ทองย้อย แสงสินชัย
#บาลีวันละคำ (4,110)
ปังสุกูลิกังคะ ธุดงค์ข้อที่ 1
ใช้เฉพาะผ้าบังสุกุล
..............
ธุดงค์มี 13 ข้อ คือ -
1. ปังสุกูลิกังคะ ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
2. เตจีวริกังคะ ถือทรงเพียงไตรจีวรเป็นวัตร
3. ปิณฑปาติกังคะ ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
4. สปทานจาริกังคะ ถือเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับเป็นวัตร
5. เอกาสนิกังคะ ถือนั่งฉัน ณ อาสนะเดียวเป็นวัตร
6. ปัตตปิณฑิกังคะ ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร
7. ขลุปัจฉาภัตติกังคะ ถือห้ามภัตที่ถวายภายหลังเป็นวัตร
8. อารัญญิกังคะ ถืออยู่ป่าเป็นวัตร
9. รุกขมูลิกังคะ ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร
10. อัพโภกาสิกังคะ ถืออยู่ที่แจ้งเป็นวัตร
11. โสสานิกังคะ ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร
12. ยถาสันถติกังคะ ถืออยู่ในเสนาสนะแล้วแต่เขาจัดให้
13. เนสัชชิกังคะ ถือการนั่งเป็นวัตร
..............
“ปังสุกูลิกังคะ” อ่านว่า ปัง-สุ-กู-ลิ-กัง-คะ ประกอบด้วยคำว่า ปังสุกูลิก + อังคะ
(๑) “ปังสุกูลิก”
เขียนแบบบาลีเป็น “ปํสุกูลิก” อ่านว่า ปัง-สุ-กู-ลิ-กะ ประกอบด้วยคำว่า ปํสุกูล + อิก ปัจจัย
(ก) “ปํสุกูล” อ่านว่า ปัง-สุ-กู-ละ รากศัพท์มาจาก ปํสุ (ฝุน, ขยะ) + กุ (เลว, น่าเกลียด) + อุลฺ (ธาตุ = ไป, ถึง, เป็นไป) + อ (อะ) ปัจจัย, “ลบสระหน้า ทีฆะสระหลัง” คือลบ อุ ที่ กุ (กุ > ก) ทีฆะ อุ ที่ อุ-(ลฺ) เป็น อู (อุลฺ > อูล)
: ปํสุ + กุ = ปํสุกุ > ปํสุก + อุลฺ = ปํสุกุล > ปํสุกูล (นปุงสกลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ผ้าที่ถึงภาวะที่น่าเกลียดเหมือนฝุ่นละออง” หมายถึง ผ้าเปื้อนฝุ่น, ผ้าจากกองขยะ (rags from a dust heap)
“ปํสุกูล” ใช้ในภาษาไทยเป็น “บังสุกุล”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า -
“บังสุกุล : (คำนาม) เรียกผ้าที่พระภิกษุชักจากศพ หรือที่ทอดไว้หน้าศพ หรือที่ทอดบนด้ายสายสิญจน์หรือผ้าภูษาโยงที่ต่อจากศพด้วยการปลงกรรมฐานว่า ผ้าบังสุกุล, เรียกกิริยาที่พระภิกษุชักผ้าเช่นนั้นว่า ชักบังสุกุล, (ปาก) บังสกุล ก็ว่า. (ป. ปํสุกูล ว่า ฝั่งแห่งฝุ่น, กองฝุ่น, คลุกฝุ่น; ส. ปําสุกูล).”
ต่อมา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ปรับแก้คำนิยามเล็กน้อย เป็น -
“บังสุกุล : (คำนาม) เรียกผ้าที่พระภิกษุชักจากศพ หรือที่ทอดไว้หน้าศพ หรือที่ทอดบนด้ายสายสิญจน์หรือผ้าโยงที่ต่อจากศพด้วยการปลงกรรมฐาน ว่า ผ้าบังสุกุล, เรียกกิริยาที่พระภิกษุชักผ้าเช่นนั้น ว่า ชักบังสุกุล. (ป. ปํสุกูล ว่า ฝั่งแห่งฝุ่น, กองฝุ่น, คลุกฝุ่น; ส. ปําสุกูล).”
ข้อสังเกต :
โปรดสังเกตว่า ในพจนานุกรมฯ ฉบับ 54 ตัดคำว่า “(ปาก) บังสกุล ก็ว่า” ในคำนิยามของพจนานุกรมฯ ฉบับ 42 ออกไป
นั่นแปลว่า พจนานุกรมฯ ไม่ยอมรับอีกต่อไปว่า คำว่า “บังสุกุล” นี้ใช้ว่า “บังสกุล” ก็ได้ โดยอยู่ในฐานะเป็น “ภาษาปาก”
เท่ากับยืนยันว่า คำนี้ต้องใช้อิงรูปคำเดิมในบาลีว่า “บังสุกุล” เท่านั้น ไม่ใช่ “บังสกุล” (บังสุ- ไม่ใช่ บังส-)
(ข) ปํสุกูล + อิก = ปํสุกูลิก แปลว่า “ผู้ทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุล” คือผู้นุ่งห่มด้วยผ้าบังสุกุล
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ปํสุกูลิก” ว่า one who wears clothes made of rags taken from a dust heap (ภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นปกติ)
(๒) “อังคะ”
เขียนแบบบาลีเป็น “องฺค” อ่านว่า อัง-คะ รากศัพท์มาจาก องฺคฺ (ธาตุ = ไป, ถึง, เป็นไป; รู้) + อ (อะ) ปัจจัย
: องฺคฺ + อ = องฺค (นปุงสกลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า (1) “ร่างที่เดินได้” (2) “เหตุเป็นเครื่องรู้ที่เกิด” (คือทำให้รู้ต้นกำเนิด) (3) “ส่วนอันเขารู้ว่าเป็นส่วนย่อย”
“องฺค” ในบาลีหมายถึง -
(1) ส่วนของร่างกาย, อวัยวะ (a constituent part of the body, a limb)
(2) ชิ้นส่วน, ส่วนประกอบ (member, part)
(3) องค์ประกอบของทั้งหมด หรือของระบบ หรือส่วนย่อยที่ประกอบเข้าเป็นส่วนใหญ่ (a constituent part of a whole or system or collection)
ปํสุกูลิก + องฺค = ปํสุกูลิกงฺค (ปัง-สุ-กู-ลิ-กัง-คะ) แปลว่า “องค์แห่งผู้ถือครองผ้าบังสุกุล” หมายถึง วิธีปฏิบัติธุดงค์ว่าด้วยการใช้ผ้าบังสุกุล
“ปํสุกูลิกงฺค” ใช้ในภาษาไทยเป็น “ปังสุกูลิกังคะ”
ขยายความ :
“ปังสุกูลิกังคะ” เป็นธุดงค์ข้อที่ 1 ในจำนวนธุดงค์ 13 ข้อ
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกความหมายของ “ธุดงค์” และ “ปังสุกูลิกังคะ” ไว้ดังนี้
..............
(1) ธุดงค์ : องค์คุณเครื่องกำจัดกิเลส, ข้อปฏิบัติเข้มงวด ที่สมัครใจสมาทานประพฤติประจำตัว ชั่วระยะกาลสั้น หรือยาว หรือแม้ตลอดชีวิต ก็ได้ เป็นอุบายขัดเกลากิเลส ส่งเสริมความมักน้อยสันโดษ เป็นต้น มี 13 ข้อ
(2) ปังสุกูลิกังคะ : องค์แห่งผู้ถือครองผ้าบังสุกุล, ใช้เฉพาะแต่ผ้าบังสุกุล คือ ไม่รับจีวรจากทายก เที่ยวแสวงหาผ้าบังสุกุล เช่นเศษผ้าในกองขยะ มาเย็บย้อมทำจีวรเอง, คำสมาทานว่า “คหปติจีวรํ ปฏิกฺขิปามิ, ปํสุกูลิกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า “เรางดคฤหบดีจีวร สมาทานองค์แห่งผู้ถือครองผ้าบังสุกุล” (ข้อ ๑ ใน ธุดงค์ ๑๓)
..............
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [342] แสดง “ปังสุกูลิกังคะ” ธุดงค์ข้อที่ 1 ไว้ดังนี้ -
..............
1. ปังสุกูลิกังคะ (องค์แห่งผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร คำสมาทานโดยอธิษฐานใจหรือเปล่งวาจาว่า “คหปติจีวรํ ปฏิกฺขิปามิ, ปํสุกูลิกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า “เรางดคฤหบดีจีวร สมาทานองค์แห่งผู้—” — Paṁsukūlikaṅga: refuse-rag-wearer’s practice)
..............
ตามหลักพระวินัย เครื่องนุ่งห่มของภิกษุในพระพุทธศาสนาที่เราเรียกรู้กันว่า “ไตรจีวร” มีทางได้มา 2 ทาง คือ
(1) ระยะต้นที่มีกุลบุตรเข้ามาบวชเป็นภิกษุ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติให้ภิกษุใช้เครื่องนุ่งห่มที่ได้มาโดยวิธีเลือกเก็บหาผ้าที่เขาทิ้งแล้วมาเย็บย้อมทำเป็นจีวร ด้วยเหตุผลที่มุ่งให้เป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย ไม่มักมาก และเพื่อฝึกหัดขัดเกลาตนเอง ดังปรากฏพระพุทธพจน์ที่พระอุปัชฌาย์ยกมาชี้แจงเสมือนปฐมนิเทศพระบวชใหม่ในทันที่บวชเสร็จที่เรียกกันว่า “บอกอนุศาสน์” ว่า “ปํสุกูลจีวรํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา” ถอดความว่า “ชีวิตนักบวชในพระพุทธศาสนาอาศัยผ้าบังสุกุลเป็นเครื่องนุ่งห่ม”
ผ้าที่ได้มาโดยวิธีนี้เรียกว่า “บังสุกุลจีวร” มีความหมายว่า ผ้าที่เกลือกกลั้วด้วยฝุ่น, ผ้าที่ได้มาจากกองฝุ่น กองหยากเยื่อซึ่งเขาทิ้งแล้ว ตลอดถึงผ้าห่อคลุมศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ไม่ใช่ผ้าที่ชาวบ้านถวาย
(2) ระยะต่อมา เมื่อภิกษุสงฆ์มีจำนวนมากขึ้น และมีปฏิปทาเป็นที่เลื่อมใสของประชาชน เกิดมีผู้ศรัทธาปรารถนาจะอุปการะภิกษุให้มีความสะดวกด้วยปัจจัยสี่ จึงทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ภิกษุรับผ้าที่ชาวบ้านถวายโดยตรงเพื่อทำจีวร ตลอดจนถวายจีวรสำเร็จรูปอย่างที่ถวายกันในปัจจุบันได้
ผ้าที่ชาวบ้านถวายโดยตรงเช่นนี้เรียกว่า “คฤหบดีจีวร”
พระที่ถือธุดงค์ข้อนี้จะใช้เฉพาะ “บังสุกุลจีวร” ไม่ใช้ “คฤหบดีจีวร”
ความจริง บังสุกูลจีวรเป็นเครื่องนุ่งห่มดั้งเดิมของพระในพระพุทธศาสนา ดังปรากฏในคำบอกอนุศาสน์ว่า “ปํสุกูลจีวรํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา” ถอดความว่า “ชีวิตนักบวชในพระพุทธศาสนาอาศัยผ้าบังสุกุลเป็นเครื่องนุ่งห่ม” ภายหลังจึงมีพุทธานุญาตให้ใช้ผ้าอื่นๆ ได้ด้วย ปัจจัยเครื่องยังชีพที่ทรงอนุญาตพิเศษเช่นนี้เรียกว่า “อดิเรกลาภ”
พระที่ถือธุดงค์ข้อนี้ก็เท่ากับสละสิทธิ์ที่จะใช้ผ้าที่เป็นอดิเรกลาภ แต่พอใจที่จะใช้เครื่องนุ่งห่มดั้งเดิมของบรรพชิตนั่นเอง
..............
ดูก่อนภราดา!
อะไรเอ่ย -
: เขาทิ้งไว้ตามกองขยะ
: แต่สามารถพาพระไปถึงนิพพาน
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ