สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
คัมภีร์สีมาวินิจฉัยกถา ตอนที่ ๒
วิธีผูกสีมาประเภทต่างๆ
- วิธีผูกมหาสีมา
ภิกษุทั้งหลายผู้ประสงค์จะผูกมหาสีมานั้น พึงถามภิกษุทั้งหลายในวัดที่อยู่ใกล้เคียงกันถึงขอบเขตกำหนดสีมาแห่งวัดที่อยู่ของตนนั้นๆ พึงเว้นสีมามันตริก (เขตกั้นระหว่างสีมากับสีมา) เพื่อสีมาของวัดที่ผูกสีมาแล้วทั้งหลาย เว้นอุปจารคือสีมาไว้เพื่อให้โอกาสแก่วัดที่จะสมมติสีมาภายหลัง (ดูภาพที่ ๓๓)
อนึ่ง พึงกำหนดเอาสมัยที่ไม่เป็นที่ท่องเที่ยวของภิกษุทั้งหลาย ผู้จาริกไปในทิศต่างๆ ถ้าประสงค์จะผูกมหาสีมาในตำบลหนึ่งๆหรือในคามเขตหนึ่ง วัดเหล่าใดในคามเขตนั้นผูกสีมาแล้ว พึง ส่งข่าวแก่ภิกษุทั้งหลายในวัดเหล่านั้นว่า “เราทั้งหลายจักผูกสีมาในวันนี้ เวลานี้ ท่านทั้งหลายอย่าพึ่ง ออกจากเขตสีมา ซึ่งอยู่ในเขตสีมาของตน ๆ เท่านั้น "
วัดเหล่าใดในคามเขตนั้น ที่ยังมิได้ผูกสีมา พึงนิมนต์ภิกษุทั้งหลายในวัดเหล่านั้น ให้มาประชุมอยู่ในหัตถบาสเดียวกัน ในเวลาสวดสมมติสีมา ถ้าไม่มาพึงให้นำฉันทะมา หรือให้อยู่ในเฉพาะเขต คือ สระธรรมชาติ หรือในแม่น้ำ หรือในทะเล (ดูภาพที่ ๓๔)
อนึ่ง พึงกำหนดเอาสมัยที่ไม่เป็นที่ท่องเที่ยวของภิกษุทั้งหลาย ผู้จาริกไปในทิศต่างๆ ถ้าประสงค์จะผูกมหาสีมาในตำบลหนึ่งๆหรือในคามเขตหนึ่ง วัดเหล่าใดในคามเขตนั้นผูกสีมาแล้ว พึง ส่งข่าวแก่ภิกษุทั้งหลายในวัดเหล่านั้นว่า “เราทั้งหลายจักผูกสีมาในวันนี้ เวลานี้ ท่านทั้งหลายอย่าพึ่ง ออกจากเขตสีมา ซึ่งอยู่ในเขตสีมาของตน ๆ เท่านั้น "
วัดเหล่าใดในคามเขตนั้น ที่ยังมิได้ผูกสีมา พึงนิมนต์ภิกษุทั้งหลายในวัดเหล่านั้น ให้มาประชุมอยู่ในหัตถบาสเดียวกัน ในเวลาสวดสมมติสีมา ถ้าไม่มาพึงให้นำฉันทะมา หรือให้อยู่ในเฉพาะเขต คือ สระธรรมชาติ หรือในแม่น้ำ หรือในทะเล (ดูภาพที่ ๓๔)
*พระภิกษุที่อยู่ในเขตพื้นที่หมู่ ๔ ต้องเข้ามาในหัตถบาสวัด ค. ในขณะสวดกรรมวาจาสมมติสีมา ถ้าไม่ มาต้องอยู่ในเขตเฉพาะ คือสระน้ำ (ตามภาพคือวงกลม ๒) หรือ แม่น้ำ (ตามภาพคือวงกลม ๓)ในเขตสีมาของวัด ก. และวัด ข. หรือต้องมอบฉันทะมาจึงจะ อยู่ในคามเขตหมู่ ๔ ได้ มิฉะนั้นสังฆกรรมของวัด ค. คือการสวดสมมติสีมาไม่เป็นอันทำ
ทางเข้าบ้านหมู่ ๔ (ตามภาพคือวงกลม ๑)พึงให้มีสามเณรหรือคนวัดเฝ้าดูการไปมาของพระอาคันตุกะผ่าน
ถ้าปรารถนาจะกันคามเขต แม้เหล่าอื่นไว้ภายในสีมาไซร้ ภิกษุเหล่าใดอยู่ในคามเขตนั้น ในเวลาสมมติสมานสังวาสสีมา จะมาก็ตาม ไม่มาก็ตาม ของภิกษุนั้น ย่อมควร
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะขึ้นชื่อว่า คามเขต (หมู่บ้าน) ต่างๆ ย่อมเป็นเช่นกับสีมาอันหนึ่ง ๆ ซึ่งแยกกันอยู่แล้ว (เรียกว่าคามสีมา) ฉันทะก็ดี บริสุทธิ์ก็ดี ย่อมไม่มาจากคามเขตนั้นๆ
แต่ในเวลาสมมติอวิปปวาสสีมา ภิกษุทั้งหลายที่อยู่ภายในเขตนิมิต ต้องมา ถ้าไม่มาต้องนำฉันทะมา
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะเมื่อสวดกรรมวาจาสมมติสมานสังวาสสีมาจบลง คามเขตทั้งหลายที่อยู่ ภายในนิมิต (เว้นสีมา, สีมามันตริกแห่งวัดนั้นๆ, สระน้ำ, แม่น้ำ, ทะเล) ย่อมเป็นมหาสีมาอันเดียวกัน ในเวลาสมมติ อวิปปวาสสีมา ภิกษุที่อยู่ในคามเขตภายในนิมิตจึงต้องมา ถ้าไม่มาต้องนำฉันทะมา ฉันทะของภิกษุผู้ควรแก่ฉันทะ ได้นำมาบอกแก่สงฆ์แล้ว
พึงวางคนวัดหรือสามเณรเขื่องๆ ไว้ในทางเหล่านั้น มีประตูเข้าหมู่บ้านและท่าน้ำ (ดูภาพ๓๔) เพื่อนำอาคันตุกะมาในหัตถบาส หรือเพื่อกันไว้ภายนอกสีมาแล้วจึงตีกลองสัญญาณ หรือเป่าสังข์สัญญาณให้ทราบ แล้วผูกสีมาด้วยกรรมวาจา ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในลำดับแห่งการกำหนดนิมิต ในเวลาจบลง กรรมวาจานั่นเอง แดนคือพัทธสีมา ก็กันนิมิตทั้งหลายไว้ภายนอก สีมาย่อมหยั่งลงในเบื้องล่างลึกถึงน้ำรองแผ่นดินเป็นที่สุด
วิธีผูกขัณฑสีมา
ภิกษุทั้งหลายจะผูกสมานสังวาสกสีมา ควรผูกขัณฑสีมสก่อน เพื่อทำสังฆกรรมทั้งหลาย มีบรรพชาและอุปสมบทเป็นต้น ได้สะดวก ไม่ต้องลำบากด้วยการประชุมสงฆ์เป็นอันมาก(คือการประชุมในหัตถบาสง่ายขึ้นและการระวังการละหัตถบาสของภิกษุก็จะสะดวก)
เมื่อจะผูกพัทธสีมานั้นต้องรู้จักวัตร ก็ถ้าจะผูกในวัดที่อยู่ที่ทายกสร้าง ให้ประดิษฐานวัตถุทั้งปวง มีต้นโพธิ์, เจดีย์ และหอฉันเป็นต้น เสร็จเรียบร้อยแล้ว อย่าผูกตรงกลางวัดที่อยู่ อันเป็นสถานที่ประชุมของชนอันมาก พึงผูกในโอกาสอันสงัด ที่สุดท้ายวัดที่อยู่ (ดูภาพที่ ๓๕)
ในวัดที่ยังไม่ได้สร้าง พึงกะที่ไว้สำหรับวัตถุทั้งปวง มีต้นโพธิ์และเจดีย์เป็นต้นไว้แล้ว เมื่อประดิษฐานวัตถุทั้งหลายเสร็จแล้ว ขัณฑสีมาจะอยู่ในท้ายสุดของวัดอันสงัดที่สุด ขัณฑสีมานั้นโดย กำหนดอย่างต่ำที่สุด จุภิกษุได้ ๒๑ รูปเป็นใช้ได้ ย่อมกว่านั้นใช้ไม่ได้ ที่ใหญ่แม้จุภิกษุจำนวน ๑๐๐๐ ก็ใช้ได้
เมื่อจะผูกสีมานั้น พึงวางศิลาที่ควรเป็นนิมิตได้ ไว้โดยรอบโรงที่จะผูกสีมานั้น แล้วพึงผูกเถิด
ถามว่า เพราะเหตุไรจึงให้วางศิลาเป็นนิมิต
ตอบว่า เพราะต้นไม้เป็นต้นนั้นจะอยู่ในที่ต้องการนั้นหาได้ยาก
อนึ่ง ต้นไม้และจอมปลวกนั้น ครั้นเจริญขึ้นแล้วจะทำให้สีมาทั้งสอง คือขัณฑสีมากับมหาสีมาเจือกัน แต่ศิลานั้นไม่เจริญขึ้นคู่เหมือนต้นไม้และจอมปลวก
เพราะ ก้อนศิลานั้นจะวางไว้ที่ใดๆ ก็ทำได้ง่าย
อย่ายืนอยู่ในขัณฑสีมาผูกมหาสีมา
อย่ายืนอยู่ในมหาสีมา ผูขัณฑสีมา
แต่ต้องยืนอยู่เฉพาะในขัณฑสีมา ผูกขัณฑสีมา ต้องยืนอยู่เฉพาะในมหาสีมา ส่วน กรรมวาจาใช้เหมือนกัน ทั้งมหาสีมาและขัณฑสีมา
หมายเหตุ
คำว่าจุภิกษุได้ ๒๑ รูป หมายความว่า จุภิกษุได้ ๒๑ รูป ซึ่งรวมภิกษุผู้ควรแก่กรรมด้วย เพราะสังฆกรรม เป็นกิจที่ต้องทำด้วยสงฆ์ “วีสติวรรค” เป็นอย่างยิ่ง และคำนี้กล่าวตามจำนวนภิกษุที่นั่งทำสังฆกรรมจำนวนอย่างต่ำ ที่สุด
วิธีผูกสีมาสองชั้น
วิธีผูกสีมา ๒ ชนิดนั้นทำดังนี้ พระวินัยธรจึงถามและกำหนดนิมิตเป็นต้นว่า ศิลานั้นเป็นนิมิต โดยรอบแดนขัณฑสีมา ตามนัยที่กล่าวมาแล้วนั้น พึงผูกขัณฑสีมาด้วยกรรมวาจา ลำดับนั้นจึงทำ อวิปปวาสกรรมวาจาซ้ำลง เพื่อทำขัณฑสีมานั้นแลให้มั่นคง จริงอยู่ เมื่อทำอย่างนั้นแล้ว ภิกษุทั้งหลายผู้มาด้วยคิดว่า เราทั้งหลายจักถอนสีมา จักไม่อาจถอนได้ ครั้นสมมติขัณฑสีมาแล้ว พึงวางศิลา เครื่องหมาย สีมันตริกไว้ภายนอก สีมันตริกนั้น ว่าโดยส่วนแคบที่สุดประมาณ ๔ นิ้ว ก็ควร ก็ถ้าว่าวัด ที่อยู่ใหญ่ ควรผูกขัณฑสีมาไว้ ๒ แห่งก็ได้ ๓ แห่งก็ได้เกินกว่านั้นก็ได้
ครั้นสมมติขัณฑสีมาอย่างนั้นแล้ว ในเวลาจะสมมติมหาสีมา พึงออกจากขัณฑสีมา ยืนอยู่ใน มหาสีมากำหนดศิลาเครื่องหมายสีมามันตริก เดินวนไปโดยรอบ ลำดับนั้นจึงกำหนดนิมิตทั้งหลายที่ เหลือแล้วอย่าละหัตถบาสกัน พึงสมมติสมานสังวาสกสีมาด้วยกรรมวาจา แล้วทำอวิปปวาสกรรมวาจาสีมาซ้ำอีก เพื่อทำมหาสีมานั้นให้มั่นคง จริงอยู่ เมื่อทำอย่างนั้นแล้ว ภิกษุทั้งหลายผู้มาด้วยคิด ว่า เราทั้งหลายจักถอนสีมา จักไม่สามารถถอนได้ อนึ่ง ครั้นกำหนดนิมิตแห่งขัณฑสีมาแล้ว ลำดับนั้น จึงกำหนดนิมิตที่สีมันตริก แล้วกำหนดนิมิตแห่งมหาสีมา
เมื่อกำหนดนิมิตใน ๓ สถานอย่างนี้แล้ว ปรารถนาจะผูกสีมาใด จะผูกสีมานั้นก่อน ก็ควร แม้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ควรผูกตั้งต้นแต่ขัณฑสีมาไปโดยนัยตามที่กล่าวแล้ว (ดูภาพที่ ๓๖)
ก็บรรดาสีมาทั้งหลายที่สงฆ์ผูกแล้วอย่างนั้น ภิกษุทั้งหลายผู้ยืนอยู่ในขัณฑสีมา ย่อมไม่ทำให้ เสียกรรมของเหล่าภิกษุผู้ทำสังฆกรรมในมหาสีมา หรือผู้ยืนอยู่ในมหาสีมา ย่อมไม่ทำให้เสียกรรมของ เหล่าภิกษุผู้ทําสังฆกรรมในขัณฑสีมา
อนึ่ง ภิกษุผู้ยืนอยู่สีมามันตริก ย่อมไม่ทำให้เสียกรรมของเหล่าภิกษุทั้ง ๒ พวกคือ ขัณฑสีมา และมหาสีมา แต่ย่อมทำให้เสียกรรมของเหล่าภิกษุผู้ทำสังฆกรรมอยู่ในตามเขต (คามสีมา) จริงอยู่ สีมามันตริกย่อมควบถึงคามสีมาด้วย
สีมาประเภทต่าง ๆ
อันที่จริงธรรมดาสีมานั้น ซึ่งภิกษุสงฆ์ผูกแล้วบนพื้นแผ่นดินอย่างเดียวเท่านั้น จึงจัดว่าเป็น อันผูกก็หามิได้ โดยที่แท้ สีมาที่ภิกษุสงฆ์ผูกไว้บนศิลาลาดก็ดี ในเรือนคือกุฎี ในที่เร้น ในปราสาท บนยอดเขา จัดว่าเป็นอันผูกแล้วเหมือนกัน
วิธีผูกสีมาบนศิลาดาด
เมื่อภิกษุสงฆ์จะผูกสีมาบนศิลาดาด อย่าสกัดรอยหรือขุดดังครกบนแผ่นหลังศิลานั้น ทำให้ เป็นนิมิต (การที่ไม่ให้สกัดรอยหรือขุดหลุมบนศิลาดาดนั้น เพราะว่ารอยหรือหลุม ไม่ได้นับเข้าใน นิมิต ๘ ประการดังกล่าว และจะเป็นเหตุให้สีมาวิบัติด้วย) ควรวางศิลาที่ได้ขนาดนิมิตแล้วกำหนดให้เป็นนิมิต สมมติด้วยกรรมวาจาในเวลาจบกรรมวาจา สีมายอมหยั่งลงไปถึงน้ำรองแผ่นดินเป็นที่สุด แม้ศิลาที่เป็นนิมิตนั้นจะไม่คงอยู่ที่เดิมก็ตาม ควรทำรอยให้ปรากฏโดยรอบ หรือสกัดเจาะศิลาที่มุมทั้ง ๔ หรือ จารึกอักษรไว้ว่า ตรงนี้เป็นแดนกำหนดสีมาก็ได้
ภิกษุบางพวกริษยาจุดไฟขึ้นด้วยคิดว่า เราจักเผาสีมาเสีย ย่อมไหม้แต่ศิลา สีมาหาไหม้ไม่ (ดูภาพที่ ๓๗)
วิธีผูกสีมาในกุฎี
เมื่อจะผูกในเรือนคือกุฎีเล่า อย่ากำหนดฝาเรือนเป็นนิมิต ควรวางศิลาเป็นนิมิตกะสถานที่ว่างพอจุภิกษุ ๒๑
รูปไว้ข้างในแล้วสมมติสีมาเถิด ร่วมในฝ่าเท่านั้น ย่อมเป็นสีมา (ดูภาพที่ ๓๘)
ถ้าร่วมในฝาไม่มีที่ว่างพอภิกษุได้ ๒๑ รูป ควรวางศิลานิมิตที่หน้ามุขก็ได้ แล้วสมมติสีมา(ดูภาพที่ ๓๙)
ถ้าแม้หน้ามุขนั้นไม่พอ ควรวางนิมิตทั้งหลายในที่ซึ่งน้ำตกจากชายคาภายนอก แล้วจึงสมมติสีมา ก็เมื่อสมมติสีมาอย่างนั้น เรือนคือกุฎีทั้งหมด เป็นอันตั้งอยู่ในสีมาแท้
วิธีผูกสีมาที่เร้น (ทึบ)
เมื่อจะผูกในกุฎีที่เร้นซึ่งมีฝา ๔ ด้านเล่า อย่ากำหนดฝาเป็นนิมิต ควรกำหนดแต่ศิลา เมื่อข้างในไม่มีที่ว่างพอ ควรวางนิมิตทั้งหลายไว้ที่หน้ามุขก็ได้ ถ้าหน้ามุขยังไม่พอ ควรวางศิลานิมิตทั้งหลายไว้ ในที่ซึ่งน้ำตกจากชายคา ในภายนอก แล้วกำหนดนิมิตสมมตสีมา เมื่อผูกอย่างนี้ ย่อมเป็นสีมาทั้ง ภายใน ทั้งภายนอกกุฎีที่เร้นนั่นแล (ดูภาพที่ ๔๑)
หมายเหตุ การที่มิให้กำหนดฝาหรือเสาเป็นนิมิต เพราะว่าฝาและเสามิได้อยู่ในนิมิต ๘ อย่างตามพุทธานุญาต จะเป็นเหตุให้สีมาวิบัติ
วิธีผูกสีมาบนปราสาท
เมื่อจะผูกบนปราสาทอยากำหนดฝาเป็นนิมิต พึงวางศิลาทั้งหลายไว้ภายใน แล้วสมมติสมเถิด (ดูภาพที่ ๔๒)
ถ้าภายในปราสาทไม่พอ พึงวางศิลาทั้งหลายไว้ที่หน้ามุข แล้วสมมติสีมาเถิด สีมาที่สมมติอย่างนี้ ย่อมอยู่เฉพาะบนปราสาทเท่านั้น ไม่หยั่งลงไปถึงข้างล่าง (ดูภาพที่ ๔๓)
แต่ถ้าปราสาทที่ทำบนรอดที่ร้อยในเสามากต้น ฝาชั้นล่างสูงขึ้นไปเนื่องเป็นอันเดียวกับไม้รอดนั้น โดยการที่มีร่วมในแห่งนิมิตทั้งหลายสีมายอมหยั่งลงถึงภายใต้ชั้นล่าง (ดูภาพที่ ๔๔)
ถ้าวางศิลาทั้งหลายในที่ เป็นต้นว่า กระดานเรียงอันยื่นออกไปจากฝาปราสาทแล้วผูกสีมา ฝาปราสาทย่อมอยู่ภายในสีมา ส่วนการที่สีมานั้นจะหยั่งลงถึงภายใต้หรือไม่ พึงทราบตามในที่กล่าวแล้ว นั้นแล (ดูภาพที่ ๔๕)
วิธีผูกนิมิตใต้ปราสาท
เมื่อจะกำหนดนิมิตภายใต้ปราสาท อย่ากำหนดฝาและเสาไม้เป็นนิมิต แต่จะกำหนดเสาศิลา ซึ่งยึดติดกับฝาไว้ควรอยู่ สีมาที่กำหนดอย่างนี้ ย่อมมีเฉพาะร่วมในแห่งเสาริมโดยรอบของภายใต้ปราสาท (ดูภาพที่ ๔๖)
หมายเหตุ สีมาประเภทนี้จะใช้ได้เฉพาะชั้นล่างอย่างเดียว
แต่ถ้าผ่าภายใต้ปราสาทเป็นของเนื่องถึงพื้นชั้นบน สีมาย่อมขึ้นไปถึงชั้นบนปราสาทด้วย (ดูภาพ ๔๗)
หมายเหตุ สีมาประเภทนี้ใช้ได้ทุกชั้นของปราสาท
ถ้าทำนิมิตในที่ซึ่งน้ำตก จากชายคานอกปราสาท ปราสาททั้งหลังตั้งอยู่ในสีมาโดยรอบ(ดูภาพที่ ๔๘)
วิธีผูกสีมาบนยอดเขา
ถ้าพื้นบนยอดเขาเป็นที่ควรแก่โอกาสพอจุภิกษุ ๒๑ รูป ผูกสีมาบนพื้นนั้น อย่างเดียวกันที่ผูกบนศิลาดาดนั่นแล แม้ภายใต้ภูเขาสีมาย่อมหยั่งลงไปถึงน้ำรองแผ่นดินโดยกำหนดนั้นเหมือนกัน (ดูภาพที่ ๔๙)
แม้บนภูเขาที่มีสัณฐานดังโคนต้นตาลเล่า สีมาที่ผูกไว้ข้างบน ย่อมหยั่งลงไปถึงข้างล่าง เหมือนกัน (ดูภาพที่ ๕๐)
ส่วนภูเขาใดมีสัณฐานดังดอกเห็ด ข้างบนมีที่พอจุภิกษุได้ ๒๑ รูปข้างล่างไม่พอ สีมาที่ผูกบนภูเขานั้นไม่หยั่งลงไปข้างล่าง (ดูภาพที่ ๕๑)
ภูเขามีสัณฐานดังตะโพน หรือมีสัณฐานดังบัณเฑาะว์ก็ตามที ข้างล่างหรือตรงกลางแห่งภูเขาใด ไม่มีพื้นที่เท่าตัวสีมา สีมาที่ผูกบนภูเขานั้น ไม่หยั่งลงถึงข้างล่าง (ดูภาพที่ ๕๒)
ส่วนภูเขาใดมี ๒ ยอดตั้งอยู่ใกล้กัน บนยอดแม้อันหนึ่งไม่พอเป็นประมาณแห่งสีมา ควรก่อ หรือถมตรงระหว่าง แห่งยอดภูเขาทั้ง ๒ นั้นให้เต็ม ทำให้เนื่องเป็นพื้นเดียวกันแล้วจึงสมมติสีมาข้าง บนนั้น (ดูภาพที่ ๕๓)
ภูเขาลูกหนึ่งคล้ายพังพาน เบื้องบนภูเขานั้นผูกสีมาได้ เพราะมีโอกาสได้พอประมาณเป็นสีมา ถ้าภายใต้ภูเขานั้น มีเงื้อมอากาศ สีมาไม่หยั่งลงไปถึง (ดูภาพที่ ๕๔)
แต่ถ้าตรงกลางเงื้อมอากาศนั้นมีศิลาโพรงเท่าขนาดสีมา สีมาย่อมหยั่งลงไปถึงและศิลานั้น เป็นของตั้งอยู่ในสมาแท้ (ดูภาพที่ ๕๕)
แต่ถ้าศิลาโพรงไม่จรดพื้น ห้อยลอยกลางอากาศ สมาย่อมไม่หยั่งลงไป (ดูภาพที่ ๕๖)
ถ้าแม้ฝาแห่งที่เร้นภายใต้ภูเขานั้นตั้งจรดถึงส่วนยอด สีมายอมหยั่งถึงทั้งข้างล่าง และข้างบน ย่อมเป็นสีมาหมด (ดูภาพที่ ๕๗)
ถ้าที่เร้นเล็กเกินไป ไม่ได้ขนาดกับสีมา สีมาย่อมมีเฉพาะข้างบนเท่านั้น ไม่หยั่งลงถึงข้างใต้ (ดูภาพ ๕๘)
ถ้าภูเขามีสัณฐานดังพังพานงูนั้น พังตกลงไปเองครึ่งหนึ่ง ถ้าแม้ได้ประมาณเพียงพอ สีมาส่วนที่ตกลงไปภายนอกไม่เป็นสีมา ส่วนที่ไม่ได้ตกลงไปเป็นสีมาเหมือนเดิม (ดูภาพที่ ๕๙)
ถ้าขัณฑสีมาเป็นที่ลุ่มต่ำ พูนดินถมขึ้นให้สูงอีก แม้ว่าจะถมดินให้สูงขนาดไหน ก็คงยังเป็นสีมาเหมือนเดิม (ดูภาพที่ ๖๐)
ชนทั้งหลายพากันมาสร้างบ้านเรือนอยู่ในเขตสีมา แม้บ้านเรือนหลังนั้น ก็ตั้งอยู่ในสีมาโดยแท้ (ดูภาพที่ ๖๑)
ถึงแม้มีคนมาขุดสระน้ำในบริเวณสีมา สระน้ำที่ขุดนั้นก็คงเป็นสีมาอยู่ดี (ดูภาพที่ ๖๒)
หน้าน้ำหลากไหลท่วมบริเวณสีมา ไม่สามารถกระทำสังฆกรรมได้สะดวก พึงผูกแคร่ทำสังฆกรรมในน่านน้ำนั้นก็ควร (ดูภาพที่ ๖๓)
ภายใต้สีมามีอุโมงค์และน้ำ มีภิกษุผู้มีฤทธิ์นั่งอยู่ในแม่น้ำนั้น ถ้าแม่น้ำมีอยู่ก่อน สีมาผูกทีหลัง ภิกษุนั้นไม่ทำกรรมให้เสีย เพราะแม่น้ำนั้นเป็นสีมาแผนกหนึ่งคือ อุกทุกเขปสีมา
ถ้าผูกสีมาก่อน แม่น้ำเกิดขึ้นภายหลัง ภิกษุรูปนั้นยังกรรมให้เสีย เพราะอุโมงค์นั้นเป็น พัทธสีมาอยู่ก่อนแล้ว แม่น้ำไหลผ่านมาทีหลัง ย่อมไม่ทำให้สีมานั้นเสียไป
อนึ่งภิกษุผู้สถิตอยู่ ณ ภายใต้พื้นแผ่นดิน ย่อมยังกรรมให้เสียเหมือนกัน (ดูภาพที่ ๖๔)
เมื่อต้นไทรมีอยู่ในเขตขัณฑสีมา กิ่งของต้นไทรนั้น หรือย่านไทรที่ยื่นออกนอกเขต จรดพื้นแห่งเขตมหาสีมา หรือจรดต้นไม้ที่เกิดในมหาสีมานั้น พึงชำระมหาสีมาให้หมดจดแล้วจึงกระทำวินัยกรรม หรือจะตัดกิ่งไทร หรือย่านไทรเหล่านั้น มิให้จดกัน หรือเกี่ยวพันกัน ก็ใช้ได้ แม้ต้นไทรหรือย่านไทรเป็นต้นที่เกิดในเขตมหาสีมา ถ้าเกี่ยวพันกับขัณฑสีมา ก็ให้กระทำตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล (ดูภาพที่ ๖๕)
หากเมื่อสงฆ์กำลังทำสังฆกรรมในขัณฑสีมา มีภิกษุบางรูปนั่งอยู่บนกิ่งไม้ที่ทอดอยู่บนอากาศ เท้าของเธอ หรือชายสบงจีวรของเธอ จรดถึงภาคพื้น ไม่ควรทำสังฆกรรม แต่ถ้าให้เธอยกเท้าทั้ง ๒ และสบงจีวรนั้นขึ้นเสียแล้ว ทำกรรม ควรอยู่ (ดูภาพที่ ๖๖)
อาจารย์บางพวกมีความเห็นต่างกันว่า ให้ภิกษุยกเท้าหรือสบงจีวรขึ้นแล้วทำสังฆกรรมใน ขัณฑสีมานั้นไม่ควร จะต้องนำมาเข้าหัตถบาส แม้มีภูเขาสูงตั้งอยู่ภายในสีมา มีภิกษุอยู่บนยอดเขาก็ต้องนำมาในหัตถบาส หรือมีภิกษุผู้มีฤทธิ์อยู่ในภูเขานั้น ก็ต้องนำเธอมาในหัตถบาสเหมือนกัน
(โปรดติดตามตอนที่สาม)



































แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ