เรื่องพระรูปเดียว (๑)

-----------------

เมื่อวานนี้ (๑๑ กันยายน ๒๕๖๖) ผมโพสต์เรื่องที่มีผู้บอกว่าสามเณรก็รับกฐินได้ คือถ้าพระไม่ครบ ๕ รูป และหาพระไม่ได้ ก็สามารถเอาสามเณรมาร่วมให้ครบ ๕ รูป รับกฐินได้ 

ผมชี้ให้เห็นว่า คนที่พูดเช่นนั้นพูดด้วยความเข้าใจผิด อย่าเชื่อ

ตามหลักพระวินัย สามเณรรับกฐินไม่ได้ โปรดเข้าใจตามนี้

วันนี้ก็มีอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดอีกเช่นกัน

.........................................................

มหาภัยที่กำลังครอบงำสังคมไทยอยู่ในเวลานี้คือ เห็นใครพูดผิด เขียนผิด ทำอะไรผิด ก็ไม่มีใครคิดจะทักท้วงเตือนติง ต่างพากันนิ่งเฉยเลยผ่าน ถือว่าธุระไม่ใช่ไปหมด 

คนทำผิดพูดผิดก็ไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่าตนทำผิด เพราะไม่มีใครบอก ผลงานผิดๆ ก็ปรากฏอยู่อย่างนั้น ใครไม่รู้มาเห็นเข้าก็เอาไปอ้างต่อไปอีก เรื่องที่ผิดก็กระจายแพร่หลายมากขึ้นไปอีก

.........................................................

ที่ผมว่ามีอีกเรื่องหนึ่ง ก็เป็นเรื่องที่พาดพิงอยู่กับเรื่องกฐินเช่นเดียวกัน

ขออัญเชิญต้นเรื่องมาจากพระไตรปิฎกเพื่อให้ช่วยกันศึกษาเป็นหลักความรู้ไว้เป็นเบื้องต้นก่อน แล้วจึงจะอภิปราย 

ขออนุญาตยกคำบาลีกำกับไว้ด้วยเพื่อเป็นหลักฐานข้อมูล อดทนอ่านกันหน่อยนะครับ ไม่ถนัดบาลีก็อ่านเฉพาะภาษาไทย

.........................................................

(๑) เตน  โข  ปน  สมเยน  อญฺญตโร  ภิกฺขุ  เอโก  วสฺสํ  วสิ  ฯ

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง (อญฺญตโร) จำพรรษาอยู่รูปเดียว (เอโก)

(๒) ตตฺถ  มนุสฺสา  สงฺฆสฺส  เทมาติ  จีวรานิ  อทํสุ  ฯ

คนทั้งหลายในถิ่นนั้นได้ถวายจีวร (จีวรานิ) ด้วยเปล่งวาจาว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์ (สงฺฆสฺส  เทม)

(๓) อถโข  ตสฺส  ภิกฺขุโน  เอตทโหสิ 

จึงภิกษุรูปนั้นได้ดำริดังนี้ว่า

(๔) ภควตา  ปญฺญตฺตํ  จตุวคฺโค  ปจฺฉิโม  สงฺโฆติ

พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุ ๔ รูปเป็นอย่างน้อยชื่อว่าสงฆ์

(๕) อหญฺจมฺหิ  เอกโก

แต่เราอยู่รูปเดียว

(๖) อิเม  จ  มนุสฺสา  สงฺฆสฺส  เทมาติ  จีวรานิ  อทํสุ

และคนเหล่านี้ได้ถวายจีวรด้วยเปล่งวาจาว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์ ดังนี้

(๗) ยนฺนูนาหํ  อิมานิ  สงฺฆิกานิ  จีวรานิ  สาวตฺถึ  หเรยฺยนฺติ  ฯ

ถ้ากระไรเราจะพึงนำจีวรของสงฆ์เหล่านี้ไปพระนครสาวัตถี

(๘ ) อถโข  โส  ภิกฺขุ  ตานิ  จีวรานิ  อาทาย  สาวตฺถึ  คนฺตฺวา  ภควโต  เอตมตฺถํ  อาโรเจสิ  ฯ

ครั้นแล้ว ภิกษุรูปนั้นได้นำจีวรเหล่านั้นไปพระนครสาวัตถี กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค

(๙) ตุยฺเหว  ภิกฺขุ  ตานิ  จีวรานิ  ยาว  กฐินสฺส  อุพฺภารายาติ  ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ (ภิกฺขุ) จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอนั่นแหละ (ตุยฺเหว) จนถึงเวลาเดาะกฐิน

(๑๐) อิธ  ปน  ภิกฺขเว  ภิกฺขุ  เอโก  วสฺสํ  วสติ  ฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในข้อนี้ ภิกษุจำพรรษารูปเดียว

(๑๑) ตตฺถ  มนุสฺสา  สงฺฆสฺส  เทมาติ  จีวรานิ  เทนฺติ  ฯ

คนทั้งหลายในถิ่นนั้นถวายจีวรด้วยเปล่งวาจาว่า พวกข้าพเจ้าถวายแก่สงฆ์

(๑๒) อนุชานามิ  ภิกฺขเว  ตสฺเสว  ตานิ  จีวรานิ  ยาว  กฐินสฺส  อุพฺภารายาติ  ฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (ภิกฺขเว) เราอนุญาตจีวรเหล่านั้นแก่ภิกษุรูปนั้นแหละ (ตสฺเสว) จนถึงเวลาเดาะกฐิน 

ที่มา: จีวรขันธกะ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๒ ข้อ ๑๖๔

.........................................................

สรุปเรื่องก็คือ 

พระจำพรรษารูปเดียว

โยมถวายจีวรแก่สงฆ์ (สงฺฆสฺส  เทมาติ  จีวรานิ  อทํสุ)

พระจะถือเอาเป็นของตัวก็ไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้ถวายเป็นส่วนตัว แต่ถวายสงฆ์

แต่ในที่นั้นไม่มีสงฆ์ มีแต่พระรูปเดียว 

จะทำอย่างไรดี

พระก็เลยเอาจีวรไปทูลถามพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าตรัสว่า 

.........................................................

ตุยฺเหว  ภิกฺขุ  ตานิ  จีวรานิ  ยาว  กฐินสฺส  อุพฺภาราย

จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอนั่นแหละจนถึงเวลาเดาะกฐิน

.........................................................

เนื้อหาสาระหรือประเด็นของเรื่องมีแค่นี้

หลักปฏิบัติจากเรื่องนี้ก็คือ -

.........................................................

กรณีพระจำพรรษารูปเดียว แล้วมีผู้ถวายจีวรแก่สงฆ์

ท่านว่าจีวรนั้นตกเป็นของพระรูปนั้น

แต่มีสิทธิ์ครอบครองใช้สอยได้จนถึงเวลาเดาะกฐินเท่านั้น

.........................................................

เรื่องที่ยกมาจากพระไตรปิฎกข้างต้นโน้น มีผู้แสดงความเข้าใจดังต่อไปนี้ -

.........................................................

เนื้อความนี้เราสามารถรู้ได้จากพระดำรัสของพระพุทธองค์ที่ว่า "ผ้าเหล่านี้เป็นของเธอผู้เดียวจนสิ้นสุดเขตกฐิน" แสดงว่าพระรูปนั้นกรานกฐินมาแล้ว จึงนำผ้าที่เหลือมาทูลถวายพระผู้มีพระภาค

.........................................................

คำว่า "ผ้าเหล่านี้เป็นของเธอผู้เดียวจนสิ้นสุดเขตกฐิน" เป็นคำที่แปลมาจากประโยคบาลีในพระไตรปิฎกที่ว่า -

“ตุยฺเหว  ภิกฺขุ  ตานิ  จีวรานิ  ยาว  กฐินสฺส  อุพฺภาราย”

พระไตรปิฎกแปลบางฉบับแปลอย่างที่ท่านผู้นั้นยกมา คือแปลว่า "ผ้าเหล่านี้เป็นของเธอผู้เดียวจนสิ้นสุดเขตกฐิน"

แต่ในที่นี้ผมแปลว่า “จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอนั่นแหละจนถึงเวลาเดาะกฐิน”

เรื่องถ้อยคำภาษา เอาไว้ว่ากันอีกตอนหนึ่ง 

แต่ตอนนี้พิจารณาเฉพาะประเด็นที่ท่านแสดงความเห็นว่า-

(๑) แสดงว่าพระรูปนั้นกรานกฐินมาแล้ว

(๒) จึงนำผ้าที่เหลือมาทูลถวายพระผู้มีพระภาค

คำว่า “พระรูปนั้นกรานกฐินมาแล้ว” เป็นคำพูดเพื่อยืนยันว่า พระรูปเดียวรับกฐินได้ โดยมีเรื่องราวตามที่ยกมานี้เป็นข้อยืนยันรับรอง

.........................................................

คำว่า “กรานกฐิน” หมายถึง (๑) มีผู้ถวายผ้าแก่สงฆ์ (๒) สงฆ์ (คือภิกษุอย่างน้อย ๔ รูป + ภิกษุที่สงฆ์ยกผ้าให้อีก ๑ รูป) พร้อมใจกันยกผ้านั้นให้ภิกษุรูปหนึ่ง (๓) ภิกษุทุกรูปในที่นั้นอนุโมทนา 

นี่คือ กรานกฐิน

.........................................................

โปรดช่วยกันพิจารณาว่า เรื่องที่ยกมาจากพระไตรปิฎกข้างต้นโน้น มีข้อความตอนไหนที่ระบุว่า (๑) พระรูปนั้นกรานกฐินมาแล้ว?

สรุปเรื่องที่ยกมาจากพระไตรปิฎกข้างต้นโน้นก็คือ พระจำพรรษารูปเดียว โยมเอามาผ้ามาถวายสงฆ์ พระสงสัยว่าเราอยู่รูปเดียว ไม่ใช่สงฆ์ จะทำอย่างไรกับผ้านี้ จึงไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผ้านั้นเป็นเธอ แต่เธอเป็นเจ้าของผ้าได้จนถึงเวลาเดาะกฐินเท่านั้น-จบ

ไม่มีข้อความตรงไหนเลยที่บอกว่าพระรูปนั้นกรานกฐินมาแล้ว

ซึ่งเท่ากับ-ไม่มีข้อความตรงไหนเลยที่บอกว่าพระรูปเดียวรับกฐินได้

หมายความว่า จะอ้างเรื่องราวตรงนี้มายืนยันว่า-นี่ไง พระรูปเดียวรับกฐินได้ ดังนี้ ไม่ได้ครับ เพราะไม่มีข้อความไหนในเรื่องราวตรงนี้ที่ยืนยัน-หรือแม้ที่พอจะตีความได้-ว่านี่คือพระรูปเดียวรับกฐินได้

พระรูปเดียวรับกฐินได้ ต้องยกหลักฐานจากตอนอื่นหรือจากคัมภีร์อื่น-ถ้ามี-มายืนยัน แต่ไม่ใช่เรื่องราวตรงนี้

ความเข้าใจข้อที่ (๒) ที่ว่า “จึงนำผ้าที่เหลือมาทูลถวายพระผู้มีพระภาค” นี่ยิ่ง go to big ไปกันใหญ่ 

โปรดกลับไปอ่านเรื่องข้างต้นทบทวนดู ไม่มีข้อความตรงไหนเลยที่บอกว่า พระรูปนั้น “นำผ้าที่เหลือมาทูลถวายพระผู้มีพระภาค”

ท่านไปเอาความเข้าใจนี้มาจากไหน?

ผมพยายามมองในแง่ดี เป็นไปได้ไหมว่าท่านตั้งใจจะพูดว่า “นำผ้าที่เหลือมาทูลถามพระผู้มีพระภาค”

แต่เขียนพลาดไป กลายเป็น “นำผ้าที่เหลือมาทูลถวายพระผู้มีพระภาค”

จึงควรจะยกประโยชน์ให้ แต่ถึงกระนั้น คำว่า “ผ้าที่เหลือ” ก็ยังไม่ตรงตามต้นฉบับอยู่นั่นเอง

ต้นฉบับในพระไตรปิฎกใช้คำว่า “ตานิ  จีวรานิ  อาทาย” (ดูข้อความที่ข้อวงเล็บ ๙ (๙) ข้างต้น) แปลว่า “นำจีวรเหล่านั้นไป” ส่อความว่า นำจีวรไปทั้งหมด ไม่ใช่นำไปเฉพาะ “ผ้าที่เหลือ”

และ “ผ้าที่เหลือ” ก็ไม่น่าจะมี เพราะเมื่อเขาถวายผ้าแล้ว พระรูปนั้นจะต้องใช้ผ้านั้นนุ่งห่มจึงจะมี “ผ้าที่เหลือ” ได้ แต่นี่ท่านไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดีกับผ้า ก็แปลว่าท่านยังไม่ได้ใช้ผ้าเลย แล้วจะมี “ผ้าที่เหลือ” ได้อย่างไร 

ยังไม่หมดประเด็นครับ 

แต่ ๒ ประเด็นที่ยกมานี้เป็นอันยืนยันว่า ผู้อ่านพระไตรปิฎกตอนนี้แล้วแสดงความเห็นเช่นนั้น ไม่เข้าใจประเด็น-หรือก็คือเข้าใจผิดนั่นเอง

ประเด็นที่เหลือ ว่ากันตอนหน้าครับ

--------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๒ กันยายน ๒๕๖๖

๑๕:๕๘ 

[full-post]

เรื่องพระรูปเดียว, กฐิน

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.