ชวนศึกษากรณี “สิกขาบทเล็กน้อย” (๑)
---------------------------------------
สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ พระภิกษุสามเณรทุกวันนี้ไม่ได้อุทิศเวลาอุทิศชีวิตให้แก่การศึกษาพระธรรมวินัย
แม้ที่ศึกษากันอยู่ก็เป็นการศึกษาที่มุ่งจะให้ได้วุฒิ เพื่อจะได้ศักดิ์และสิทธิ์อันเกิดจากวุฒินั้นเป็นหลักใหญ่ ความรู้หลักพระธรรมวินัยเป็นเพียงผลพลอยได้
เรื่องสิกขาบทเล็กน้อยนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ขอนำเสนอเพื่อกระตุ้นเตือนให้พระภิกษุสามเณรมีแก่ใจมีอุตสาหะศึกษาหลักพระธรรมวินัยอันเป็นเนื้อเป็นตัวของพระศาสนาที่เรากำลังอาศัยอยู่-เหมือนศึกษาบ้านที่อยู่อาศัยของตัวเอง
บอกเสียก่อนว่า บทความนี้อ่านไม่สนุกหรอกครับ
น่าเบื่ออีกต่างหาก
โปรดระลึกว่า กินยาไม่อร่อยเหมือนน้ำหวาน
แต่รักษาโรคได้
....................
ตอนใกล้จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธองค์ตรัสแก่พระอานนท์ว่า -
.......................................................
อากงฺขมาโน อานนฺท สงฺโฆ มมจฺจเยน ขุทฺทานุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานิ สมูหนตุ.
ดูก่อนอานนท์ โดยล่วงไปแห่งเรา สงฆ์จำนงอยู่ ก็จงถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้างได้
ที่มา: มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ ข้อ ๑๔๑
.......................................................
ในคราวทำปฐมสังคายนา เมื่อที่ประชุมสังคายนาพระธรรมวินัยจบลง พระอานนท์ได้แจ้งเรื่องสิกขาบทเล็กน้อยให้ที่ประชุมทราบ ที่ประชุมซักว่า พระอานนท์ได้ทูลถามหรือเปล่าว่า สิกขาบทเล็กน้อยนั้นคือสิกขาบทอะไรบ้าง พระอานนท์ตอบว่าไม่ได้ทูลถาม ที่ประชุมอภิปรายกันอย่างกว้างขวางแล้วลงมติว่า ไม่ถอน
ทำไมที่ประชุมจึงลงมติไม่ถอนสิกขาบทเล็กน้อยตามที่มีพุทธานุญาตไว้ เหตุผลปรากฏอยู่ในคำเสนอญัตติของพระมหากัสสปะ ดังนี้ -
.......................................................
(๑) ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สิกขาบทของพวกเราที่ปรากฏแก่คฤหัสถ์ก็มีอยู่ แม้พวกคฤหัสถ์ก็รู้ว่า สิ่งนี้ควรแก่พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร สิ่งนี้ไม่ควร ถ้าพวกเราจักถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสีย จักมีผู้กล่าวว่า พระสมณโคดมบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลายเป็นกาลชั่วคราว พระศาสดาของพระสมณะเหล่านี้ยังดำรงอยู่ตราบใด สาวกเหล่านี้ยังศึกษาในสิกขาบททั้งหลายตราบนั้น เพราะเหตุที่พระศาสดาของพระสมณะเหล่านี้ปรินิพพานแล้ว พระสมณะเหล่านี้จึงไม่ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายในบัดนี้
(๒) ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์ไม่พึงบัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติ ไม่พึงถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว พึงสมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติแล้ว นี้เป็นญัตติ
(๓) ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สิกขาบทของพวกเราที่ปรากฏแก่คฤหัสถ์ก็มีอยู่ .... (ข้อความเหมือนในข้อ (๑) จนถึง) ....จึงไม่ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายในบัดนี้ สงฆ์ไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติ ไม่ถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติแล้ว ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด
(๔) สงฆ์ไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติ ไม่ถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติแล้ว ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้
ที่มา: ปัญจสติกขันธกะ วินัยปิฎก จุลวรรค ภาค ๒ พระไตรปิฎก เล่ม ๗ ข้อ ๖๒๑
.......................................................
ข้อความในข้อ (๑) และ (๓) เป็นการแถลงเหตุผล ซึ่งสรุปได้ว่า ที่เสนอให้ลงมติไม่ถอนเพราะ -
๑. ชาวบ้านเขารู้กันมากแล้วว่าสิกขาบทของพระมีอะไรบ้าง (พระทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ชาวบ้านเขารู้)
๒. ถ้าถอน ก็จะเกิดเสียงตำหนิว่า พระพวกนี้ทำตามคำสอนเฉพาะเวลาที่พระศาสดายังอยู่ พอพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว ก็เลิกทำ
....................
โปรดสังเกตด้วยว่า พุทธานุญาตอันเป็นที่มาของการเสนอญัตตินี้มีเพียงประเด็นเดียวว่า ให้ถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้
แต่ญัตติที่พระมหากัสสปะเสนอมีถึง ๓ ประเด็น คือ -
๑ สงฆ์ไม่พึงบัญญัติสิ่งที่มิได้ทรงบัญญัติไว้
๒ ไม่พึงถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว
๓ พึงสมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติแล้ว
นั่นแปลว่า ผู้เสนอญัตติมิได้เพ่งเล็งเฉพาะพุทธานุญาตให้ถอนสิกขาบทเล็กน้อย แต่พิจารณาไปถึงแนวปฏิบัติในวงกว้าง โดยไม่ต้องมานั่งสงสัยกันอีกว่า ไม่ถอนก็ส่วนไม่ถอน แต่จะบัญญัติสิกขาบทใหม่ๆ ขึ้นมาได้หรือไม่ และสิกขาบทที่มีอยู่แล้วนั้น จะละเลย ทำย่อๆ หย่อนๆ เสียบ้างได้หรือไม่
ญัตตินี้ให้คำตอบครอบคลุมครบถ้วน
ญัตติของพระมหากัสสปะนั้นไม่ใช่สิ่งที่ท่านคิดขึ้นเองเลย แต่เป็นแนวทางการปฏิบัติที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในอปริหานิยธรรมสำหรับภิกษุ ซึ่งมีอยู่หลายชุด เฉพาะชุดที่ท่านนำมาเป็นญัตตินี้ตรัสไว้เป็นชุดแรกในมหาปรินิพพานสูตร
ภิกขุอปริหานิยธรรมชุดนี้มี ๗ ข้อ ข้อที่ท่านนำมาเป็นญัตติคือข้อที่ ๓ ซึ่งมีข้อความดังนี้ -
.......................................................
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้แล้ว จักไม่ถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้ว จักสมาทานประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลายตามที่ได้บัญญัติไว้แล้วอยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเพียงนั้น
ที่มา: มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ ข้อ ๗๐
.......................................................
เรื่องสิกขาบทเล็กน้อยกับอปริหานิยธรรม เกี่ยวข้องกันในกรณีที่ว่า มติไม่ถอนสิกขาบทตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งอปริหานิยธรรมข้อที่ ๓
หมายความว่าที่ประชุมปฐมสังคายนามุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามอปริหานิยธรรม จึงมีมติไม่ถอนสิกขาบทใดๆ ทั้งสิ้น
นอกจากจะไม่ถอนแล้ว ยังจะไม่บัญญัติสิกขาบทใดๆ ขึ้นมาใหม่ แต่จะตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว
มติเช่นนี้ย่อมสอดคล้องกับอปริหานิยธรรมข้อ ๓ และสนองวัตถุประสงค์ของการทำปฐมสังคายนาได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้เพราะการปฏิบัติตามอปริหานิยธรรมแต่ละข้อย่อมมีอานิสงส์ดังที่ตรัสไว้ว่า “พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม” ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์แห่งปฐมสังคายนาที่มุ่งจะรวบรวมหลักพระธรรมวินัยไว้เป็นแบบแผน เพื่อป้องกันฝ่ายอธรรมวาทีอวินยวาที ที่จะเกิดขึ้นย่ำยีหลักธรรมวินัยให้เสื่อมลงไปในอนาคต
ในทางตรงกันข้าม ถ้าที่ประชุมลงมติให้ถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้ มติเช่นนั้นจะขัดแย้งกับอปริหานิยธรรมข้อ ๓ ทันที และความเสื่อมก็จะเกิดขึ้นทันทีเหมือนกัน
นั่นคือสิกขาบทหรือศีลของบรรพชิตในพระพุทธศาสนาจำนวนหนึ่งจะถูกยกเลิกเพิกถอนทันที
ถ้ามีความชัดเจนในพุทธานุญาตว่าสิกขาบทเล็กน้อยคืออะไรบ้าง สิกขาบทเหล่านั้นจะถูกยกเลิกเพิกถอนตั้งแต่คราวทำปฐมสังคายนานั่นแล้ว
....................
การยกเลิกกฎหมายเก่าอาจจำเป็นเพราะสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไป แต่พระธรรมวินัยโดยเฉพาะสิกขาบทต่างๆ นั้น ยากที่จะตัดสินได้ว่าข้อไหนขัดต่อการปฏิบัติธรรม และจะใช้เกณฑ์อะไรเป็นมาตรฐาน
ตัวอย่างเช่น นายดำ อุปสมบทเป็นภิกษุดำ ไม่ฉันภัตตาหารหลังเที่ยง ร่างกายสามารถดำรงอยู่ได้และสามารถปฏิบัติบำเพ็ญสมณธรรมได้อย่างสบาย
ส่วนนายแดง อุปสมบทเป็นภิกษุแดง ไม่ฉันอาหารตอนเย็นแล้วเกิดอาการไม่สบาย เช่น ป่วยเป็นโรคกระเพาะ ไม่อาจปฏิบัติธรรมได้
ถ้ามีผู้เสนอให้สงฆ์ถอนสิกขาบทข้อที่ว่าด้วยห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาลออกไป สงฆ์จะใช้เกณฑ์ของภิกษุดำหรือภิกษุแดงเป็นมาตรฐานในการพิจารณา?
ถ้าใช้ภิกษุดำเป็นเกณฑ์ ก็ไม่ต้องถอน แต่ขัดกับความจำเป็นของภิกษุแดง
ถ้าจะรักษาประโยชน์ของภิกษุแดง ก็ต้องถอน แต่จะทำให้เกณฑ์ของภิกษุดำลดต่ำลงไป
ภิกษุดำอาจนึกรังเกียจภิกษุแดงตลอดจนภิกษุอื่นๆ ที่ฉันอาหารในเวลาวิกาล (เพราะสงฆ์ถอนสิกขาบทข้อนี้ออกไปแล้ว)
ฝ่ายภิกษุแดงก็อาจนึกหมั่นไส้ภิกษุดำที่เคร่งครัดกว่า
แล้วก็จะเกิดการกระทบกระทั่งกันอยู่เรื่อยๆ
แล้วถ้าอยู่ไปๆ เกิดมีภิกษุอะไรสักรูปหนึ่งหรือหลายรูป อ้างว่าตนหรือพวกตนมีความจำเป็น คือถ้าไม่ได้เสพเมถุนวันละครั้งจะเกิดอาการไม่สบาย ไม่สามารถปฏิบัติธรรมได้ จึงเสนอขอให้สงฆ์ลงมติถอนสิกขาบทข้อนี้
สงฆ์จะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา?
-----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒๐ กันยายน ๒๕๖๖
๑๓:๓๕
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ