เรื่องพระรูปเดียว (๔)

-------------------

ต่อไปนี้จะเป็นประเด็นที่ชวนให้คิดครับ

ตอนที่ผ่านมา ผมแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ผมเห็นว่ามีผู้นำมาเสนอไม่ตรงกับหลักฐาน ต่อไปนี้จะเป็นการมองไปตัวหลักฐานโดยตรง ไม่พูดถึงความคิดเห็นของใคร

หรือพูดอีกนัยหนึ่ง ต่อไปนี้เป็นความคิดเห็นของผมที่มีต่อหลักฐาน

ผมอยากให้ผู้สนใจเรื่องกฐิน-โดยเฉพาะนักเรียนบาลี-ช่วยกันคิด เพราะนี่เป็นเรื่องพระธรรมวินัยที่เกี่ยวกับศรัทธาของประชาชนคนไทยโดยตรง มีคนทอดกฐิน มีพระรับกฐิน ทำกันทุกปีจนเป็นประเพณี ถ้าช่วยกันคิดพิจารณาจนเข้าใจถูกต้องแจ่มแจ้ง เราก็จะปฏิบัติต่อเรื่องกฐินได้อย่างถูกต้อง

.........................................................

ผมพูดกระตุ้น กระตุกให้ฉุกคิด พูดกระทุ้ง กระแทก กระทบ เพื่อให้กระเทือนมาตลอดว่า เราเรียนบาลีก็เพื่อจะมาช่วยกันทำงานบาลี-คือช่วยกันค้นคว้าคัมภีร์หาความรู้มาตอบปัญหาแบบที่เรากำลังเชิญหน้าอยู่นี่แหละ ถ้านักเรียนบาลีไม่ช่วยกันทำ แล้วใครจะทำ

ขออนุญาตพูดให้กระทบใจอีกสักประโยคหนึ่ง - ปู่ทองย้อยอายุจะ ๘๐ อยู่แล้ว ยังทำงานบาลีทุกวัน นักเรียนบาลีที่เรียนจบแล้วยังมีกำลังวังชาสติปัญญาแคล่วคล่องว่องไว แต่ไม่ทำงานบาลี ไม่รู้สึกอายปู่ทองย้อยบ้างหรือ?

.........................................................

หลักฐานที่เป็นที่มาของความเห็นว่า ภิกษุจำพรรษารูปเดียวก็รับกฐินได้อยู่ในคัมภีร์จีวรขันธกะดังที่ผมนำเสนอแล้วในตอน (๑)

.........................................................

https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/pfbid0HekCGUMRwodh7RCBKxo85LJN1NAveFqWU6uT7NixZw9bH9znmyTbACcc3PToaSj9l

.........................................................

ขอให้ดูตัวบทในพระไตรปิฎกตรงนี้ -

.........................................................

(๓) อถโข  ตสฺส  ภิกฺขุโน  เอตทโหสิ 

จึงภิกษุรูปนั้นได้ดำริดังนี้ว่า

(๔) ภควตา  ปญฺญตฺตํ  จตุวคฺโค  ปจฺฉิโม  สงฺโฆติ

พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุ ๔ รูปเป็นอย่างน้อยชื่อว่าสงฆ์

.........................................................

นี่แปลว่า “สงฆ์” ในความดำริของภิกษุรูปนั้นคือ “ภิกษุ ๔ รูปเป็นอย่างน้อย” คือสงฆ์ที่สามารถรับสังฆทานทั่วไปได้นั่นเอง

ตามเรื่องในคัมภีร์-โยมเอาจีวรมาถวายสงฆ์ (สงฺฆสฺส  เทมาติ  จีวรานิ  เทนฺติ) นี่ก็คือเจตนาถวายจีวรให้เป็นสังฆทาน ไม่ได้ตั้งเจตนาถวายผ้ากฐิน

ตามเรื่องในคัมภีร์-ภิกษุนั้นดำริถึง “สงฆ์” คือ “ภิกษุ ๔ รูปเป็นอย่างน้อย” (จตุวคฺโค  ปจฺฉิโม  สงฺโฆ) ก็คือสงฆ์ที่สามารถรับสังฆทานได้ ไม่ใช่ “สงฆ์” ที่สามารถกรานกฐินได้ (กรานกฐินต้องภิกษุอย่างน้อย ๕ รูป)

ทั้งผู้ถวายทั้งผู้รับเข้าใจตรงกัน-คือถวายจีวรแก่สงฆ์ ไม่ใช่ถวายผ้ากฐิน

พระพุทธวินิจฉัยว่า “ดูก่อนภิกษุ จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอนั่นแหละจนถึงเวลาเดาะกฐิน” (ตุยฺเหว  ภิกฺขุ  ตานิ  จีวรานิ  ยาว  กฐินสฺส  อุพฺภารายาติ) เป็นการตอบปัญหาว่า เขาถวายจีวรแก่สงฆ์ แต่ ณ ที่นั้นไม่มีสงฆ์ จีวรนั้นจะเป็นของใคร

ไม่ได้ตอบปัญหาว่า ภิกษุจำพรรษารูปเดียว มีผู้ถวายผ้ากฐิน จะรับกฐินได้หรือไม่

ถ้าลองสมมุติเหตุการณ์เป็นอีกอย่างหนึ่ง จะช่วยให้มองเห็นได้ชัดขึ้นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การทอดกฐิน-รับกฐิน

๑ สมมุติว่า โยมผู้ถวายไม่ได้บอกว่าถวายสงฆ์ แต่บอกว่าถวายแก่ภิกษุรูปนั้นโดยตรง เรื่องจะเป็นอย่างไร?

เรื่องก็จบอยู่ตรงนั้นเอง ภิกษุรูปนั้นก็รับจีวรเหล่านั้นเป็นของตัวเองได้ทันที ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า 

๒ สมมุติว่า โยมผู้ถวายบอกว่าตั้งใจถวายสงฆ์นั่นแหละ แต่ ณ ที่นั้นมีภิกษุจำพรรษาอยู่ ๔ รูป ครบองค์สงฆ์พอดี เรื่องจะเป็นอย่างไร?

เรื่องก็จบอยู่ตรงนั้นเหมือนกัน ภิกษุเหล่านั้นซึ่งมีจำนวนครบองค์สงฆ์รับจีวรเหล่านั้นแล้วก็ประชุมกันอปโลกน์แบ่งจีวรกันไป หรือจะพร้อมใจกันยกให้ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็ได้ เรียบร้อยไปเลย 

จะเห็นได้ว่า ถ้าสมมุติกรณีเป็นอย่างนี้ ก็ไม่ต้องเอาเรื่องรับกฐินมาเกี่ยวด้วยเลย

.........................................................

โยมถวายจีวรแก่สงฆ์

ภิกษุ ๔ รูป เป็นสงฆ์ตามพระวินัย รับถวายจีวรของสงฆ์

จะถือว่าเป็นการรับกฐินไม่ได้

.........................................................

โยมถวายจีวรแก่สงฆ์

ภิกษุรูปเดียว ไม่ใช่สงฆ์ รับถวายจีวรของสงฆ์

ถือว่าเป็นการรับกฐินได้

.........................................................

นี่คือประเด็นที่ผมบอกว่า-ชวนคิด และขอให้ช่วยกันคิด ความสมเหตุสมผลอยู่ตรงไหน

ที่ว่ามานี้เป็นการมองเฉพาะพระไตรปิฎกหรือพระบาลีล้วนๆ ยังไม่ได้เอาอรรถกถาเข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่เมื่อศึกษาอรรถกถา ก็จะพบว่า ความเข้าใจที่ว่า “ภิกษุจำพรรษารูปเดียวก็รับกฐินได้” มาจากคำอธิบายของอรรถกถา ไม่ได้มาจากพระพุทธวินิจฉัยในพระไตรปิฎกตามที่ยกมา

ย้ำ-พระไตรปิฎกตามที่ยกมา-นะครับ ส่วนจะมีในพระไตรปิฎกตอนอื่นที่อื่น ก็ต้องว่ากันอีกทีหนึ่ง ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าที่อื่นก็ไม่มี

....................

ประเด็นที่กำลังจะว่าต่อไปนี้ ตัวบทในพระไตรปิฎกเป็นดังนี้ -

.........................................................

อนุชานามิ  ภิกฺขเว  ตสฺเสว  ตานิ  จีวรานิ  ยาว  กฐินสฺส  อุพฺภารายาติ  ฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตจีวรเหล่านั้นแก่ภิกษุรูปนั้นแหละจนถึงเวลาเดาะกฐิน 

.........................................................

อรรถกถายกความข้อนี้มาอธิบายดังนี้ -

.........................................................

ตสฺเสว  ตานิ  จีวรานิ  ยาว  กฐินสฺส  อุพฺภารายาติ  

คำว่า ตสฺเสว  ตานิ  จีวรานิ  ยาว  กฐินสฺส  อุพฺภาราย (เราอนุญาตจีวรเหล่านั้นแก่ภิกษุรูปนั้นแหละจนถึงเวลาเดาะกฐิน) หมายความว่า -

สเจ  คณปูรเก  ภิกฺขู  ลภิตฺวา  

หากได้ภิกษุครบคณะ

กฐินํ  อตฺถตํ  โหติ  

กฐินเป็นอันกรานแล้ว

ปญฺจ  มาเส  

จีวรเหล่านั้นเป็นของภิกษุรูปนั้นตลอด ๕ เดือน

โน  เจ  อตฺถตํ  โหติ  

ถ้าไม่ได้กรานกฐิน

เอกํ  จีวรมาสเมว  ฯ

จีวรเหล่านั้นเป็นของภิกษุรูปนั้นตลอดจีวรมาสเดือนเดียวเท่านั้น

.........................................................

ที่มา : สมันตปาสาทิกา ภาค ๓ (อรรถกถาจีวรขันธกะ) หน้า ๒๔๐

.........................................................

ข้อความว่า -

.........................................................

สเจ  คณปูรเก  ภิกฺขู  ลภิตฺวา  กฐินํ  อตฺถตํ  โหติ  

หากได้ภิกษุครบคณะ กฐินเป็นอันกรานแล้ว

.........................................................

นี่เอง ที่นำไปสรุปเป็นความเห็นว่า “ภิกษุจำพรรษารูปเดียวก็รับกฐินได้”

นี่ก็อีกประเด็นหนึ่งที่ผมบอกว่า-ชวนคิด และขอให้ช่วยกันคิด ความสมเหตุสมผลอยู่ตรงไหน

....................

ผมขอคิดนำให้ก่อนดังนี้ -

คำของอรรถกถาตามที่ยกมานี้ เป็นคำอธิบายขยายความพระพุทธวินิจฉัยที่ว่า “ยาว  กฐินสฺส  อุพฺภาราย = จนถึงเวลาเดาะกฐิน” ซึ่งชวนให้สงสัยว่า “เวลาเดาะกฐิน” (กฐินสฺส  อุพฺภาราย) นั้น คือตั้งแต่ไหนถึงไหน

อรรถกถาจึงอธิบายว่า -

๑ ถ้าภิกษุรูปนั้นหาภิกษุอื่นๆ มาให้ครบองค์สงฆ์ (คณปูรเก  ภิกฺขู  ลภิตฺวา) แล้วประชุมกันยกผ้าให้ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นก็มีสิทธิ์ครอบครองเป็นเจ้าของจีวรเหล่านั้นเป็นเวลา ๕ เดือน คือตั้งแต่ออกพรรษาจนถึงกลางเดือน ๔ - นี่คือ “เวลาเดาะกฐิน” กรณีหนึ่ง

๒ ถ้าภิกษุรูปนั้นหาภิกษุอื่นๆ มาให้ครบองค์สงฆ์ไม่ได้ ก็มีสิทธิ์ครอบครองเป็นเจ้าของจีวรเหล่านั้นเป็นเวลา ๑ เดือน คือตั้งแต่ออกพรรษาจนถึงกลางเดือน ๑๒ - นี่คือ “เวลาเดาะกฐิน” อีกกรณีหนึ่ง

จะเห็นได้ว่า อรรถกถาไม่ได้มีเจตนาจะรับรองยืนยันว่า “ภิกษุจำพรรษารูปเดียวก็รับกฐินได้” แต่ประการใดเลย

คำที่เป็นปัญหาคือ “กฐินํ  อตฺถตํ  โหติ = กฐินเป็นอันกรานแล้ว” หมายความว่าอย่างไร?

และนี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมบอกว่า-ชวนคิด และขอให้ช่วยกันคิด 

ทำไม “กฐินํ  อตฺถตํ  โหติ = กฐินเป็นอันกรานแล้ว” จึงโผล่เข้ามาตรงนี้ ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มต้นมาก็ไม่ใช่เรื่องรับกฐินเลย?

ฝากไว้ให้นักเรียนบาลีช่วยกันคิดครับ

----------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๕ กันยายน ๒๕๖๖

๑๗:๓๘

[full-post]

พระรูปเดียว, รับกฐิน

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.