สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
ศีลหมวดคู่ (ทุกะ) ที่สอง ซึ่งทรงจำแนกโดยอาศัยความบริสุทธิ์หมดจดเป็นข้อ กำหนด คือ ศีลหมวดที่เป็นส่วนความประพฤติที่ดีงามที่จำเป็นต้องมีอย่างยิ่ง องค์ธรรมก็คืออภิสมาจาริยกศีล และที่เป็นส่วนความประพฤติเบื้องต้นแห่งมรรคพรหมจรรย์ซึ่งต้อมมีก่อน มรรคพรหมจรรย์ถึง
จะพึงบังเกิดขึ้นได้ เป็นไฉน...1.?
เมื่อมีและพร่องจะมีประโยชน์และโทษอย่างไร...1.?
มีตัวอย่างให้ชาวพุทธบริษัทได้สำนึกเตือนสติเป็นอุทาหรณ์อย่างไร...1.?
มีการวินิจฉัยในอรรถกถาวิสุทธิมรรค ดังนี้ ความประพฤติดีงามที่จำเป็นต้องมีอย่างยิ่งชื่อว่า อภิสมาจาระ อภิสมาจาระ นั่นเอง เป็น อภิสมาจาริกะ อีกอย่างหนึ่ง สิกขาบทที่ทรงบัญญัติ ปรารภอภิสมาจาระ (ความประพฤติดีงามที่จำเป็นต้องมีอย่างยิ่ง) ชื่อว่า อภิสมาจาริกะ คำว่า อภิสมาจาริกะ เป็นชื่อเรียกศีลที่เหลือจาก อาชีวัฏฐมกศีล (ศีลมีสัมมาอาชีวะเป็นข้อที่ 8 ) ศีล ชื่อว่า อาทิพรหมจริยกะ เพราะมีความหมายว่า มีความเป็นเบื้องต้นแห่งมรรคพรหมจรรย์ คำว่า อาทิพรหมจริยกะ นี้ เป็นชื่อเรียก อาชีวัฏฐมกศีล (ศีลมีสัมมาอาชีวะเป็นข้อที่ เป็นความ จริงว่า อาชีวัฏฐมกศีลนั้น มีความเป็นเบื้องต้นแห่งมรรค เพราะภิกษุจะต้องทำให้บริสุทธิ์หมดจด ในเบื้องต้นเลยทีเดียว เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้ว่า “ปุพเพว โข ปนสฺส กายกมฺมํ วจีกมฺมํ อาชีโว สุปริสุทฺโธ โหติ (ม.อุ.14/476) ก็แล กายกรรม วจีกรรม อาชีวะของเธอ ย่อม เป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ดี ในกาลก่อนเที่ยว” ดังนี้ อีกอย่างหนึ่ง สิกขาบททั้งหลายที่ตรัสไว้ว่า “สิกขาบทเล็ก สิกขาบทน้อย” ดังนี้ ใด, นี้ ชื่อว่า อภิสมาจารึกศีล, ที่เหลือชื่อว่า อาทิพรหมจริยกศีล,
อีกอย่างหนึ่ง ศีลที่นับเนื่องในอุภโตวิภังค์ (ภิกขุวิภังค์, ภิกขุวิภังค์) ชื่อว่า อาทิพรหมจริยกศีล, ที่นับเนื่องในขันธกะ 22 ขันธกะ(มหาวรรค 10 ขันธกะ, จุฬวรรค 12 ขันธกะ) ชื่อว่า อภิสมาจารึกศีล, อาทิพรหมจริยกศีลย่อมถึงพร้อมได้เพราะความถึงพร้อมแห่งอภิสมาจารึกศีลนั้น เพราะเหตุนั้น นั่นเอง พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสไว้ว่า “โส วต ภิกฺขเว ภิกขุ อาภิสมาจาริกํ ฯเปฯ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ว่าภิกษุนั้นไม่ยังอภิสมาจาริกธรรมให้บริบูรณ์แล้ว จักยังอาทิพรหมจริยกธรรม ให้บริบูรณ์ได้ดังนี้ นี้ หามีไม่” (องฺ ปญฺจก.22/16) ดังนี้ ศีล จัดว่ามี ๒ อย่าง โดยเกี่ยวกับเป็นอภิสมาจารึกศีล และอาทิพรหมจริยกศีล ตามประการดังการทรงจำแนกด้วยความบริสุทธิ์หมดจดที่ได้กล่าวมานี้ ฉะนี้แล.
มีการขยายความการวินิจฉัยในมหาฏีกา ดังนี้
อภิสมาจาระ เป็นความประพฤติดีงามที่จำเป็นต้องมีอย่างยิ่ง เพราะความที่นับเนื่องเข้าในอธิศีลสิกขา(ศีลสิกขาบทที่จำเป็นยิ่ง) เพราะเหตุนั้น ท่านอาจารย์จึงกล่าวว่า ความประพฤติดีงามที่จำเป็นต้องมีอย่างยิ่ง ดังนี้ไว้ อธิบายว่า อภิสมาจาระ นั่นเอง ชื่อว่า อภิสมาจาริกะ เช่นเดียวกับคำว่า เวนยิกะ (ซึ่งก็ได้แก่ เวนยะ นั่นแหละ แปลว่า ผู้เรียนพระวินัย)
ชื่อว่า “อภิสมาจาระ” ว่า โดยการแจกแจงแสดงอย่างอุกฤษฎ์ ก็หมายถึงศีลในมรรค และศีลในผล ศีลที่ทรงบัญญัติปรารภเจาะจงอภิสมาจาระ มีอภิสมาจาระนั้นเป็นอรรถ คือ มีอภิสมาจาระนั้นเป็นประโยชน์ ชื่อว่า อภิสมาจารึกศีล
ศีล คือ กายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ และอาชีวะที่บริสุทธิ์ดีนี้ ชื่อว่า อาชีวัฏฐมกศีล ใน อาชีวัฏฐมกศีลนั้น ความงดเว้นจากทุจริต 7 อย่าง โดยมีอาชีวะเป็นเหตุชื่อว่า สัมมาอาชีวะ เพราะเหตุนั้น แม้สัมมาอาชีวะจะมีถึง 7 อย่างก็จริง แต่ท่านอาจารย์กล่าวทำสัมมาอาชีวะ 7 อย่างนั้นให้เป็นอย่างเดียว เพราะความเสมอกันในความเป็นสัมมาชีพ
อีกอย่างหนึ่ง ท่านทำความงดเว้นจากการเลี้ยงชีพผิด โดยอาศัยกุหนวัตถุ ๓ อย่าง (แปลว่า ที่ตั้งแห่งความหลอกลวง ๓ อย่าง) ให้เป็นอย่างเดียวกัน กล่าวว่า “เป็นอาชีวะที่ บริสุทธิ์ดี” ดังนี้ไว้
มรรคนั่นเอง เป็นพรหมจรรย์ เพราะความเป็นข้อควรประพฤติที่ประเสริฐสุดจึงชื่อว่า มรรคพรหมจรรย์ ความว่า อาทิพรหมจริยกศีล เป็นศีลอันถึงความเป็นเบื้องต้นแห่งมรรค พรหมจรรย์นั้น
คำว่า มีความเป็นเบื้องต้น ได้แก่ มีความเป็นศีลที่พึงเจริญ, ที่พึงทำให้สำเร็จใน เบื้องต้น ว่าโดยลำดับของเทศนา มรรคพรหมจรรย์ มีสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องต้น แต่ว่าโดยลำดับของการปฏิบัติ มีอาชีวัฏฐมกศีลเป็นเบื้องต้น
คำว่า เพราะความถึงความพร้อมแห่งอภิสมาจารึกศีลนั้น ความว่า อาทิพรหมจริยกศีล ย่อมถึงพร้อมได้อย่างบริสุทธิ์หมดจดก็เพราะความถึงพร้อมแห่งอภิสมาจารึกศีล คำที่ควรจะกล่าวได้ว่า “ภิกษุใด งดเว้นความผิดเล็กน้อยทั้งเบาได้ ภิกษุนั้น จักงดเว้นความผิดมากทั้งหนัก มีโทษมาก เป็นต้น ได้ด้วย” ดังนี้ มีไม่ได้เลย ก็พระสูตรย่อมแสดงถึงความหมายนี้ไว้ ด้วยสามารถ เป็นคำพูดที่ยังเหลืออยู่
ในบททั้งหลายจากพระสูตรเหล่านั้น บทว่า ซึ่งธรรม คือซึ่งศีล ศีลนั้นพระผู้มี ตรัสว่า “ธรรม” ก็โดยความหมายว่า รองรับคุณวิเศษเบื้องสูงไว้ได้
มีการยกอุทาหรณ์เตือนสติให้สำนึกคุณและโทษในนิสสยะ ดังนี้
ยุคสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัสสปะ
1. ตัวอย่างที่มีโทษหนัก เช่น ใน กปิลธรรมบท
พระพุทธองค์ทรงแสดงการประพฤติธรรมของปลาที่ชื่อว่ากปิละไว้เป็นพระคาถาดังนี้
มนุชสฺส ปมตฺตจาริโน
ตณฺหา วฑฺฒติ มาลุวา วิย
โส ปริปลฺวตี หุราหุรํ
ผลมิจฺฉํว วนสฺมึ วานโร.
แปลว่า ตัณหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ยังประพฤติตนประมาทอยู่
เหมือนเถาวัลย์พืชที่เจริญยืดยาวไปเรื่อย เขาย่อมระหกระเหินไปสู่
ภพน้อยภพใหญ่ เหมือนลิงที่ต้องการผลไม้ จำต้อง
ห้อยโหนตนในป่านั่นแล.
อรรถกถา ฏีกา และนิสสยะ ขยายความพระคาถาดังนี้
คำว่า ผู้ยังประพฤติตนประมาทอยู่(ปมตฺตจาริโน)คือบุคคลผู้ยังชล่าใจอยู่ จึงยังไม่เจริญธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับตัณหา มี ฌาน วิปัสสนา มรรค ผล คือการปล่อยสติให้เลอะเลือนเหมือนการปล่อยเถาวัลย์พืช(มาลุวา)ให้ยาวยืดเยื้อ เพราะขาดการเจริญสติด้วยอินทรีย์สังวร เท่ากับยอมสยบเป็นทาสตัณหา
คำว่า เขาย่อมระหกระเหินไปสู่ภพน้อยใหญ่(โส ปลวติ ทุราทุรลํ) คือบุคคลที่ยังไม่เป็นไทต่อการครอบงำของตัณหาผู้เป็นนายทาส เหมือนลิงที่อยากได้ผลไม้จำต้องห้อยโหนตนในป่า คือต้องเวี่ยนว่ายตายเกิดในวัฎฎทุดข์นั่นแล
ท่านพระอรรถกถาจารย์ได้นำประวัติการประพฤติธรรมของปลาที่ชื่อว่ากปิละมาประกอบพระคาถาดังนี้
ในยุกสมัยศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากพระพุทธองค์ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว มีบุรุษสองคนพี่น้อง คนน้องชื่อว่ากปิล(นายผิวตาลแดง) คนพี่ชื่อว่าโสธนะ(นายผิวขาวผ่อง)ได้ออกบวช โดยมารดาชื่อว่าสาธนี(นางผิวสัมฤทธิ์) และน้องสาวชื่อว่าตาปนา(นางสาวผิวดำเกรียม)ก็ได้ออกบวชด้วย ขณะที่พระภิกษุพี่น้องสองรูปทำวัตรท่านพระอาจารย์และท่านพระอุปัชฌาย์ ก็ได้เรียนถามพระเถระเหล่านั้นว่า ธุระในพระศาสนามีเท่าไร? ได้คำตอบว่า มีสอง คือ คันถะธุระ และวิปัสสนาธุระ พระภิกษุผู้เป็นพี่เห็นว่าตนมีอายุมากแล้ว จึงตัดสินใจเรียนวิปัสสนาธุระ ในสำนักพระอาจารย์ และพระอุปัชฌาย์ครบ 5 พรรษาเพื่อให้พ้นวิสัยอยู่ตามลำพังได้ ท่านเข้าป่าเจริญวิปัสสนาสำเร็จเป็นพระอรหันต์ สมดังปณิธานที่ตั้งใจไว้ ส่วนพระน้องชายเห็นว่าตนยังอายุน้อยอยู่ จึงตัดสินใจเรียนคันถะธุระก่อน ภายหลังถึงค่อยเรียนวิปัสสนาธุระก็ได้ เริ่มเรียนพระไตรปิฏก อรรถกถา ฏีกา นิสสยะ จนแตกฉานเชียวชาญ ลาภ ยศ บริวารก็มากขึ้น เป็นเหตุให้มัวเมาหลงระเริงหมดความละอาย กล้ากล่าวสิ่งที่เป็นกัปปิยะว่าเป็นอกัปปิยะ สิ่งที่เป็นอกัปปิยะว่าเป็นกัปปิยะ สิ่งที่ไม่เป็นโทษว่าเป็นโทษ สิ่งที่เป็นโทษว่าไม่เป็นโทษ เพียงเพื่อจะรักษา ลาภ ยศ และบริวารไว้เท่านั้น หาได้เลียวแลความถูกต้องชอบธรรมไม่ เป็นเหตุให้เหล่าพระภิกษุผู้มีศีลมีธรรมทยอยปลีกตัวหลีกห่างกปิลภิกษุ เพราะแม้นแต่พระภิกษุผู้มีความหวังดีต่อกปิลภิกษุจริงใจกล้ากล่าวตักเตือนว่า อย่าได้กล่าวอย่างนั้นเลย กลับตอบทรนงว่า ท่านเป็นผู้มีกำมือเปล่า(ไม่มีความรู้ที่ถูกต้องจริง) ไม่พึงกล่าวตักเตือนเราผู้เป็นพหูสูตร จึงเหลือแต่พวกบริวารชั่วเท่านั้นที่แวดล้อมอยู่ แม้นพระอรหันต์พี่ชายอุตส่าห์เดินทางมาเตือนถึงสามครั้งก็ไม่กลับใจ หนักเข้าอยู่มาวันหนึ่งเป็นวันลงอุโปสถเพื่อสวดปาติโมกข์ กปิลภิกษุนั่งถือพัดบนธรรมาสน์ในโรงอุโปสถ กล่าวกับภิกษุผู้เป็นบริวารทั้งหลายว่า ผู้มีอายุ ปาติโมกข์ย่อมเป็นไปเพื่อภิกษุทั้งหลายผู้ประชุมกันในที่นี้หรือ ? ภิกษุทั้งหลายพากันนิ่งเสีย ด้วยคิดว่าจักมีประโยชน์อะไรกับการตอบภิกษุรูปนี้ที่แม้แต่ความเคารพยำเกรงต่อพระปาติโมกข์ก็ไม่มีแล้ว กปิลภิกษุจึงกล่าวต่อว่า ผู้มีอายุ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี หามีประโยชน์อะไรกับการสวดฟังปาติโมกข์นี้เล่า? ว่าแล้วก็ลุกออกจากอาสนะ เป็นอันว่ากปิลภิกษุทำลายทั้งธรรม ทั้งวินัย ในพระศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยอาการดังกล่าวมานี้ แม้พระโสธนเถระก็ปรินิพพานในวันเดียวกัน ในกาลสิ้นอายุกปิลภิกษุก็เกิดในอเวจีมหานรก ภิกษุณีที่เป็นมารดา และภิกษุณีที่เป็นน้องสาวก็พากันถือเอาทิฏฐานุคติของกปิลภิกษุ เพื่อปกป้อง ลาภ ยศ บริวาร ของภิกษุผู้เป็นบุตรผู้เป็นพี่ชาย ด้วยการด่าบริภาษภิกษุผู้มีศีลผู้มีธรรมที่เห็นต่าง ก็พากันเกิดในอเวจีมหานรกเช่นกัน
ก็ในกาลนั้นนั่นแหละ มี บุรุษ 500 คน เลี้ยงชีพเป็นโจร เที่ยวโจรกรรมปลันฆ่าเจ้าทรัพย์เป็นประจำ ผู้คนจำนวนมากจึงรวมตัวไล่ล่าฆ่า หมู่โจรจึงหนีเข้าป่า พบพระภิกษุผู้ถือธุดงค์ข้ออยู่ป่าเป็นวัตร จวนตัวเข้าก็พากันเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากพระภิกษุรูปนั้น ท่านเห็นว่าในสถานการณ์กระชั้นชิดเช่นนั้น ศีลที่ถึงความเป็น อาปาณโกฏิกศีล(ศีลที่รักษาไว้ได้ตราบเท่ามีลมหายใจ คือ ตลอดชีวิต)เท่านั้นที่มีพลานุภาพเป็นอุปฆาฏกรรมตัดหน้าชิงให้ผลก่อนกรรมโจรกรรมปลันฆ่าเจ้าทรัพย์(ชนกกรรม)จากต้องตกนรกก่อนเป็นขึ้นสวรรค์ก่อนด้วยอานุภาพของปาณาโกฏิกศีล พระเถระจึงแนะนำให้สมาทานศีล 5 โดยกำชับว่าเมื่อเหล่ามวลผู้ตามล่าจับตัวได้แล้วต้องยอมจำนนไม่ขัดขืน ศีล 5 นั้นถึงจะมีอานุภาพเป็นอาปาณาโกฏิกศีลได้ ซึ่งเหล่าโจรทั้ง 500 ก็เข้าใจและยินดีปฏิบัติตาม มีอานิสงส์ส่งผลให้หมู่โจร 500 ได้กามสุคติระหว่างภพเทวดากับภพมนุษย์ตลอดชั่วหนึ่งพุทธันดร ในกาลสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน พวกเขาก็ได้บังเกิดเป็นมนุษย์ ในหมู่บ้านชาวประมง โดยหัวหน้าโจรได้ฐานะเป็นหัวหน้า ลูกน้องได้ฐานะเป็นบริวาร พากันออกจับปลาเป็นครั้งแรกก็จับได้ปลาสีทองตัวใหญ่ที่ชื่อว่ากปิลที่เคยเป็นภิกษุผู้ทรงพระไตรปิฏกในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อนนั่นแหละ ด้วยความเห่อดีใจที่ออกจับปลาครั้งแรกก็ได้ปลาแปลกสีเป็นทอง ทางพวกครอบครัว และทางพวกหนุ่มประมงที่ได้ปลา จึงตกลงกันว่า จะนำปลาตัวนั้นถวายพระราชา เมื่อพระราชาทอดพระเนตรเห็นปลาสีทองนั้นก็แปลกพระทัย ทรงพระประสงค์จะทราบเหตุแห่งความเป็นมาทั้งหมด จึงทรงรับสั่งให้นำปลาตัวนั้นไปที่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะได้ทูลถาม พอปลาอ้าปากเท่านั้นกลิ่นเหม็นก็ฟุ้งกระจายทั่วพระเชตวัน
พระราชา ทูลถามพระศาสดาว่า พระพุทธเจ้าข้า เพราะเหตุไร ปลาตัวนี้จึงมีสีเหมือนทองคำ และมีกลิ่นเหม็นฟุ้งออกจากปากเล่า ?
พระศาสดาตรัสตอบว่า มหาบพิตร ปลาตัวนี้มีชื่อว่า กปิละ เคยเป็นภิกษุพหูสูตรที่มีลาถ ยศ และบริวารมาก ในพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่า กัสสปะ ถูกความละโมบโลภมากในลาภ ยส บริวารครอบงำ ด่าบริภาษเหล่าภิกษุผู้มีศีลมีธรรมที่ไม่ยอมรับคำกล่าวของตน เธอเกิดในอเวจีด้วยกรรมนั้นแล้ว บัดนี้เกิดเป็นปลาก็ด้วยเศษวิบากแห่งกรรมนั้น
ก็เพราะแรกๆ เธอยังไม่หลงไหลติดลาภ ยศ บริวาร กล่าวสรรเสริญพุทธคุณ สิ้นกาลนาน จึงได้อัตภาพมีสีเหมือนทองคำ ส่วนที่กลิ่นปากเธอเหม็น ก็มาจากกรรมที่ด่าบริภาษเหล่าภิกษุผู้มีศีลมีธรรม มหาบพิตร อาตมาภาพจะให้ปลานั้นพูด
พระราชา : ให้พูดเถิด พระพุทธเจ้าข้า
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามปลาว่า " เธอชื่อว่า กปิละหรือ " ?
ปลา : พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ ชื่อ กปิละ
พระศาสดา : เธอมาจากที่ไหน ?
ปลา : มาจากอเวจีมหานรก พระพุทธเจ้าข้า
พระศาสดา : พระโสธนะพี่ชายของเธอไปไหน ?
ปลา : ปรินิพพานแล้ว พระพุทธเจ้าข้า
พระศาสดา : ก็นางสาธนีมารดาของเธอเล่าไปไหน ?
ปลา : ไปเกิดในนรก พระพุทธเจ้าข้า
พระศาสดา : แล้วนางสาวตาปนาน้องสาวของเธอหละไปไหน ?
ปลา : ไปเกิดในนรก พระพุทธเจ้าข้า
พระศาสดา : บัดนี้ เธอจักไปที่ไหน ?
ปลากปิละกราบทูลว่า " จักไปอเวจีมหานรกเหมือนเดิม พระพุทธเจ้าข้า " ด้วยอำนาจวิปฏิสารจากกรรมเก่ายังไม่สิ้นกำลัง ทำให้ปลากปิลร้อนรนทุรายทรงตัวอยู่ไม่ไหว ต้องเอาศรีษะฟาดกับเรือที่นำร่างตนมา ตายแล้วก็บังเกิดในอเวจีมหานรกต่อทันที มหาชนที่เห็นเหตุการณ์ในครั้งได้สลดใจมีโลมชาติชูชัน โดยเฉพาะพวกกลุ่มหนุ่มประมงทัังหมด ตัดสินใจออกบวชไม่นานนักก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด ที่ว่าหนักเพราะจงใจล่วงอาบัติ
2. ตัวอย่างที่มีโทษเบา เช่น
พระภิกษุหนุ่มผู้ได้อัตภาพเป็นพญานาค ขณะอยู่บนเรือ ไม่ได้จงใจ แต่เผลอขาดสติพรากตะไคร่น้ำ ซึ่งมีสถานภาพเป็นวัตถุทุกกฏ(ในอรรถกถา มหาปัจจุรี เป็นต้นท่านกล่าวไว้ว่า “ แหนไม่มีราก หน่อ และตะไคร่น้ำเป็นต้น เป็นวัตถุ แห่งทุกกฏ.” เหตุในคำนั้นไม่ปรากฏ ใน อันธกอรรถกถา ท่านกล่าวไว้ว่า “ยังไม่เป็น ภูตคามที่สมบูรณ์ เหตุนั้นจึงเป็นทุกกฏ”) ถึงจะมืฤทธิ์มีเดชมาก ปราชญ์บัณฑิตทั้งหลายก็กล่าวว่าไม่น่ายินดี เพราะการได้อัตภาพเช่นนั้นห้ามมรรคห้ามผล แถมยังเป็นเหตุให้หลงไหลได้ปลื้มกับฤทธิ์เดชนั้นด้วย
ตัวอย่างในอดีตยุกสมัยพุทธกาล เช่น พระโปฐิลเถระ มีเรื่องกล่าวไว้ในคาถาธรรมบท(7/73) ว่า
พระเถระนั้น เป็นผู้เชี่ยวชาญแตกฉานพระไตรปิฎก เป็นอาจารย์บอกกล่าวสั่งสอนภิกษุประมาณ 500 รูป แม้ว่าศิษย์ของท่านหลายรูปมิได้ขวนขวายเฉพาะในคันถธุระศึกษาคัมภีร์เท่านั้น แต่ทว่ายังขวนขวายในวิปัสสนาธุระ ปรารภการปฏิบัติอีกด้วย จนสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลไปหลายรูปก็ตาม ตัวท่านเองก็ไม่คิดที่จะปฏิบัติเลย ยินดีพอใจอยู่แต่ในความเป็นพหูสูตของตนเท่านั้น แล้วสำคัญตัว ถือตัวอยู่ว่า " เรามีความรู้มาก " ด้วยความรู้ในปริยัตินั้น
พระศาสดาทรงมีพระมหากรุณาใคร่ที่จะให้ท่านได้เป็นผู้มีตนเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง ทรงประสงค์จะเตือนสติพระเถระให้เกิดความละอายสลดสังเวชใจ เวลาที่พระเถระเข้ามาเฝ้าก็ดี ทูลลากลับไปก็ดี ก็จะรับสั่งกะพระเถระว่า " มาสิ พ่อใบลานเปล่า, นั่งลงสิ พ่อใบลานเปล่า,ไปเถอะ พ่อใบลานเปล่า " ดังนี้อยู่เสมอๆ พระเถระได้สดับอย่างนี้อยู่บ่อยๆ ก็ได้สติ สำนึกตัวว่า " การที่พระศาสดารับสั่งอย่างนี้ เป็นเพราะเรามีแต่ความรู้จากตำราเท่านั้น หาได้มีความรู้ความเห็นอันเป็นคุณพิเศษที่เกิดจากการปฏิบัติแต่ประการใดไม่ " ดังนี้แล้วก็เกิดความละอาย สลดสังเวชใจ คิดจะเข้าป่าปฏิบัติ ก็แลท่านพระเถระ แม้ว่าเป็นพหูสูตแตกฉานพระไตรปิฎกเห็นปานนั้น พอถึงคราวจะปฏิบัติเข้าจริงๆ ก็รู้สึกมืดมน มองไม่เห็นเงื่อนงำของการปฏิบัติว่ามีต้นมีปลายอย่างไร อะไรควรมนสิการก่อน อะไรควรมนสิการที่หลังเป็นต้น จึงเที่ยวแสวงหากัลยาณมิตรไป ท่านเข้าไปหาพระภิกษุผู้เป็นอาจารย์สอนการปฏิบัติรูปใดก็ตาม เมื่อภิกษุรูปนั้นพิจารณาเห็นว่าท่านมีความรู้ด้านปริยัติแตกฉานมาก มีมานะถือตัวว่ามีความรู้มาก ซึ่งข้อนี้จะเป็นเหตุให้เป็นคนที่ใครๆสอนยาก ใจไม่ค่อยจะน้อมไปในอันที่จะเชื่อถือคำพูดของผู้อื่นเท่าที่ควร ดังนี้แล้ว ก็กลัวความยากลำบากในการแนะนำสั่งสอน จึงปฏิเสธบ่ายเบียง ไม่ยอมรับสอนเป็นอาจารย์ พูดเป็นทำนองว่า พระเถระมีความรู้แตกฉานมากกว่าท่านนักหนา จะให้สอนท่าน แนะนำท่านเรื่องอะไรได้อีก พร้อมกันนั้น ก็แนะนำให้พระเถระเข้าไปหาภิกษุผู้เป็นอาจารย์ท่านอื่นอีก โดยอุบายนี้ พระเถระจึงไม่ได้ภิกษุรูปใดๆเป็นอาจารย์เลย ในที่สุดก็เข้าไปหาสามเณรน้อยเพิ่งบวชใหม่ ขอร้องให้สามเณรเป็นอาจารย์ ทีแรกสามเณรเห็นว่าท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ บอกกล่าวสั่งสอนศิษย์มากมาย ก็บ่ายเบียงไม่ยอมรับ ด้วยเกรงว่าท่านจะไม่มอบตัวเป็นศิษย์ด้วยใจจริง แต่พอถูกท่านอ้อนวอนมากเข้าก็ยอมรับ โดยมีข้อแม้ว่า พระเถระจะต้องอดทนต่อโอวาท ทำตามคำสั่งสอนทุกอย่างเท่านั้น พระเถระยินดียอมทำตามทุกอย่าง สามเณรประสงค์จะทดสอบมานะความเป็นอาจารย์มีความรู้มากของท่าน จึงสั่งให้ท่านลงไปเดินลุยน้ำในสระ ทั้งๆที่ท่านยังนุ่งห่มจีวรอยู่อย่างนั้น พระเถระทำตามคำของสามเณรทันทีโดยไม่ลังเลใจเลย สามเณรเห็นว่าท่านบรรเทามานะลงไปมากแล้ว จึงบอกกรรมฐานเป็นนัยให้พระเถระไปปฏิบัติว่า " จอมปลวกแห่งหนึ่ง มีรูอยู่ 6 รู เหี้ยเข้าไปอยู่ในจอมปลวกนั้นทางรูหนึ่ง ผู้ต้องการจะจับเหี้ยตัวนั้นพึงปิดรูเสีย 5 รู เหลือไว้เพียงรูเดียว ล้วงมือเข้าไปทางรูที่ 6 นั้น ก็จะจับเหี้ยตัวนั้นได้ ฉันใด, เมื่อมีอารมณ์ทางทวารทั้ง 6 ท่านจงปิดทวาร 5 ที่เหลือเสีย แล้วตั้งการงานในมโนทวารเท่านั้น ฉันนั้นเถิด " ดังนี้. พระเถระผู้เป็นพระหูสูตฟังความเพียงแค่นี้ ก็เข้าใจนัยการปฏิบัติได้แจ่มแจ้ง
สามารถปฏิบัติตามได้ ขณะนั้นพระศาสดาทรงทราบความเป็นไปของเธอด้วยพระญาณ จึงทรงแผ่พระโอภาสกระทำพระองค์เองให้ปรากฏเบื้องหน้าพระเถระ ตรัสพระคาถาว่า " โยคา เว ชายเต ภูริ "
เป็นต้น ในที่สุดแห่งพระคาถา พระโปฐิลเถระก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล.
ในบรรดาเราๆท่านๆทั้งหลายทั้งพระทั้งฆราวาส โปรดอย่าได้ชล่าใจความรู้เฉพาะปริยัติอย่างเดียวเลย พึงเจริญ "อริยธรรม" ที่กระตุ้นเตือนให้พวกเราหันเข้าหาการปฏิบัติเถิด
อริยธรรมที่กระตุ้นเตือนให้ภิกษุและฆราวาสปฏิบัติธรรม มีการสมาทานธุดงค์ เป็นต้น(ธุดงคนิเทส) มี 5 อย่าง คือ
1. ความมักน้อย(อัปปิจฉตา) ได้แก่ความปราศจากความติดข้องปัจจัย 4 เพราะมีอัชฌาสัยไม่โลภ องค์ธรรมก็คือ อโลภะ ที่เป็นไปขณะแสวงหาปัจจัย 4 นั่นเอง
2. ความสันโดษ(สันตุฏฐิตา) ได้แก่ ความรู้จักพอกับปัจจัย 4 ตามเท่าที่มี ตามเท่าที่ได้ ไม่ปรารถนาปัจจัยอันอื่นอีก องค์ธรรมก็คือ อโลภะ ที่เป็นไปขณะได้ปัจจัยมาแล้วนั่นเอง
3. ความประพฤติขูดเกลากิเลส(สัลเลขตา) ได้แก่ ความย่ำยีกิเลสด้วยความไม่ละโมบ(อโลภะ)และความไม่ติดข้อง(อโมหะ) องค์ธรรมก็คือ จิตที่ยิ่งด้วยอโลภะและอโมหะนั่นเอง
4. ความสงบสงัดจากความคลุกคลี(ปวิเวกตา) ได้แก่ ความปลีกตัวออกจากหมู่คณะ เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สงบวุ่นวาย ประสงค์จะเร้นจิตไว้ในกรรมฐาน องค์ธรรมก็คือ จิตที่ปราศจากความติดข้อง(อโลภะ)และความหลงติด(อโมหะ)หมู่คณะนั่นเอง
5. ภาวรู้คุณประโยชน์ 4 ข้อเหล่านั้น(อิทมัตถิตา) ได้แก่ความรอบรู้คุณประโยชน์ 4 ข้อดังได้กล่าวมาแล้ว องค์ธรรมก็คือ ปัญญานั่นเอง
องค์ธรรมทั้ง 5 ข้อนี่แหละที่เป็นอริยธรรมกระตุ้นเตือนเพื่อนๆ ไม่ให้มัวเมา ยึดติดความเป็นอาจารย์ และชล่าใจ ไม่ปฏิบัติธรรม
อีกทั้งคุณธรรมพวกนี้จะเป็นข้อบ่งบอกให้ทราบว่า ท่านผู้มีคุณธรรมเหล่านี้เป็นบัณฑิต เพราะสงบเสงี่ยมไม่โอ้อวดภูมิความรู้ตนเอง มีมารยาทงาม
เหมือนท่านพระอิสิทัตตะสนทนาธรรมกับท่านจิตตคฤหบดีอุบาสก
เมื่อท่านจิตตะถามในที่สนทนาธรรมว่า " มิจฉาทิฏฐิทั้งหลายมีเพราะมีอะไรเป็นปัจจัย."
ท่านพระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์นิ่งเก้อเขินเพราะตอบไม่ได้ เพื่อรักษาบรรยากาศการสนทนาธรรม
ท่านพระอิสิทัตตะผู้รอบรู้ก็ขออนุญาตท่านพระเถระเสียก่อน แล้วตอบว่า
" มิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย มีเพราะ มีสักกายทิฏฐิ "นั่นแล

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ