สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
ประเภทแห่งวิสุทธิ
ในวิปัสสนากรรมฐาน มีการสงเคราะห์วิสุทธิ 7 ประเภท คือ ศีลวิสุทธิ 1
จิตตวิสุทธิ 1 ทิฏฐิวิสุทธิ 1 กังขาวิตรณวิสุทธิ 1 มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ 1 ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ 1 ญาณทัสสนวิสุทธิ 1
วิสุทธิธรรมทั้งหลาย มีศีลเป็นต้น ชื่อว่า วิสุทธิ เพราะบริสุทธิ์ คือ หมดจดจากธรรมอันเป็นเครื่องมัวหมอง คือ ตัณหาและทิฏฐิ โดยไม่แปลกกัน คือ ไม่ถือเอาวิสุทธิธรรมโดยการปฏิบัติเพื่อจะเอาบุญ(ตัณหา)เอาภพชาติ(ทิฏฐิ) มี การได้เกิดเป็นเทวดาเพราะเล็งเห็นว่าเที่ยงยั่งยืนเป็นต้น แต่เพื่อการละกิเลสอันเป็นเหตุให้หลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์(สัมมาทิฏฐิ)
โดยแปลกกัน
1.จตุปาริสุทธิศีล
1.1ปาติโมกขสังวรศีล บริสุทธิ์ด้วยเทศนา(การแสดงอาบัติตามสมควรแก่อาบัติ)
1.2 อินทรียสังวรศีล บริสุทธิ์ด้วยความสัมรวม อันได้แก่สติที่ปิดกั้นทวารที่เป็นอินทรีย์ 6
1.3 อาชีวปาริสุทธิศีล บริสุทธิ์ด้วยการแสวงหาปัจจัยตามที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ หรือ เป็นอาชีวะที่มิได้สำเร็จด้วยอเขนสนา(การแสวงหาที่ไม่สมควร) มีการแสร้งปฏิเสธปัจจัยเป็นต้น รวมทั้งไม่อิงอาศัยกายทุจริต วจีทุจริตแสวงหา
1.4 ปัจจยสันนิสืตตศีล บริสุทธิ์ด้วยการพิจารณาประโยชน์ของปัจจัย 4 ตามความเป็นจริงก่อนใช้สอย
2. จิตตวิสุทธิ
สมาธิ ชื่อว่า " จิต " เพราะมีความหมายว่า " คิด " คือเพ่งอารมณ์ สมาธินี้นั่นแหละ ชื่อว่า " วิสุทธิ " เพราะเป็นเครื่องชำระจิตให้หมดจดจากนิวรณ์ เป็นต้น หรือเพราะหมดจดจากตัณหาและทิฏฐิ(โดยไม่แปลกกันกับวิสุทธิธรรมอี่น) เพราะความเป็นไปเพื่อพระนิพพาน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า จิตตวิสุทธิ ท่านฎีกาจารย์ ผู้รจนา อภิธัมมัตถวิภาวินีกล่าวว่า ในอภิธัมมัตถสังคหะระบุว่า " อุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ ชื่อ ว่า จิตตวิสุทธิ " นี้นั้น
เพราะท่านหมายเอาจิตตวิสุทธิของพระโยคาวจรผู้เป็นสมถยานิก(มีสมถะเป็นยาน)เป็นสำคัญ พึงทราบว่า แม้ขณิกสมาธิของพระโยคาวจรผู้เป็นวิปัสสนายานิก(มีวิปัสสนาเป็นยาน) ก็เป็นจิตตวิสุทธิได้ โดยเกี่ยวกับการใช้เป็นบาทเกิดขึ้นแห่งวิปัสสนาญาณทั้งหลาย แม้ท่านฏีกาจารย์ผู้รจนาปรมัตถมัญชุสา(วิสุทธิมรรคมหาฎีกา)ก็ได้กล่าวไว้แล้วว่า " น หิ ขณิกสมาธึ วินา วิปสฺสนา สมฺภวติ( มหาฎีกา 113)-เป็นความจริงว่า เว้นขณิกสมาธิเสีย วิปัสสนาหาเกิดได้ไม่ "
3. ทิฏฐิวิสุทธิ
การกำหนดถือเอานามรูปโดยเกี่ยวกับลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐานได้ เป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริงว่ามีแต่นามและรูปเท่านั้น อัตตาหามีไม่ จึงเป็นสัมมาทิฏฐิที่บริสุทธิ์จากอัตตานุทิฏธิ ซึ่งก็คือ นามรูปปริเฉทญาณนั่นเอง
4. กังขาวิตรณวิสุทธิ
การกำหนดถือเอาปัจจัยแห่งนามและรูปเหล่านั้นนั่นแหละได้ เป็นเหตุให้ข้ามพ้นความสงสัยจากมลทิน คืออเหตุกทิฏฐิ(ความเห็นผิดว่าไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย) และทิฏฐิที่อ้างเหตุไม่เหมาะสมกับผล ซึ่งก็คือปัจจยปริคคหญาณนั่นเอง
5. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
การกำหนดได้ซึ่งลักษณะที่เป็นมรรค(เป็นทาง) โดยอาศัยธรรมอันเป็นข้าศึก คือ วิปัสสนูปกิเลส 10 อย่าง มี โอภาส(แสงสว่าง) 1 ปีติ(ความอิ่มเอิบใจ) 1 ปัสสัทธิ(ความสงบความกระวนกระวายแห่งกายและจิต) 1 อธิโมกข์(ความปักใจเชื่อ) 1ปัคคหะ(ความเพียร) 1 สุข(สุขเวทนาทางใจ) 1 ญาณ(วิปัสสนาญาณ) 1
อุปัฏฐานะ(สติที่เข้าไปตั้งไว้) 1 อุเบกขา(ตัตรมัชฌัตตุเบกขาและอาวัชชนุเบกขา) 1 นิกันติ(ความใคร่) 1 โดยหลุดพ้นจากมลทิน คือ วิปัสสนูปกิเลส (ความหม่นหมองของวิปัสสนา) 10 อย่างว่าเป็นทาง ไตรลักษ์เท่านั้นเป็นทาง ความบริสุทธิ์หมดจดเช่นนี้ ก็ คือ อุทยัพพยญาณที่ถึงความแก่กล้านั้นเอง
6. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ
ก็คือวิปัสสนาญาณ 9 ญาณที่หลุดพ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึกได้หมดแล้ว มุ่งดำเนินสู่ไตรลักษ์ ตามลำดับญาณ คือ 1. อุทยัพพยญาณ ญาณเห็นการเกิดดับของนามรูป 2.ภังคญาณ ญาณที่ ญาณที่ปล่อยความเกิดเสียตามเพ่งเพียงความดับไป 3.ภยญาณ ญาณที่ตามเพ่งแ ต่อาการที่น่ากลัว ดุจสัตว์ร้าย มี ราชสีห์เป็นต้น ที่ปรากฏด้วยความดับไปแห่งนามรูป
4. อาทีนวญาณ ญาณที่ตามเพ่งอาการที่เป็นโทษ ดุจเรือนที่ถูกไฟไหม้แห่งนามรูปทั้งหลายตามที่เห็นว่ามีภัยอย่างนั้น
5. นิพพิทาญาณ อันเป็นไป โดยเกี่ยวกับความเบื่อหน่ายในนามรูปทั้งหลาย ที่ได้เห็นแล้ว
6. มุจจิตุกัมยตาญาณ(มุญจิตุกัมยตาญาณ) ที่เป็นไปด้วยอำนาจความต้องการจะพ้นจากธรรมอันมีในภูมิ 3 ที่น่าเบื่อหน่ายเหล่านั้น
ดุจสัตว์ทั้งหลาย มีปลาเป็นต้น ที่ต้องการจะพ้นจากแห เป็นต้น
7. ปฏิสังขาญาณ ที่เป็นไปด้วยอำนาจการพิจารณา ซ้ำๆซากๆในสังขารทั้งหลายที่ได้เห็นโทษ เบื่อหน่ายแล้ว อันเป็นการทำอุบายเพื่อความหลุดพ้นให้ถึงพร้อม ดุจกาประจำเสากระโดงเรือ ที่คอยบินละเสาเพื่อเสาะหาฝั่งอยู่เรื่อยๆ
8. สังขารุเบกขาญาณ ที่เป็นไปโดยอาการวางเฉยในสังขารทั้งหลายที่ได้เห็นโทษแล้วเหล่านั้น ดุจบุรุษผู้เห็นโทษในภรรยา แล้ววางเฉยในภรรยาได้
9. อนุโลมญาณ กล่าวคือสัจจานุโลมิกญาณ(ญาณที่รู้อนุโลมต่อสัจจะ) ที่เป็นไปก่อนหน้าโคตรภู ในมัคควิถีอันอนุโลมต่อวิปัสสนา 8 ญาณ ที่เป็นไปเบื้องต่ำ โดยภาวะที่เป็นไปตามการเห็นแจ้งไตรลักษ์ที่คล้อยตามกันเพื่ออนุโลมต่อโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ ที่พึงบรรลุในเบื้องบน คือในขณะแห่งมรรคญาณนั้นเอง ความบริสุทธิ์หมดจดจากความเยื่อใยนามรูปด้วยอาการของญาณทั้ง 9 ตามที่กล่าวนี้แหละ คือ วิสุทธิในข้อนี้
7. ญาณทัสสนวิสุทธิ
ก็เมื่อพระโยคีนั้นปฏิบัติอยู่อย่างนี้ วิปัสสนาจิต 2-3 ขณะ ย่อมปรารภเอาลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้นอย่างใดอย่างใดหนึ่งเป็นไป โดยชื่อว่า บริกรรม อุปจาระ และ อนุโลม ในลำดับแห่งมโนทวาราวัชชนะที่อาศัยความสุกงอมแห่งวิปัสสนาเกิดขึ้น ตัดภวังค์ที่พึงกล่าวได้ว่า " อัปปนาจักเกิดขึ้นในบัดนี้ละ " คือเป็นวิปัสสนาที่ถึงยอดอันท่านเรียกว่า สานุโลมาสังขารุเบกขา หมายถึงเป็นวุฏฐานคามินี เพราะสิ้นความเยื่อใยในสังขารธรรมได้หมด สังขารุเบกขาญาณนี้ จึงดำเนินสู่มัคควิถีได้ ต่อจากนั้นไปโคตรภูจิตย่อมหน่วงเหนี่ยวเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นไปครอบงำโคตรปุถุชน และทำโคตรอริยะให้เกิดขึ้น ในลำดับแห่งโคตรภูนั่นเอง มรรคย่อมหยั่งลงสู่อัปปนาวิถี โดยเกี่ยวกับเป็นการเจริญมรรคสัจจะ กำหนดรู้อยู่ซึ่งทุกขสัจจะ ละอยู่ซึ่งสมุทัยสัจจะ กระทำให้แจ้งอยู่ซึ่งนิโรธสัจจะ กิจของอริยสัจจะทั้ง 4 เสร็จสมบูรณ์พร้อมกันได้ในมรรคญาณเพราะบริสุทธิ์หมดจดจากความเยื่อใยในสังขารธรรมนี่เอง ท่านเรียกว่า"ญาณทัสสนวิสุทธิ " ต่อจากนั่นไป ผลจิต 2-3 ย่อมเป็นไปแล้วก็ดับไป
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็คือการสงเคราะห์วิสุทธิ 7 เข้ากับวิปัสสนาญาณทั้งสิ้นนั่นแล(วิสุุทธิมรรค, มหาฎีกา, อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา,นิสสยะอักษรปัลลวะ,อักษสิงหล)

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ