เรื่องพระรูปเดียว (๓)

-----------------

ทบทวนเรื่องนะครับ:

ภิกษุจำพรรษารูปเดียว มีผู้ถวายผ้าแก่สงฆ์ มีพุทธวินิจฉัยว่า ผ้านั้นตกเป็นของภิกษุรูปนั้น แต่เป็นเจ้าของครอบครองผ้าได้เพียง “ยาว  กฐินสฺส  อุพฺภาราย”

“ยาว  กฐินสฺส  อุพฺภาราย” 

คนหนึ่งแปลคำบาลีนี้ว่า “จนสิ้นสุดเขตกฐิน กลางเดือน ๔” 

คนหนึ่งแปลคำบาลีนี้ว่า “จนถึงเวลาเดาะกฐิน”

ในตอนที่แล้วผมทิ้งปัญหาไว้ว่า “สิ้นสุดเขตกฐิน” หรือ “เวลาเดาะกฐิน” คืออะไร คืออย่างไร 

...................

“ยาว  กฐินสฺส  อุพฺภาราย” แปลโดยพยัญชนะหรือแปลตามศัพท์ว่า “เพียงไรแต่การยกขึ้นซึ่งไม้สะดึง”

แปลโดยอรรถหรือแปลเอาความว่า “จนถึงเวลายกไม้สะดึงขึ้น”

ถ้าไม่เข้าใจ แปลอีกทีว่า “จนถึงเวลาเก็บไม้สะดึง”

ไม้สะดึงเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องช่วยในการทำจีวรของพระในสมัยพุทธกาล เวลาจะทำจีวรก็เอาไม้สะดึงออกมากาง 

การเอาไม้สะดึงออกมากางจึงเป็นสิ่งบอกเหตุว่า ถึงเวลาทำจีวรแล้ว 

ไม้สะดึงจะกางอยู่อย่างนั้น จนหมดฤดูกาลทำจีวรจึงจะเก็บ 

การเก็บไม้สะดึงจึงเป็นสิ่งบอกเหตุว่า หมดเวลาทำจีวรแล้ว 

เก็บไม้สะดึงนี่แหละ คำเก่าท่านเรียกว่า “เดาะกฐิน” หรือกฐินเดาะ

ถ้ายังไม่เข้าใจอยู่อีก ก็ต้องอธิบาย ความจริงเรื่องนี้ผมเคยอธิบายมาแล้ว ทบทวนอีกทีก็ได้

คือ-ในรอบปีหนึ่ง มีพุทธานุญาตให้ภิกษุผลัดเปลี่ยนจีวรได้ครั้งหนึ่ง เรียกว่า “จีวรกาล” แปลว่า “เวลาแห่งจีวร” หมายถึง คราวที่จะแสวงหาจีวรมาผลัดเปลี่ยน

จีวรกาลตามที่กำหนดไว้คือ นับตั้งแต่วันออกพรรษาไปจนถึงกลางเดือน ๑๒ เป็นเวลา ๑ เดือน นี่ก็คือช่วงเวลาที่เรารู้กันทั่วไปในบัดนี้ว่าเป็นเวลาที่กำหนดให้ทอดกฐินนั่นเอง

ในระหว่าง ๑ เดือนหลังจากออกพรรษา ถ้าไม่ได้รับกฐิน พอครบกำหนด คือหมดเวลาที่มีพุทธานุญาตให้หาผ้ามาเปลี่ยนจีวร ก็เก็บไม้สะดึง นี่คือ “เดาะกฐิน” ตามเวลาปกติ

แต่ถ้าได้รับกฐิน จะได้รับในวันใดก็ตามภายใน ๑ เดือนนี้ พอครบกำหนด ๑ เดือนแล้ว มีสิทธิ์ยืดเวลาหาผ้ามาเปลี่ยนจีวรออกไปอีก ๔ เดือน คือยังกางไม้สะดึงต่อไปได้จนถึงกลางเดือน ๔ จึงเก็บไม้สะดึง นี่คือ “เดาะกฐิน” ตามเวลาที่ขยายออกไป

.........................................................

เหตุที่ชาวพุทธ-โดยเฉพาะคนไทย-นิยมการทำบุญกฐินมาแต่โบราณกาล บอกกันว่าได้อานิสงส์มาก เหตุผลสำคัญอยู่ตรงนี้-คือตรงที่-ทอดกฐินแล้วช่วยให้พระท่านมีเวลาหาผ้ามาเปลี่ยนจีวรชุดเก่าได้นานขึ้น แทนที่จะมีเวลาแค่เดือนเดียว ก็ยืดเวลาออกไปได้อีก ๔ เดือน นานพอที่จะแสวงหาผ้าได้สบายๆ ไม่ต้องกังวล - เหตุผลสำคัญของบุญกฐินอยู่ตรงนี้

.........................................................

แต่ตกมาถึงปัจจุบัน ผ้ามีเหลือเฟือ พระไม่มีปัญหาเรื่องแสวงหาผ้าเหมือนสมัยก่อน อานิสงส์บุญกฐินก็เบี่ยงเบนไป เปลี่ยนจาก “หาผ้า” ไปเป็น “หาเงิน” ไม่มีใครสนใจรากเหง้าเค้าเดิมของกฐินอีกต่อไป 

.........................................................

ทุกวันนี้ เจ้าภาพทอดกฐินร้อยทั้งร้อยไม่รู้จักอานิสงส์กฐินที่แท้จริง ชื่นชมกันอยู่แต่อานิสงส์ที่เบี่ยงเบนไปแล้ว ฝ่ายพระผู้รับกฐินก็ไม่ได้ให้ความรู้ที่ถูกต้องในเรื่องกฐินแก่ญาติโยม 

ความข้อนี้ตั้งใจพูดเพื่อให้กระทบใจครับ ท่านผู้ใดจะโกรธ ก็เชิญตามอัธยาศัย

.........................................................

สรุปว่า “เดาะกฐิน” หรือกฐินเดาะ มี ๒ เงื่อนไข :

๑ ถ้าไม่ได้รับกฐิน กฐินเดาะเมื่อครบ ๑ เดือนนับจากวันออกพรรษา

๒ ถ้าได้รับกฐิน กฐินเดาะเมื่อครบ ๕ เดือนนับจากวันออกพรรษา

เพราะฉะนั้น คำแปล “จนถึงเวลาเดาะกฐิน” จึงครอบคลุมได้ทั้ง ๒ เงื่อนไข

แต่ถ้าแปลว่า “จนสิ้นสุดเขตกฐิน” ก็จะกินความเฉพาะเงื่อนไขเดียว คือ ๑ เดือนนับจากวันออกพรรษา เพราะ “เขตกฐิน” มีแค่นี้ พ้นเวลานี้ไปแล้วไม่ใช่ “เขตกฐิน” 

แล้วถ้ามีคำต่อท้ายไปอีกเป็น - “จนสิ้นสุดเขตกฐิน กลางเดือน ๔” ก็จะขัดแย้งกันเอง เพราะเขตกฐินสิ้นสุดแค่กลางเดือน ๑๒ ไม่ใช่กลางเดือน ๔

ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามานี้ เป็นการพิจารณาความหมายของถ้อยคำภาษา

...................

เรื่องพระรูปเดียวที่ผมเขียนมานี้ เจตนาก็เพื่อจะชวนให้พิจารณาข้อมูลหลักฐานที่พูดกันในเรื่องกฐิน 

ต้นเรื่องมาจากคนพูดว่า สามเณรก็รับกฐินได้ 

ผมตรวจสอบแล้วก็ไม่พบหลักฐานตรงไหนเลยว่าสามเณรรับกฐินได้ 

แก้ตกไปเรื่องหนึ่ง

ต่อมาก็มีผู้ยกเรื่องในพระไตรปิฎกมาอ้าง กรณีพระจำพรรษารูปเดียว มีผู้ถวายผ้าแก่สงฆ์ พระรูปนั้นไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผ้าที่โยมถวายแก่สงฆ์นั้นเป็นของเธอจนถึงเวลาเดาะกฐิน 

กรณีนี้ท่านก็สรุปว่า นี่แปลว่าพระรูปนั้นกรานกฐินมาแล้ว

ผมตรวจสอบข้อความในพระไตรปิฎกที่ยกมา ก็ไม่พบข้อความที่ระบุบ่งชี้ตรงไหนเลยว่า “พระรูปนั้นกรานกฐินมาแล้ว” 

อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องเดียวกันนี้ ท่านบอกว่า พระรูปนั้น “นำผ้าที่เหลือมาทูลถวายพระผู้มีพระภาค” 

ผมตรวจสอบข้อความในพระไตรปิฎกที่ยกมา ก็ไม่พบข้อความที่ระบุบ่งชี้ตรงไหนเลยว่า พระรูปนั้น “นำผ้าที่เหลือมาทูลถวายพระผู้มีพระภาค” 

ทั้ง ๒ ประเด็นนี้ ผมนำมาเขียนเป็นการทักท้วงไป-ก็แบบเดียวกับทักท้วงเรื่องสามเณรรับกฐินได้ (เรื่องสามเณรกับเรื่องพระจำพรรษารูปเดียว ผู้นำมาอ้างเป็นคนละคนกันครับ)

และผมบอกว่า เรื่องในพระไตรปิฎกตอนที่ยกมาอ้างนี้ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าพระจำพรรษรูปเดียวรับกฐินได้ ในตัวบทที่ยกมาไม่มีข้อความตรงไหนเลยที่ระบุบ่งชัดหรือแม้ที่พอจะตีความได้ว่าเป็นเช่นนั้น

.........................................................

แต่ที่สำคัญที่สุด ตั้งแต่ผมจับเรื่องกฐินมา ผมยังไม่เคยพูดหรือเขียนไว้ที่ไหนทั้งสิ้นว่า กรณีพระจำพรรษารูปเดียวรับกฐินได้นี้ ไม่มีหลักฐานในพระไตรปิฎกหรือในคัมภีร์ใดๆ

โปรดอ่านข้อความนี้ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

.........................................................

กรณีพระจำพรรษาไม่ครบ ๕ รูป ที่ผมศึกษา ก็เพียงแต่ยกหลักฐานในคัมภีร์ที่ระบุว่า-นิมนต์จากวัดอื่นมาให้ครบ ทำอย่างนี้ไม่ถูก ใช้ไม่ได้ ตามหลักฐานตรงนี้ๆ 

กรณี-นิมนต์จากวัดอื่นมาให้ครบก็รับกฐินได้ ผมยังไม่ได้ศึกษาว่าในคัมภีร์มีระบุไว้ตรงไหนบ้าง 

ท่านผู้ใดศึกษาแล้ว พบว่ามีระบุไว้ในคัมภีร์ไหนบ้าง ท่านก็สามารถยกมาอ้างได้ ผมและคนอื่นๆ ก็จะพลอยได้ความรู้ไปด้วย 

ขอแต่เพียงให้เป็นหลักฐานที่ใครๆ พิจารณาแล้วร้องออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า “เออ ใช่ จริงๆ ด้วย”

อย่าให้เป็นหลักฐานที่-พอตรวจสอบเข้าจริงๆ ปรากฏว่า ไม่ตรง ไม่ใช่อย่างที่อ้าง-อย่างกรณีที่อ้างว่า “พระรูปนั้นนำผ้าที่เหลือมาทูลถวายพระผู้มีพระภาค” พอตรวจสอบเข้าแล้ว ก็ไม่ได้พบข้อความตามที่อ้าง-อย่างนี้เป็นต้น

ที่ผมทำมาตลอดก็คือ เห็นใครพูดหรือยกข้อความในคัมภีร์มาอ้างไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ผมก็ทักท้วงว่าไม่ถูกไม่ตรงอย่างไร ขอบเขตของผมอยู่แค่นั้น 

ที่ทำอย่างนี้ เจตนาก็คือ-จะได้ช่วยกันระมัดระวัง 

ศึกษาให้รอบคอบ 

ตรวจสอบให้กระจ่าง 

ยกมาอ้างให้ตรง

บางเรื่อง เช่นที่บอกว่า “จนสิ้นสุดเขตกฐิน กลางเดือน ๔” ดูเผินๆ เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก แต่พิจารณาให้ลึกๆ เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว

“สิ้นสุดเขตกฐิน” เรารู้กันอยู่ว่า กลางเดือน ๑๒ ถ้าใครมาเห็นข้อความนี้ - “สิ้นสุดเขตกฐินกลางเดือน ๔” อาจกลายเป็นประเด็นใหม่และประเด็นใหญ่ในอนาคต 

จากที่เคยทอดกฐินกันแค่กลางเดือน ๑๒ ต่อไปอาจมีคนอ้างว่า ทอดกฐินได้จนถึงกลางเดือน ๔ - ก็นี่ไง เขาบอกไว้นี่ไง “สิ้นสุดเขตกฐินกลางเดือน ๔” เห็นไหม

ผมบอกไว้ตั้งแต่ต้น --

.........................................................

มหาภัยที่กำลังครอบงำสังคมไทยอยู่ในเวลานี้คือ เห็นใครพูดผิด เขียนผิด ทำอะไรผิด ก็ไม่มีใครคิดจะทักท้วงเตือนติง ต่างพากันนิ่งเฉยเลยผ่าน ถือว่าธุระไม่ใช่ไปหมด 

.........................................................

เพราะฉะนั้น แม้ตัวผมเอง ถ้าท่านผู้ใดเห็นว่าพูดผิด เขียนผิด ทำอะไรผิดไว้ที่ไหน ขอจงอาศัยความกรุณาทักท้วงเตือนติงด้วย จะเป็นพระคุณเป็นอย่างยิ่ง เมื่อผมเห็นข้อบกพร่องนั้นๆ จะได้แก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องดีงามต่อไป

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๔ กันยายน ๒๕๖๖

๑๗:๕๐ 

[full-post]

ปกิณกธรรม,พระรูปเดียว,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.