เรื่องพระรูปเดียว (๒)
-----------------
พระจำพรรษารูปเดียว มีผู้ถวายผ้าแก่สงฆ์ กรณีเช่นนี้มีพระพุทธดำรัสอันเป็นคำวินิจฉัยว่า -
.........................................................
ตุยฺเหว ภิกฺขุ ตานิ จีวรานิ ยาว กฐินสฺส อุพฺภารายาติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอนั่นแหละ จนถึงเวลาเดาะกฐิน
.........................................................
พระพุทธดำรัสนี้ไม่ใช่คำรับรองว่า พระจำพรรษารูปเดียว มีผู้ถวายผ้าแก่สงฆ์ ให้ถือว่าเป็นการรับกฐินได้
ไม่ใช่เช่นนั้น
.........................................................
พระจำพรรษารูปเดียวรับกฐินได้
ต้องอ้างหลักฐานที่อื่น ไม่ใช่ตรงนี้
.........................................................
ปัญหาที่พระรูปนั้นมาทูลถามพระพุทธเจ้าคือ พระจำพรรษารูปเดียว มีผู้ถวายผ้าแก่สงฆ์ ผ้านั้นจะเป็นของใคร
เป็นของสงฆ์ก็ไม่ได้ เพราะที่นั้นไม่มีสงฆ์
เป็นของภิกษุรูปนั้นก็ไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้ถวายภิกษุ
ปัญหานี้เป็นอย่างที่ว่า-กลืนไม่เข้า คายไม่ออก
พระพุทธดำรัสนี้เป็นการตัดสินปัญหาว่า ผ้าเป็นของใคร
ไม่ใช่ตัดสินว่าเป็นการรับกฐินได้หรือไม่
พระพุทธดำรัสตรัสวินิจฉัยนี้มีประเด็นเกี่ยวกับภาษาที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูก ผู้ที่ไม่รู้บาลี หรือรู้แต่ถ้าไม่สังเกตก็จะเข้าใจสับสนได้ง่ายๆ
พระพุทธดำรัสนี้มี ๒ ครั้ง ขอยกมาให้ทบทวนดังนี้
ครั้งที่ ๑
.........................................................
(๙) ตุยฺเหว ภิกฺขุ ตานิ จีวรานิ ยาว กฐินสฺส อุพฺภารายาติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ (ภิกฺขุ) จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอนั่นแหละ (ตุยฺเหว) จนถึงเวลาเดาะกฐิน
.........................................................
ครั้งที่ ๒
.........................................................
(๑๒) อนุชานามิ ภิกฺขเว ตสฺเสว ตานิ จีวรานิ ยาว กฐินสฺส อุพฺภารายาติ ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (ภิกฺขเว) เราอนุญาตจีวรเหล่านั้นแก่ภิกษุรูปนั้นแหละ (ตสฺเสว) จนถึงเวลาเดาะกฐิน
.........................................................
ข้อสังเกตเกี่ยวกับภาษา:
๑ พระพุทธดำรัสครั้งที่ ๑ คำเรียกภิกษุ (อาลปนะ) ใช้คำเป็นเอกพจน์ว่า “ภิกฺขุ” แปลว่า “ดูก่อนภิกษุ” นั่นคือตรัสกับพระรูปนั้นรูปเดียว
๒ พระพุทธดำรัสครั้งที่ ๒ คำเรียกภิกษุ ใช้คำเป็นพหูพจน์ว่า “ภิกฺขเว” แปลว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” นั่นคือตรัสกับภิกษุทั้งหลายที่มาประชุมอยู่ในที่นั้น
๓ คำแปลที่ว่า “จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอนั่นแหละ” พระพุทธดำรัสครั้งที่ ๑ ใช้คำว่า “ตุยฺเหว” แปลว่า “ของเธอนั่นแหละ” แต่พระพุทธดำรัสครั้งที่ ๒ ใช้คำว่า “ตสฺเสว” แปลว่า “แก่ภิกษุรูปนั้นแหละ”
“ตุยฺเหว” กับ “ตสฺเสว” ต่างกัน
“ตุยฺเหว” แปลตามศัพท์ว่า “ของเธอนั่นเทียว” นี่คือตรัสกับพระรูปนั้นโดยตรง
“ตสฺเสว” แปลตามศัพท์ว่า “แก่ภิกษุนั้นนั่นเทียว” นี่คือตรัสถึงภิกษุที่จำพรรษารูปเดียว-ซึ่งจะเป็นภิกษุรูปไหนก็ได้ตามที่จะเกิดกรณีขึ้นในอนาคต
สำหรับท่านที่คุ้นกับคำฝรั่ง โปรดเทียบ -
“ตุยฺเหว” คือ to you only
“ตสฺเสว” คือ to his only
พระไตรปิฎกแปลบางฉบับแปลพระพุทธดำรัสครั้งที่ ๑ ว่า “จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอผู้เดียว” และแปลพระพุทธดำรัสครั้งที่ ๒ ว่า “เราอนุญาตจีวรเหล่านั้นแก่เธอรูปเดียว”
คือใช้คำว่า “เธอ” (to you only) เหมือนกันทั้ง ๒ ครั้ง ถ้าไม่อ่านต้นฉบับบาลีก็จะเข้าใจไปว่า ตรัสกับพระรูปนั้นทั้ง ๒ ครั้ง แล้วเข้าใจไปว่าตรัสย้ำ ๒ ครั้ง ดังที่-ท่านผู้แสดงความเห็นตามที่อ้างไว้ในตอนที่แล้วท่านก็จึงแสดงความเห็นว่า -
.........................................................
พระพุทธเจ้าตรัสความนี้แก่ภิกษุนั้นจบลงแล้ว ยังตรัสคำนั้นซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ....
หมายความว่า ตามปกติ พระพุทธองค์จะตรัสเพียงครั้งเดียว แต่ในที่นี้ตรัสคำซ้ำกัน ๒ ครั้ง เพื่อให้เป็นหลักฐานยืนยันกับภิกษุในอนาคตที่จำพรรษารูปเดียวบ้าง ๒ รูปบ้าง ๓ รูปบ้าง รับกฐินได้ตามที่พระพุทธองค์ทรงวินิจฉัยไว้แล้วนี้
.........................................................
ทำไมครั้งที่ ๑ ตรัสกับพระรูปนั้น ครั้งที่ ๒ ตรัสถึงภิกษุทั่วไป?
พระพุทธดำรัสครั้งที่ ๑ ทรงตอบปัญหาเฉพาะกรณีพระรูปนั้น จึงตรัสกับพระรูปนั้นโดยตรง
พระพุทธดำรัสครั้งที่ ๒ ทรงวางหลักสำหรับกรณีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงตรัสถึงภิกษุทั่วไปที่อยู่ในเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
ถ้ามีแต่พระพุทธดำรัสครั้งที่ ๑ ครั้งเดียว ก็จะเกิดปัญหาว่า พระพุทธดำรัสนั้นเป็นคำวินิจฉัยเฉพาะกรณีพระรูปนั้นรายเดียว แล้วถ้ามีกรณีอย่างนี้เกิดขึ้นอีกกับภิกษุทั่วไปจะให้ปฏิบัติอย่างไร
แม้อาจจะตีความได้ว่า-ก็ปฏิบัติอย่างเดียวกันนี้แหละ แต่หลักพระวินัยก็เหมือนหลักกฎหมาย คือต้องชัดเจน จะให้ปฏิบัติอย่างไรต้องระบุลงไปชัดๆ
.........................................................
นึกออกไหมครับ - คำว่า “สั่งไม่ฟ้อง” ในสำนวนกฎหมาย
เคยมีการวิจารณ์ว่าทำไมใช้ภาษาแบบนี้ ทำไมไม่พูดว่า “ไม่สั่งฟ้อง” แบบที่ชาวบ้านเขาพูดกัน
“ไม่สั่งฟ้อง” อาจตีความได้ว่า ต่อไปอาจจะสั่งฟ้องก็ได้ เพราะยังไม่ได้สั่ง
แต่ “สั่งไม่ฟ้อง” นี่ชัวร์เลย จะมาฟ้องอีกไม่ได้ เพราะสั่งแล้ว คือ “สั่งไม่ฟ้อง” ไปเรียบร้อยแล้ว
.........................................................
กรณีพระรูปเดียวนี่ก็เหมือนกัน ทรงวินิจฉัยกรณีพระรูปนี้ไปแล้วก็จริง แต่กรณีแบบนี้ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไปอีก ถ้าไม่ทรงวางหลักปฏิบัติไว้ เกิดเรื่องแบบนี้ที จะให้ “วิ่งโร่” มาทูลถามกันทีเช่นนั้นหรือ
ดังนั้น จึงมีพระพุทธดำรัสครั้งที่ ๒ เป็นแบบแผนไว้
จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่ “ตรัสคำนั้นซ้ำอีกครั้งหนึ่ง” หรือ “ตรัสคำซ้ำกัน ๒ ครั้ง” อย่างที่เข้าใจ
แต่เป็นการตรัสในฐานะที่ต่างกัน
พระพุทธดำรัสครั้งที่ ๑ ตรัสในฐานะคำตอบปัญหากรณีเฉพาะหน้า
พระพุทธดำรัสครั้งที่ ๒ ตรัสในฐานะคำตอบปัญหากรณีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
แต่ที่แน่ๆ พระพุทธดำรัสทั้ง ๒ ครั้ง มิใช่ “เป็นหลักฐานยืนยันกับภิกษุในอนาคตที่จำพรรษารูปเดียวบ้าง ๒ รูปบ้าง ๓ รูปบ้าง รับกฐินได้ตามที่พระพุทธองค์ทรงวินิจฉัยไว้แล้วนี้”
พระพุทธดำรัสทั้ง ๒ ครั้งไม่ได้ทรงวินิจฉัยเรื่องรับกฐินครับ
แต่ทรงวินิจฉัยเรื่อง-ใครมีสิทธิ์เป็นเจ้าของผ้า พร้อมทั้งทรงกำหนดระยะเวลาที่จะครอบครองผ้าไว้ด้วย
“ระยะเวลาที่จะครอบครองผ้า” ก็คือคำว่า “ยาว กฐินสฺส อุพฺภาราย”
คำบาลีนี้ ท่านผู้แสดงความเห็นดังอ้างไว้ตอนก่อนโน้นยกคำแปลมาว่า “จนสิ้นสุดเขตกฐิน กลางเดือน ๔”
ส่วนผม ยกคำแปลมาว่า “จนถึงเวลาเดาะกฐิน”
“สิ้นสุดเขตกฐิน” หรือ “เวลาเดาะกฐิน” คืออะไร คืออย่างไร
ท่านผู้ใด-โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญพระวินัยหรือนักเรียนบาลี-พอจะมีศรัทธาอุตสาหะช่วยอธิบายให้ได้บ้างครับ
-----------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๓ กันยายน ๒๕๖๖
๑๗:๔๕
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ