คิดไปเขียนไป (๘)
------------------
นักเรียนบาลีของเราไม่ได้เรียนบาลีเพื่อจะทำงานบาลี!
นี่เป็นความจริงที่เจ็บปวด
และที่เจ็บปวดลึกเข้าไปอีกก็คือ ผู้บริหารการศึกษาของคณะสงฆ์ก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดสักนิดว่า-การที่นักเรียนบาลีของเราไม่ได้เรียนบาลีเพื่อจะทำงานบาลีนั้นเป็นความจริงที่เจ็บปวด!
เรียนบาลีเพื่อทำงานบาลีก็คือ เรียนบาลี (๑) เพื่อเอาความรู้บาลีไปศึกษาพระไตรปิฎกอรถกถาฎีกาอาจริยมติต่อไปอีก เพื่อตรวจสอบให้รู้ว่าหลักคำสอนที่ถูกต้องคืออย่างไร (๒) แล้วเอาหลักคำสอนที่ถูกต้องมาประพฤติปฏิบัติขัดเกลาตนเอง (๓) แล้วช่วยแก้ปัญหาเมื่อสังคมสงสัยข้องใจว่า-ที่ประพฤติปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้อย่างไรถูกอย่างไรผิด ข้อนี้ก็คือเผยแพร่หลักความรู้ที่ถูกต้องให้รู้เข้าใจแพร่หลายต่อไป
นี่คือเรียนบาลีเพื่อทำงานบาลี
เริ่มข้อแรก-เอาความรู้บาลีไปศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติต่อไปอีก-นักเรียนบาลีของเราก็ไม่ได้ทำกัน
นักเรียนบาลีบ้านเราเรียนเฉพาะคัมภีร์ที่เป็นแบบเรียนตามหลักสูตร ๕ คัมภีร์ -
..................................................
๑ ธัมมปทัฏฐกถา (เรียกกันง่ายๆ ว่า ธรรมบท) ๘ ภาคจบ
๒ มังคลัตถทีปนี (มักเรียกกันผิดๆ ว่า มงคลทีปนี เรียกย่อว่า มงคล) ๒ ภาคจบ
๓ สมันตปาสาทิกา (คนเก่าเรียกย่อว่า สามนต์) อรรถกถาวินัยปิฎก ๓ ภาคจบ
๔ วิสุทธิมัคคปกรณ์ (เรียกกันทั่วไปว่า วิสุทธิมรรค) ๓ ภาคจบ
๕ อภิธัมมัตถวิภาวินี (เรียกรู้กันว่า อภิธรรม) ฎีกาแห่งคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะซึ่งย่อความจากอภิธรรมปิฎกมาอีกชั้นหนึ่ง เล่มเดียวจบ
......................
ประโยค ๑-๒ เรียนแปลธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑-๔
ป.ธ. ๓ (อ่านว่า เปรียญธรรม ๓ ประโยค) เรียนแปลธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๕-๘
ป.ธ.๔ เรียนแปลมังคลัตถทีปนี ภาค ๑
ป.ธ.๕ เรียนแปลมังคลัตถทีปนี ภาค ๒
ป.ธ.๖ เรียนแปลสมันตปาสาทิกา ภาค ๓
ป.ธ.๗ เรียนแปลสมันตปาสาทิกา ภาค ๑-๒
ป.ธ.๘ เรียนแปลวิสุทธิมัคคปกรณ์ทั้ง ๓ ภาค
ป.ธ.๙ เรียนแปลอภิธัมมัตถวิภาวินี
..................................................
เมื่อสอบ ป.ธ.๙ ได้ นักเรียนบาลีหลายท่านอุทานออกมาเป็นบาลีว่า “ปารังคโต”
ถ้าเป็นสตรีเพศ สอบ บ.ศ.๙ ได้ (บ.ศ. = บาลีศึกษา) ก็น่าจะอุทานว่า “ปารังคตา”
“ปารังคโต” แปลตามศัพท์ว่า “ถึงฝั่งแล้ว” หมายความว่าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว
เป้าหมายที่ตั้งไว้ของนักเรียนบาลีบ้านเราก็คือสอบ ป.ธ.๙ ได้ หรือสอบบาลีศึกษา ๙ ได้ สอบได้ก็เป็นอันสำเร็จการศึกษาบาลี ไม่ต้องทำอะไรอีก ทำก็ทำเรื่องอื่นๆ ไป ยกเว้นการศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติต่อไปอีก ไม่ต้องทำ เพราะถือว่าเรียนจบแล้ว
พระภิกษุสามเณรที่สอบ ป.ธ.๙ ได้ จะได้ศักดิ์และสิทธิ์ต่างๆ ตามมาอีกหลายอย่าง
ศักดิ์และสิทธิ์อย่างหนึ่งที่กลายเป็นค่านิยมก็คือ การมีพระประโยค ๙ ไว้ประดับวัด
วัดต่างๆ สำนักเรียนบาลีต่างๆ ถือว่า การมีพระประโยค ๙ ไว้ประดับวัดประดับสำนักเรียนนั้นเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และมีการแข่งขันกันอยู่ในที-วัดใครสำนักใครจะมีประโยค ๙ มากกว่ากัน
คนทั่วไปที่พอรู้ค่านิยมอยู่บ้าง รู้ว่าวัดไหนมีพระประโยค ๙ หลายรูป ก็จะรู้สึกทึ่ง ความนับถือเลื่อมใสก็จะตามมา
ถามว่า พระประโยค ๙ ที่มีอยู่ตามวัดต่างๆ นั้น ทำงานบาลี (ตามความหมายที่ว่าไว้ข้างต้น เริ่มจาก-ศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติ) หรือเปล่า?
ตอบว่า ไม่ได้ทำ
อ้าว แล้วทำอะไรล่ะ
อ้าว ก็ประดับวัดไงล่ะ ประดับวัดให้แล้วจะต้องทำอะไรอีก เรียนบาลีจบแล้วนะ ไม่รู้หรือ
......................
ความที่เขียนมาข้างต้นนี้ ขอเรียนว่าผมจงใจเขียนเพื่อให้กระทบใจ
นักเรียนบาลีที่เรียนจบแล้ว ศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติต่อไปอีกก็มี ไม่ใช่ไม่มี
แต่มีน้อยอย่างยิ่ง เป็นอย่างที่สำนวนบาลีเรียกว่า “อัพโพหาริก”
..................................................
“อัพโพหาริก” แปลตามศัพท์ว่า “กล่าวไม่ได้ว่ามี” คือมีแต่ไม่ปรากฏ จึงพูดไม่ได้ว่ามี มีเหมือนไม่มี เช่น แกงซึ่งปรุงด้วยเหล้าบางอย่างเพื่อฆ่าคาวหรือชูรส เหล้าที่อยู่ในแกงนั้นมีอยู่ แต่ก็เหมือนไม่มี เวลากินแกงก็ไม่มีใครรู้สึกว่ากำลังกินเหล้า
..................................................
ผู้ที่เรียนบาลีจบแล้วทำงานบาลีก็เป็นแบบนั้น มีเหมือนไม่มี
และที่ทำงานบาลีนั้น ก็ทำเพราะใจรักเป็นส่วนตัว
ความมีใจรักนั้นไม่ได้เกิดจากระบบ
คือ กระบวนการเรียนบาลีของเราไม่ได้มีระบบฝึกหัดอบรมกล่อมเกลาปลูกฝังให้นักเรียนมีใจรักที่จะศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติต่อไปอีก
ตรงกันข้าม เรามีแต่บอกกันว่า ใครจะศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติต่อไปอีก ควรเป็นไปตามอัธยาศัย ไม่ควรบังคับกัน
การศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติ แต่เดิมเป็นงานโดยตรงของนักเรียนบาลี เป็นที่รู้กันว่าเรียนบาลีก็เพื่อจะไปทำงานนี้นั่นแหละ
เดี๋ยวนี้ถูกมองว่า-เป็นการบังคับ
กลับตาลปัตรกันไปเลย
เพราะนักเรียนบาลีที่ทำงานบาลีมีน้อย-มีเหมือนไม่มี ใครอยากได้ ใครอยากหาตัว ก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน
ที่เห็นเกลื่อนกล่นไปนั้น ล้วนแต่นักเรียนบาลีที่ไม่คิดจะทำงานบาลี ชี้ไปเถอะ รับรองไม่ผิดตัว
ไม่ต้องอะไรมาก แค่ถามว่า นักเรียนบาลีของเราที่เรียนจบแล้ว เคยอ่านเนรุชาดกกันบ้างหรือไม่
ถามรูปไหน-คนไหนก็ได้-ที่เห็นเกลื่อนกล่นอยู่นั่น ร้อยทั้งร้อย
พูดภาษานักเลงปากท่อ-ยิงไม่ผิดตัว ตีหัวไม่ผิดคน-ไม่มีใครเคยอ่าน
อย่าว่าถึงฉบับภาษาบาลี แม้ฉบับแปลในพระไตรปิฎกและอรถกถาแปลชุด ๙๑ เล่ม ก็ไม่เคยเปิดอ่าน
ไม่อ่าน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตรงไหนแปลผิด
แล้วไฉนจะมีความคิดช่วยกันแก้ไขข้อบกพร่อง
......................
ขอย้ำนะครับ คิดไปเขียนไปตอนนี้ ผมจงใจพูดให้กระทบใจ
เผื่อจะมีใครทนไม่ได้
แล้วลุกขึ้นมาคิดทำอะไรสักอย่าง
เป็นการปฏิวัติเป้าหมายการเรียนบาลี
ให้หลุดจากวังวน-เรียนให้สอบได้แล้วได้ศักดิ์และสิทธิ์
ลุกขึ้นมาสร้างค่านิยมใหม่
เรียนบาลีเพื่อเอาความรู้บาลีไปทำงานบาลี
งานบาลี ไปใช่แค่เป็นครูสอนบาลี หรือเปิดสำนักเรียนบาลีให้กว้างขวางออกไปอีก
แบบนั้นก็ใช่ ไม่ผิดหรอก
แต่ต้องดูต่อไปด้วยว่า ต้องไม่ใช่เป็นการผลิตนักเรียนบาลีให้จบออกมาอยู่ในวังวนเดิม-เรียนให้สอบได้แล้วได้ศักดิ์และสิทธิ์ต่อไปอีกเหมือนเดิม
ตอนหน้า คงได้วิเคราะห์กันว่า อ่านเนรุชาดกแล้วได้อะไร
-------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๓ สิงหาคม ๒๕๖๖
๑๙:๑๗

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ