สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


สีมาวินิจฉัยกถา

   คำอธิบายว่าด้วยเรื่องสีมา

         เพราะมีพระดำรัสว่า " กรรมทั้งหลายย่อมวิบัติด้วยสีมาวิบัติ " มีการบวชไม่สำเร็จ เป็นต้น ดังนั้นเรื่องสีมาชาวพุทธบริษัททั้งพระและฆราวาสพึงให้ความสำคัญ ยุคแต่ละสมัยมีการให้ความสำคัญต่างกัน การศึกษาจึงยากง่ายต่างกัน เช่น

   1. ยุคเริ่มจารลงบนใบลาน ด้วยอักษรปัลลวะ เพียงแค่จารหัวข้อ ผู้คนก็ทำความเข้าได้แล้ว

   2. ยุคอรรถกถา ฏีกา เพียงแค่ขยายหัวข้อ ผู้คนก็ทำความเข้าใจได้แล้ว

   3. ยุคสังคหะ มี คัมภีร์ วินยสังคหะ เป็นต้น เพียงสรุปเป็นหัวข้อ ผู้คนก็ทำความเข้าใจได้แล้ว

   4. ยุคนิสสยะ มี คัมภีร์สมุดข่อยสีมากถาของวัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งบันทึกด้วยอักษรขอมเป็นต้น เพียงจัดขั้นตอน ผู้คนก็ทำความเข้าใจได้แล้ว

   5. ยุคปัจจุบัน เรื่องความสำคัญทั้งหมด(ข้อที่ 1. ถึงข้อที่ 4.) ผู้คนแทบไม่มีเพราะความห่างไกลวัด จำต้องให้รายละเอียดความสำคัญ และรายละเอียดขั้นตอนมากพอ ผู้คนถึงจะทำความเข้าใจได้ และเมื่อย้อนกลับไปดูข้อที่ 1.- ข้อที่  4. ก็จะสามารถทรงจำได้ดี

   เพื่อประโยชน์ดังกล่าวผู้โพสต์จึงขออนุญาตนำคัมภีร์ร่วมสมัยของมูลนิธิดวงแก้วในพระสังฆราชูปถัมภ์ซึ่งมีภาพแสดงความสำคัญทุกขั้นตอนจึงง่ายต่อการทำความเข้าใจมานำเสนอ 

----------------------

คัมภีร์สีมาวินิจฉัยกถา

(ตอนที่หนึ่ง)

   “สีมา” หมายถึงการกำหนดขอบเขต เช่น การกำหนดเขตบ้านก็เรียกว่า “คามสีมา" การกำหนดเขตชายแดนก็เรียกว่า “รัชชสีมา” เป็นต้น

       สีมา มี ๒ ชนิดคือ

      ๑. พัทธสีมา คือ สีมาที่ภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปผูกด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ซึ่งพระวินัยธรทำให้ล่วงพ้น สีมาวิบัติ ๑๑ อย่าง และประกอบด้วยสีมาสมบัติ ๓ ประการ แล้วผูกนิมิตเชื่อมกับนิมิตให้เนื่องกัน

      ๒. อพัทธสีมา คือ สีมาที่ไม่ต้องผูกด้วยกรรมวาจา แต่สามารถทำสังฆกรรมทุกอย่างให้สำเร็จได้ อนึ่งถ้าล่วงจากสีมาทั้ง ๒ นี้แล้ว ชื่อว่า สีมาวิบัติ เพราะพระบาลีว่า กรรมทั้งหลายย่อมวิบัติ ด้วยสีมา ๑๑ อย่าง คือ 

         ๑) สมาเล็กเกินไป ภิกษุ ๒๑ รูป ไม่อาจเพื่อจะนั่งในเขตสีมานั้นได้ 

         ๒) สีมาใหญ่เกิน คือ สงฆ์สมมติสีมาเกิน ๓ โยชน์ แม้เพียงปลายเส้นผม ก็ใช้ไม่ได้ 

         ๓) สีมามีนิมิตขาด จัดไว้สองประการ คือ

             ก. ภิกษุทักนิมิตในทิศตะวันออกแล้ว ต้องทักนิมิตวนไป ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ เวียนกลับมาตามลำดับแล้ว กลับมาทักซ้ำนิมิตในทิศตะออกอีกครั้งแล้วหยุด จึงควร ก็ถ้าภิกษุ ทักนิมิตในทิศตะวันออก เวียนมาถึงทิศเหนือ แล้วหยุดไม่ทักซ้ำในทิศตะวันออกอีก สีมาย่อมชื่อว่า มี นิมิตขาด

             ข. สีมาใดที่สงฆ์สมมติต้นไม้มีเปลือกแข็ง กองดิน กองทราย อย่างใดอย่าง หนึ่ง ซึ่งไม่สามารถจะใช้เป็นนิมิตได้ ทำนิมิตในระหว่างสีมานั้น สีมาย่อมชื่อว่า มีนิมิตขาด 

         ๔) สีมามีเงาเป็นนิมิต สีมาที่สงฆ์สมมติทักเอาเงาอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๘ อย่าง มีเงา ภูเขาเป็นต้น ให้เป็นนิมิต จัดว่าเป็น สีมามีเงาเป็นนิมิต

         ๕) สมาที่สงฆ์อยู่ภายนอกสีมา (นอกนิมิต) สมมติ สีมาอันภิกษุทักหรือทำนิมิตแล้ว ยืนอยู่ภายนอกแห่งนิมิตสมมติ เรียกว่า สีมาอันสงฆ์อยู่ภายนอกสีมาสมมติ 

         ๖) สีมาที่หานิมิตมิได้ สีมาที่สงฆ์สมมติไม่ทักนิมิตทั้งหลายก่อนโดยประการทั้งปวง เรียกว่า สีมาที่หานิมิตมิได้

         ๗) สีมาที่สงฆ์สมมติในแม่น้ำ 

         ๘) สีมาที่สงฆ์สมมติในทะเล (สมุทร)

         ๙) สีมาที่สงฆ์สมมติในชาตสระ (สระที่เกิดตามธรรมชาติ) เช่น สีมาที่สมมติในน่านน้ำมีแม่น้ำเป็นต้นเหล่านี้ จัดว่าเป็นสีมาสมมติในแม่น้ำ, ในสมุทร, ในชาตสระ แม้สงฆ์สมมติไปแล้ว ย่อมใช้ไม่ได้ไม่เป็นอันสมมติ พระบาลีว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำไม่ใช่สีมา สมุทรไม่ใช่สีมา ชาตสระทั้งปวงไม่ใช่สีมา” ดังนี้ 

         ๑๐) สีมาที่สมมติคาบเกี่ยวกับสีมา (สีมาที่สมมติคาบเกี่ยวสีมาของภิกษุเหล่าอื่นด้วยสีมาของตน) ชื่อว่า สีมาที่สมมติคาบเกี่ยวกับสีมาด้วยสีมา

   ก็ถ้าว่าในทิศตะวันออกแห่งวิหารเก่า มีต้นไม้อยู่ ๒ ต้น คือ ต้นมะม่วงต้นหนึ่ง ต้นหว้าต้นหนึ่ง มีค่าคบคาบเกี่ยวถึงกันและกัน ในต้นมะม่วงและต้นหว้านั้น ต้นหว้าอยู่ในทิศตะวันตกของต้นมะม่วง, และวิหารสีมาเป็นแดนที่ภิกษุกันเอาต้นหว้าไว้ภายใน, กำหนดเอาต้นมะม่วงเป็นนิมิตผูกไว้ ครั้นภายหลัง ภิกษุทั้งหลายจะผูกสีมาในวิหารที่สร้างใหม่ในทิศตะวันออกแห่งวิหารเก่านั้น จึงกันเอาต้นมะม่วงไว้ภายใน กำหนดเอาต้นหว้าเป็นนิมิตแล้วผูก, สีมากับสีมาย่อมคาบเกี่ยวกัน, เพราะฉะนั้น ถ้าสีมา ของวิหารที่สร้างก่อน ยังไม่ได้สมมติสีมา พึงเว้นอุปจารแห่งสีมาไว้ พึงเว้นสีมันตริกประมาณศอกหนึ่ง โดยกำหนดอย่างต่ำสุด

   ในกุรุนทีกล่าวว่า “จะกันไว้เพียง ๑ คืบก็ได้ " 

   ส่วนในมหาปัจจารีกล่าวว่า “จะกันไว้พียง ๔ นิ้วก็ควร” (ดูภาพ ก.)


   อนึ่ง ต้นไม้ ต้นหนึ่งเป็นนิมิตของสีมา ๒ แห่ง ก็ต้นไม้นั้นเมื่อโตขึ้น ย่อมกระทำให้สีมาสังกระ (คาบเกี่ยวกัน) เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรทำต้นไม้ต้นหนึ่งเป็นนิมิต ของสีมา ๒ แห่ง (ดูภาพ ข.)


   ๑๑. สมาที่สมมติทับสีมาของผู้อื่น ได้แก่ สีมาที่ภิกษุสมมติครอบสีมาของภิกษุเหล่าอื่น ก็ถ้าว่ากันเอาพัทธสีมาของภิกษุเหล่าอื่นทั้งหมดหรือบางส่วนแห่งสีมานั้นไว้ภายในของตน สีมากับสีมาย่อมทับกัน ภิกษุสมมติสีมาของภิกษุทั้งหลาย ครอบสีมานางภิกษุณีไว้ภายในก็ควร ภิกษุณีสมมติครอบสีมาของภิกษุ ก็นัยนี้เหมือนกัน จริงอยู่ ภิกษุและภิกษุณีเหล่านั้นไม่เป็นคณะปูรกะในกรรมของกันและกัน และไม่ทำกรรมวาจาให้เป็น วรรค (ดูภาพ ค.)


ภิกษุเว้นสีมาวิบัติ ๑๑ อย่างเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล้ว พึงสมมติสีมาเถิด

-----------------

  นิมิต

   สีมาสมบัติ ๓ ประการ

      ๑) นิมิตสมบัติ

      ๒) ปริสสมบัติ

      ๓) กรรมวาจาสมบัติ

   ในสมบัติทั้ง ๓ อย่างนั้น ชื่อว่า สีมาที่ประกอบด้วยนิมิตสมบัติ คือสีมาที่ภิกษุสมมติกำหนด โดยชอบซึ่งวัตถุ อันใช้เป็นนิมิตได้ ตามที่ได้มีแล้วในนิมิตทั้ง ๘ อย่าง ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้อย่างนี้ ว่า

      นิมิต ๘ อย่าง

         ๑) ปัพพตนิมิต ภูเขา

         ๒) ปาสาณนิมิต หิน

         ๓) วนนิมิต ป่าไม้

         ๔) รุกขนิมิต ต้นไม้

         ๕) มัคคนิมิต ทาง

         ๖) วัมมิกนิมิต จอมปลวก     

         ๗) นทีนิมิต แม่น้ำ 

         ๘) อุทกนิมิต น้ำ

ทั้งหมดนี้ใช้เป็นนิมิตได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ในทิศาภาคนั้นๆ ตามแต่จะหามาได้

วิธีทักนิมิต

   พระวินัยธรจะเป็นผู้ทักหรือถามไปตามลำดับ และเมื่อผู้ใดผู้หนึ่งจะเป็นพระภิกษุก็ดี สามเถรก็ดี หรือ คฤหัสถ์ก็ดี เป็นผู้ตอบก็ได้ (ดูภาพตารางและรูปภาพ ง.)


   อนึ่ง พระวินัยธรพึงระบุอีกทุกครั้งไปจึงจะใช้ได้ แต่จะกำหนดอย่างนี้ว่า

         “เราทั้งหลายจะทำภูเขานั่นเป็นนิมิต” 

         “จักทํภูเขานั่นเป็นนิมิต    

         “ท่าภูเขานั้นเป็นนิมิตแล้ว”

         “ภูเขานั้นจะเป็นนิมิต”    

         “ภูเขานั้นจงเป็นนิมิต”

   คำใดคำหนึ่ง ดังนี้ ใช้ไม่ได้ แม้ในนิมิตทั้งหลายมีศิลาเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน ก็พระวินัยธรทักนิมิตไปตามลำดับอย่างนี้ว่า

   ในทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ และทิศตะวันออก พึงทักซ้ำอีกครั้ง จึงค่อยหยุด จริงอยู่ ด้วยการกำหนดอย่างนี้ นิมิตกับนิมิตจึงจัดว่าเชื่อมถึงกัน ครั้นกำหนดอย่างนี้แล้ว นิมิตทั้งหลายในสีมานั้น คือ พื้นที่ภายในนิมิตย่อมเป็นสีมา ตัวนิมิตทั้งหลายย่อมอยู่ภายนอกสีมา การกำหนดนิมิตจะกำหนดรอบเดียวหรือ ๓ รอบก็ได้ จะยืนอยู่ที่เดียวหรือจะเดินเวียนไปสู่ที่นิมิตตั้งอยู่นั้นก็ควร

   ๑. ภูเขาที่ใช้เป็นนิมิต

      วินิจฉัยในปัพพนิมิต ภูเขามี ๓ ชนิด คือ

       ๑) ภูเขาดินล้วน 

       ๒) ภูเขาศิลาล้วน 

       ๓) ภูเขาศิลาปนดิน

   ภูเขาเหล่านี้ใช้ได้ทั้ง ๓ ชนิด และภูเขาทั้ง ๓ ชนิดนั้น แต่พื้นดินขึ้นไปเล็กกว่าช้างไม่ควร เท่าตัวช้างขึ้นไปแม้ใหญ่เท่าภูเขาสิเนรุก็ควร กองทรายแม้จะเกิดเองก็ใช้ไม่ได้ ถึงแม้จะมีขนาดเท่าช้างถึงภูเขาสิเนรุก็ใช้ไม่ได้ ถ้ามีภูเขา ๔ เทือกในทิศทั้ง ๔ หรือ ๓ เทือกใน ๓ ทิศ แม้จะสมมติสีมา ด้วยภูเขาทั้งหมด ใน ๔ ทิศหรือ ๓ ทิศ ก็ควร แต่จะสมมติเพียง ๒ หรือ ๑ ทิศไม่ควร แม้จะใช้นิมิต ทั้ง ๗ ที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน

   เพราะเหตุนั้น เมื่อจะทำภูเขาให้เป็นนิมิต ควรถามว่า “เนื่องเป็นอันเดียวกันหรือไม่เนื่องเป็นอันเดียวกัน” ถ้าเนื่องเป็นอันเดียวกันไม่ควรใช้

   แม้กำหนดภูเขานั้นเป็นนิมิต ๔ ทิศ หรือทั้ง ๘ ทิศ ย่อมเป็นอันกำหนดแล้วเพียงนิมิตเดียวเท่านั้น เพราะเหตุนั้น ภูเขาที่ตั้งโอบรอบวัดที่อยู่โดยสัณฐานดังกงจักรอย่างนั้น ควรกำหนดในทิศเดียว ส่วนในทิศอื่น ๆ พึงกันภูเขานั้นไว้ภายนอก กำหนดนิมิตชนิดอื่นไว้ภายในภูเขานั้นเข้ามา ( ภาพที่ ๑)


   หากว่าประสงค์จะทํภูเขาเสี้ยวหนึ่ง หรือกึ่งหนึ่งไว้ภายในสีมา อย่ากำหนดเอาภูเขา ประสงค์ จะทำสถานที่ใดไว้ภายใน จึงกำหนดชนิดใดชนิดหนึ่ง มีต้นไม้และจอมปลวกเป็นต้น ที่เกิด ณ ภูเขา นั่นเอง ซึ่งอยู่ข้างนอกสถานที่นั้น (ดูภาพที่ ๒)


   หากประสงค์จะกันเอาภูเขาทั้งหมดประมาณโยชน์ ๑ หรือ ๒ โยชน์ ไว้ภายใน จึงกำหนด ต้นไม้หรือจอมปลวก เป็นต้น ซึ่งเกิด ณ ภาคพื้นข้างนอกภูเขาเป็นนิมิต (ดูภาพ ๓)


   ๒. หินที่ใช้เป็นนิมิต

   วินิจฉัยในปาสาณนิมิต (หิน) แม้ก้อนเหล็ก ก็นับว่าเป็นศิลาได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นศิลา ชนิดใดชนิดหนึ่งก็ควร

   แต่เมื่อว่าโดยขนาดแล้ว ขนาดเท่าช้างนับว่าเป็นภูเขา เพราะฉะนั้น ศิลาขนาดเท่าช้างขึ้นไป จึงไม่ควรทำเป็นนิมิต ส่วนศิลาขนาดเท่าโคเขื่อง กระบือเขื่อง ๆ ก็ใช้ได้ โดยกำหนดอย่างต่ำ ขนาด เท่าก้อนน้ำอ้อย ๓๒ ปละ ก็ใช้ได้ (๑ ประเท่ากับ ๑๐ ธารณะ ประมาณ ๘-๙ กิโลกรัม ดูปุพพสิกขา หน้า ๕๓๒) ย่อมกว่านั้นใช้ไม่ได้ หรือแม้อิฐขนาดใหญ่ก็ใช้ไม่ได้ แม้กองศิลาที่ไม่นับเข้าในนิมิตที่ใช้ ไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงกองดิน กองทราย

   ศิลาดาดซึ่งราบเสมอพื้นดิน คล้ายลานของชาวนาก็ดี ศิลาตาดที่ตั้งสูงพ้นพื้นดินคล้ายตอไม่ก็ดี ศิลาแม้นั้นถ้าได้ขนาดก็ใช้ได้ ศิลาดาดแม้ใหญ่เกินไปย่อมนับว่าเป็นศิลาด้วย เพราะฉะนั้นถ้าประสงค์จะกันพื้นที่ ศิลาดาดขนาดใหญ่ให้ไว้เป็นสีมา อย่ากำหนดศิลาดาดนั้นเป็นนิมิต พึงกำหนดศิลาอื่นเหนือศิลาดาดนั้นเป็นนิมิต (ดูภาพที่ ๔)


   หากสร้างวัดที่อยู่บนศิลาดาด หรือ ศิลาดาดยื่นไปท่ามกลางวัด ศิลาดาดเช่นนั้น เพราะอะไร เพราะถ้ากำหนดศิลาดาดนั้นเป็นนิมิต สมานั้นย่อมอยู่บนนิมิต และการ ภายนอกสีมา และจะทำให้วิหารสีมาอยู่นอกเขตสีมาไปด้วย (ดูภาพที่ ๕)


   ศิลาดาดตั้งโอบรอบวัดที่อยู่ ควรกำหนดเป็นนิมิตในทิศเดียว อย่ากำหนดในทิศอื่น(ดูภาพที่ ๖)


   ๓. ป่าที่ใช้เป็นนิมิต

   วินิจฉัยในวนนิมิต ดงหญ้า หรือป่าไม้มีตาลและมะพร้าวเป็นต้น ที่มีเปลือกแข็งใช้ไม่ได้ แต่ หมู่ไม้มีแก่นข้างใน เป็นต้นว่าไม้สากะ (ต้นสัก) หรือไม้สาละ หรือแม้หมู่ไม้มีแก่นบ่นไม้ไม่มีแก่น ก็ใช้ได้้ ก็ป่าไม้เช่นนั้นแล โดยกำหนดอย่างต่ำแม้เพียง ๔ - ๕ ต้นก็ใช้ได้ หย่อนกว่านั้นใช้ไม่ กว่านั้นแม้ตั้ง ๑๐๐ โยชน์ ก็ใช้ได้ (ดูภาพที่ ๗)


   ถ้าจะสร้างวัดที่อยู่ในกลางป่า (อรัญญวาสี) ไม่ควรกำหนดป่าเป็นนิมิต (แม้ประสงค์จะกันเอาป่าส่วนหนึ่งไว้ภายในเขตสีมา ก็ย่อมได้ แต่อย่ากำหนดเอาป่าเป็นนิมิต พึงกำหนดต้นไม้หรือสิ่งอื่น มีหินเป็นต้นในป่านั้นเป็นนิมิต (ดูภาพที่ ๘)


   ถ้าที่วัดมีป่าล้อมรอบ พึงกำหนดป่าเป็นนิมิตในทิศเดียว อย่ากำหนดในทิศอื่น(เพราะป่านั้นเนื่องกันไปหมดทั้ง ๔ ทิศ จึงห้ามไว้) (ดูภาพที่ ๙)


   ๔. ต้นไม้ที่ใช้เป็นนิมิต

   วินิจฉัยรุกขนิมิต ต้นไม้ที่มีเปลือกแข็ง เช่น ต้นตาล ต้นมะพร้าว เป็นต้น ใช้ไม่ได้ ต้นไม้ที่มี แก่นแม้ยังเล็กอยู่ โดยที่สุดสูงเพียง ๘ นิ้ว วัดรอบลำต้นได้เพียงเท่าด้ามเหล็กจารก็ใช้ได้ เล็กกว่านั้น ใช้ไม่ได้ โตกว่านั้นขึ้นไป แม้เท่าต้นไทรที่ใหญ่ไพศาลตั้ง ๑๒ โยชน์ ก็ควร

   ต้นไม้ที่เขาเพาะพืชให้งอกในกระถางเป็นต้น แม้ได้ขนาดก็ใช้ไม่ได้ แต่ถ้าเอาออกจากกระถางนั้นปลูกลงในดิน แม้ในขณะนั้นกำหนดเป็นนิมิต ก็ควร การแตกรากหรือกิ่งใหม่มิใช่เหตุ แต่จะ นำเอาต้นไม้ที่เขาเอาลำต้นมาเพาะชำ ต้องให้แตกรากก่อนจึงจะใช้ได้ (ดูภาพที่ ๑๐)


   แต่กำหนดต้นไม้ที่เนื่องเป็นอันเดียวกัน เช่นต้นไทรที่ขึ้นงามใหญ่ไพศาล เป็นนิมิตในทิศหนึ่งแล้ว จะกำหนดในทิศอื่นอีก ไม่ควร (ดูภาพที่ ๑๑)


   ๕. ทางที่ใช้เป็นนิมิต

   วินิจฉัยในมรรคนิมิต คือทางทั้งหลาย มีทางป่า ทางนา ทางแม่น้ำ ทางเหมืองเป็นต้น ใช้ไม่ได้ ทางเดินเท้า หรือทางเกวียน ซึ่งผ่านไป ๒ - ๓ ระยะบ้าน จึงจะใช้ได้

   ส่วนทางเดินเท้าใด แยกจากทางเกวียนแล้ว วกกลับสู่ทางเกวียนอีกนั้น ใช้ไม่ได้ และทางเดินเท้าหรือทางเกวียนเหล่าใด ที่เลิกใช้แล้วนั้น ก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน

   ทางทั้งหลายที่พ่อค้าหรือประชาชนใช้เดินอยู่เสมอ ทางนั้นย่อมใช้ได้ ถ้าทางสองแพร่งแยกจากกันไปแล้ว ภายหลังบรรจบเป็นทางเดียวกันเช่นทูบเกวียนไซร้ ทางนั้นจึงกำหนดตรงที่แยกเป็นสองแพร่ง หรือที่บรรจบกันเป็นนิมีดครั้งเดียวแล้ว อย่ากำหนดทิศอื่นอีก เพราะนิมิตนั้นเป็นนิมิตเนื่องเป็นอันเดียวกัน (ดูภาพที่ ๑๒)

ปปปปปป


   ถ้าทางสี่แพร่งล้อมรอบวัดอยู่ แล้วแยกไปทิศทั้ง ๔ กำหนดทางหนึ่งตรงท่ามกลางแล้ว จะกำหนดอีกทางหนึ่งไม่ควร เพราะนิมิตนั้นเนื่องเป็นอันเดียวกัน (ดูภาพที่ ๑๓)


   แต่จะกำหนดทางที่พ่านทะแยงมุมไปเป็นนิมิตในด้านอื่น ควรอยู่ (ดูภาพที่ ๑๔)


   ส่วนทางที่ลัดผ่านท่ามกลางวัดไป ไม่ควรกำหนด เพราะเมื่อกำหนดแล้ว วัดที่อยู่ ย่อมอยู่บน นิมิต (ดูภาพที่ ๑๕)


   ถ้าภิกษุทั้งหลายจะทำทางที่รอยล้อเกวียนด้านในแห่งทางเกวียนเป็นนิมิต ทางย่อมอยู่ภายนอกสีมา(ดูภาพ ๑๖)



   ถ้าจะทำทางที่รอยล้อเกวียนด้านนอกเป็นนิมิต ทางรอยล้อเกวียนด้านนอกย่อมเป็นนิมิต ทางที่เหลือนับเข้าภายในสีมา อันพระวินัยธรผู้จะกำหนดทางเป็นนิมิต สมควรกำหนดโดยชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งในชื่อที่เป็นภาษาบาลีว่า มคโค, ปนฺโถ, ปโถ, ปชฺโช เป็นต้น (ดูภาพที่ ๑๗)

   ทางที่ไปได้รอบวัด มีสัณฐานดังคู กำหนดเป็นนิมิตในทิศหนึ่งแล้ว จะกำหนดในทิศอื่นอีกไม่ควร (ดูภาพที่ ๑๘)


   ๖. จอมปลวกที่ใช้เป็นนิมิต

   วินิจฉัยในวัมมิกนิมิต จอมปลวกโดยกำหนดอย่างเล็กที่สุด แม้เกิดในวันนั้นสูง ๘ นิ้ว ขนาด เขาโค ก็ใช้ได้ เล็กกว่านั้นใช้ไม่ได้ โตกว่านั้นขึ้นไปแม้จะเท่าภูเขาหิมวัน ก็ใช้ได้ แต่จะกำหนดจอมปลวกที่ติดกันเป็นพืดเดียวตั้งขึ้นล้อมรอบวัดอยู่ให้เป็นนิมิตในทิศหนึ่งแล้ว จะกำหนดในทิศอื่นอีกไม่ ควร ในทิศทั้ง ๓ ให้เอาสิ่งอื่นเป็นนิมิตอื่น จึงจะใช้ได้ (ดูภาพที่ ๑๙)




   ๗. แม่น้ำที่ใช้เป็นนิมิต

   วินิจฉัยในนทีนิมิต ในสมัยแห่งพระราชาผู้ทรงธรรม เมื่อฝนตกติดกันอย่างนี้คือทุก ๑๕ ทุก ๑๐ วัน หรือทุก ๕ วัน พอฝนหายแล้ว กระแสในแม่น้ำนั้นก็ขาดแห้งไป แม่น้ำนี้ไม่นับว่าเป็นแม่น้ำ

   แต่ในคราวฝนตกเช่นนี้ กระแสแห่งแม่น้ำไดไหลไม่ขาดตลอด ๔ เดือน ในฤดูฝน ลึกพอเปียกสบง ของนางภิกษุณีที่ไม่ยกขึ้นของชายสบงนั้นเป็นปริมณฑล ๓ ตามลักษณะของเสขิวัตรที่เดินลุยน้ำไป แม้ลำน้ำนี้ นับว่าเป็นแม่น้ำที่ใช้เป็นนิมิตได้ *ในการไปสู่ฝั่งน้ำของนางภิกษุณี(นทีปารคมนสืกขาบทที่เกี่ยวกับการข้ามแม่น้ำของนางภิกษุณี) ในการทำสังฆกรรมมีอุโบสถเป็นต้น(อุกเขปสีมา) ในการสมมติ นทีปารสีมาก็ดี(สีมาคร่อมแม่น้ำ) ประสงค์เิอาแม่น้ำชนิดนี้แล *

   แม่น้ำใดโอบรอบวัดโดยสัณฐานดังทูบเกวียนก็ดี โดยสัณฐานดังคูก็ดี คล้ายทางก็ดี กำหนดแม่น้ำนั้นเป็นนิมิตในทิศหนึ่งแล้ว จะกำหนดในทิศอื่นอีก ไม่ควร (ดูภาพที่ ๒๐) 

   แม่น้ำ ๔ สาย ซึ่งไหลผ่านตัดกันและกันไปในทิศทั้ง ๔ ทิศรอบวัด ก็มีนัยเดียวกัน (ดูภาพที่ ๒๑)



   แต่จะกำหนดแม่น้ำทั้ง ๔ สาย ซึ่งไม่เชื่อมต่อกันเป็นนิมิต ย่อมใช้ได้ (ดูภาพที่ ๒๒)




   ถ้าชนทั้งหลายปักหลักเรียงกันเป็นเหมืองทำรั้วกั้นกระแสน้ำ ด้วยเถาวัลย์และใบไม้เป็นต้น และน้ำนั้นล้นท่วมทำนบไหลไปได้ จะทำให้เป็นนิมิต ควรอยู่ (ดูภาพที่ ๒๓)

   เมื่อเขาทำทำนบไม่ให้น้ำไหล แม่น้ำที่ไม่ไหลนั้น ไม่ควรทำให้เป็นนิมิต (หมายถึงนที่นิมิต) แต่จะทำให้เป็นอุทกนิมิต ควรอยู่ (ดูภาพที่ ๒๔)


   แต่แม่น้ำใดที่ไม่ไหล เพราะขาดน้ำในคราวฝนแล้ง หรือในฤดูร้อน ก็ใช้ทำนิมิตได้(ดูภาพที่ ๒๕)


    ชนทั้งหลายชักลำรางไขน้ำมาแต่แม่น้ำใหญ่ สำรางนั้นก็เช่นกับแม่น้ำเขินไหลอยู่เป็นนิจให้ (สำเร็จในการเพาะปลูก) ข้าวกล้า ๓ คราว ถึงน้ำจะไหลได้ก็จริง แต่ไม่ควรทำเป็นนิมิต (ดูภาพที่ ๒๖)


      ส่วนลำรางอันใดชั้นเดิม แม้เขาขุดมาจากแม่น้ำใหญ่ ในกาลอื่นเซาะพังทลายเป็นแม่น้ำไหล ไปได้เอง ตามทางที่เขาขุดชักมานั้นแหละ โดยกาลต่อมาเกลื่อนกลาดไปด้วยสัตว์น้ำ มีจระเข้เป็นต้น เป็นแม่น้ำที่จะพึงสัญจรไปด้วยเรือเป็นต้น จะทำสำรางเช่นนี้ที่กลายเป็นแม่น้ำแล้ว ให้เป็นนิมิต สมควรอยู่ (ดูภาพที่ ๒๗)


๘. น้ำที่จะใช้เป็นนิมิต

วินิจฉัยในอุทกนิมิต ในที่ซึ่งไม่มีน้ำ จะตักน้ำใส่ให้เต็มในเรือก็ดี ในภาชนะมีตุ่มเป็นต้น ก็ดี แล้วจะกำหนดให้เป็นนิมิตไม่ควร น้ำที่ถึงแผ่นดินเท่านั้นจึงจะใช้ได้ (ดูภาพที่ ๒๘)


     ๑-๒. น้ำที่อยู่ในตุ่ม น้ำที่อยู่ในเรือ หรือภาชนะอื่น ๆ ใช้เป็นนิมิตไม่ได้ 

     ๓. น้ำที่ขังอยู่พื้นดินเท่านั้นจึงจะใช้ได้

     ๔. น้ำพุ หรือน้ำซับ ที่ไหลพุ่งออก จะใช้เป็นอุทกนิมิตไม่ได้ แต่จะใช้สมมติเป็นนที่นิมิต ควรอยู่

   น้ำที่ถึงแผ่นดินเท่านั้นจึงใช้ได้ ก็น้ำถึงแผ่นดินนั่นแล เป็นน้ำไม่ไหล ขังอยู่ในที่ทั้งหลาย มีบ่อ สระ บึงที่เกิดเองโดยธรรมชาติ และทะเลสาบเป็นต้น ส่วนน้ำในแม่น้ำลึกและคลองไขน้ำเป็นต้นซึ่งเป็นน้ำไหลใช้ไม่ได้

   อันน้ำที่ขังอยู่โดยที่สุดแม้ในแอ่งที่สุกรขุดไว้ก็ดี ในหลุมที่เด็กชาวบ้านเล่นก็ดี น้ำที่เขาขุดหลุม แล้วตักน้ำมาให้เต็มในขณะนั้นก็ดี ถ้าขังอยู่จนถึงสวดกรรมวาจาจบได้ จะน้อยหรือมากก็ตามที ย่อม ใช้ได้เหมือนกัน

   อนึ่ง ต้องทำกองศิลาหรือกองทรายเป็นต้น หรือเสาศิลา เสาไม้ไว้ในที่นั้น เพื่อทำเป็น เครื่องหมาย (นิมิตหมาย) * ท่านให้ปักเสาหรือกองทรายไว้ เพื่อเป็นเครื่องหมายไว้ เพราะในอนาคตหลุ่มเท่าสุกรอาจถูกกลบจนจำเขตไม่ได้ อาจทำให้เกิดปัญหาในภายหลังว่า ขอบเขตสีมาอยู่แค่ไหน(อาจทำให้สีมาคาบเกี่ยวกับสีมาอื่นภายหลังได้) *

   ภิกษุจะทำเองหรือใช้ผู้อื่นให้ทำกองศิลา กองทราย หรือเสาไม้ เสาศิลาเป็นต้นนั้นก็ได้ แต่ในลาภสีมาไม่ควรทำเอง

   ส่วนสมานสังวาสสีมา ย่อมไม่ทำความเบียดเบียนใครๆ ย่อมสำเร็จกิจ เฉพาะวินัยกรรมของภิกษุทั้งหลายอย่างเดียว (ดูภาพที่ ๒๙)


   ก็แลสงฆ์จะสมมติสีมา ด้วยนิมิต ๘ อย่างนี้ไม่คละกันก็ดี จะคละสลับกันก็ดี ควรทั้งนั้น สี

   มานั้นที่สมมติผูกอย่างนั้น ไม่เป็นอันผูกด้วยนิมิตเดียวหรือ ๒ นิมิต 

   ส่วนสีมาที่ผูกด้วยนิมิตมีประการดังกล่าวแล้วตั้งแต่ ๓ นิมิต ขึ้นไปถึง ๑๐๐ นิมิต ย่อมเป็นอัน ผูกด้วยดี (ดูภาพที่ ๓๐)


  ๑. สีมาที่สมมติด้วยนิมิต คละกันทั้ง ๘ ก็ใช้ได้

   ๒. สีมาที่สมมติผูกด้วยนิมิตเดียว ใช้ไม่ได้

   ๓. สีมาที่สมมติผูกด้วยนิมิต ๒ ก็ใช้ไม่ได้ (ดภาพ ๓๒)



   สีมานั้นที่ผูกด้วยนิมิต ๓ มีสัณฐานดังกระจับ ที่ผูกด้วยนิมิต ๔ เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่ผูกด้วยนิมิตมากกว่านั้น มีสัณฐานต่างๆกันไป การทำนิมิตและสมมติตามนัยที่กล่าวแล้วอย่างนี้ พึงทราบว่า สีมาที่ประกอบด้วยนิมิตสมบัติ (ดูภาพด้านล่าง)


(โปรดติดตามตอนที่สอง) 

[full-post]

วินัย, วินัยปิฎก, สีมา,ขัณฑสีมา,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.