิบาต” (เอ-กะ-) ก็รู้ได้ว่าชาดกเรื่องนั้นอยู่ตอนต้นๆ ถ้าบอกว่า “มหานิบาต” ก็รู้ได้ว่าชาดกเรื่องนั้นอยู่ตอนท้ายๆ
ตัวอย่าง “เนรุชาดก ฉักกนิบาต” ก็รู้ได้ว่าอยู่ตอนต้นค่อนไปตอนกลาง
แต่ที่รู้อย่างนี้ได้ ก็ต้องรู้ด้วยว่าชื่อนิบาตแต่ละนิบาตแปลว่าอะไร
เรื่องก็ทำท่าจะยาว แต่น่าจะไม่ยาก เพราะชื่อนิบาตเป็นตัวเลขบอกจำนวนคาถา (ดังที่พูดมาแล้วในตอนก่อน)
คิดไปคิดมา เอาชื่อนิบาตมาบอกไว้ให้ครบ น่าจะเป็นประโยชน์ เสียเวลา เปลืองเนื้อที่ แต่คงไม่ไร้ประโยชน์
..................................................
ชื่อนิบาตในชาดก ๒๒ นิบาต
เอกนิบาต (เอ-กะ-) หรือเอกกนิบาต (เอ-กะ-กะ-) = หมวดหนึ่ง (คือรวมเรื่องที่มีคาถา ๑ บท)
ทุกนิบาต (ทุ-กะ-) = หมวดสอง
ติกนิบาต = หมวดสาม
จตุกกนิบาต = หมวดสี่
ปัญจกนิบาต = หมวดห้า
ฉักกนิบาต = หมวดหก
สัตตกนิบาต = หมวดเจ็ด
อัฏฐกนิบาต= หมวดแปด
นวกนิบาต = หมวดเก้า
ทสกนิบาต = หมวดสิบ
เอกาทสนิบาต = หมวดสิบเอ็ด
ทวาทสนิบาต = หมวดสิบสอง
เตรสนิบาต = หมวดสิบสาม
(หมวดสิบสี่ถึงสิบเก้ารวมอยู่ในปกิณณกนิบาต)
ปกิณณกนิบาต = หมวดประสม
(ตั้งแต่นี้เป็นนิบาตเต็มสิบ)
วีสตินิบาต = หมวดยี่สิบ
ติงสตินิบาต = หมวดสามสิบ
จัตตาลีสนิบาต หรือจัตตาฬีสนิบาต = หมวดสี่สิบ
ปัญญาสนิบาต = หมวดห้าสิบ
สัฏฐินิบาต = หมวดหกสิบ
สัตตตินิบาต = หมวดเจ็ดสิบ
อสีตินิบาต = หมวดแปดสิบ
มหานิบาต = หมวดคาถามาก (เกินแปดสิบ)
..................................................
ยังไปไม่ถึงเนรุชาดก
ตอนหน้ายังมีแวะข้างทางอีก
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑ สิงหาคม ๒๕๖๖
๑๘:๑๘
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ