Sompob Sanguanpanich
#นานาสาระพระคัมภีร์
อุตตริมนุสสธรรม
เรียบเรียงโดย สมภพ สงวนพานิช
***
คำนี้มีมาในพระไตรปิฎกภาษาบาลี ว่า อุตฺตริมนุสฺสธมฺม
มีคำแปลในพระไตรปิฎกภาษาไทย ธรรมอันยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์
นอกจากจะแปลว่า ธรรมอันยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์แล้ว ยังสามารถแปลว่า ธรรมของมนุษย์ผู้ยิ่งคือสูงส่งกว่ามนุษย์ทั้งหลายอีกด้วย
ทั้ง ๒ คำแปลนั้น มีที่มาอย่างไร
อุตฺตริมนุสฺสธมฺม นี้หากแยกบทภายในแล้ว จะแยกเป็น ๒ กรณี คือ
๑) แยกเป็น อุตฺตริ ธรรม ๑๐ ประการมีฌานเป็นต้นที่ยิ่ง + มนุสฺสธมฺม ธรรมของมนุษย์ทั่วไป.
๒) แยกเป็น อุตฺตริมนุสฺส มนุษย์ผู้ยิ่งหรือสูงส่งกว่ามนุษย์ทั่วไป + ธมฺม อธิคมธรรม ๑๐ ประการนั้น
กรณีแรก ธรรมของมนุษย์ คือ กุศลธรรมชั้นธรรมดา ที่ไม่จำต้องลงมือภาวนาให้เป็นกรณีพิเศษ คือ กุศลกรรมบถ ๑๐ ที่ตั้งอยู่เหมือนกับว่าได้มีอยู่แล้ว เพราะเพียงมนุษย์ทั่วไปตั้งใจว่าจะกระทำ ก็สำเร็จลงได้ ซึ่งถ้าเทียบกับธรรมอีกประเภทหนึ่งก็จะกลายเป็นกุศลที่เล็กกว่าเท่านั้น นั่นคือ มีกุศลใหญ่หรือดีกว่านี้.
อุตตริ ธรรมที่ยิ่งกว่า ได้แก่ ธรรม ๑๐ ประการ ที่ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ทั่วไปนั้นมี คือ
(๑) ฌาน ได้แก่ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน
(๒) วิโมกข์ ได้แก่ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ (หมายถึง อริยมรรค แม้ใน สมาธิ ก็นัยนี้)
(๓) สมาธิ ได้แก่ สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิตสมาธิ
(๔) สมาบัติ ได้แก่ สุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติ อัปปณิหิตสมาบัติ
(ทั้งหมดนี้ หมายถึง ผลสมาบัติที่พระอริยบุคคลจะพึงเข้าตามสมควรแก่ผลที่บรรลุ)
(๕) ญาณทัสสนะ ได้แก่ วิชชา ๓ กล่าวคือ ปุพเพนิวาสานุสสติ, ทิพพจักขุ, อาสวักขยญาณ.
(๖) มรรคภาวนา ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ที่เป็นโลกุตระ (ธรรมเหล่านี้มี ๒ คือ โลกิยะ เป็นบุพพภาคมรรค แต่ในที่นี้หมายเอาที่อยู่ในขณะแห่งมรรค หรือ เป็นองค์มรรค เป็นโลกุตระ)
(๗) การทำให้แจ้งซึ่งผล ได้แก่ การทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ฯลฯ การทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล
(๘) การละกิเลส กล่าวคือ ราคะ โทสะ โมหะ ด้วยอำนาจมรรคที่ ๓ และ ที่ ๔
(๙) ภาวะที่จิตปราศจากราคะ (ได้แก่ โลกุตรจิต)
(๑๐) ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่า ด้วยอำนาจฌานมีปฐมฌานเป็นต้น”
***
กรณีที่ ๒ อุตตริมนุสสธรรม ได้แก่ อธิคมธรรม (ธรรมเป็นที่บรรลุ) ของอุตริมนุษย์ อันได้แก่ พระอริยบุคคล จำพวกหนึ่ง และ บุคคลผู้ได้ฌาน อีกจำพวกหนึ่งซึ่งเป็นผู้สูงส่งกว่ามนุษย์ทั่วไป.
ธรรมที่เป็นของอุตตริมนุษย์ ๒ ประเภทนี้ ก็ได้แก่ ธรรม ๑๐ ประการ ข้างต้นนั้นนั่นเองเช่นกัน
ดังนั้น สรุปว่า ไม่ว่าจะพูดโดยแง่มุมใดๆ ธรรมที่เรียกว่า “อุตตริมนุสสธรรม” ก็ได้แก่ ธรรม ๑๐ มีฌานเป็นต้นนี้นั่นแหละ
*+*
พระพุทธเจ้าแนะว่า การจะได้อุตตริมนุสสธรรมนี้ ก็ต้องละทิ้งนิสัยที่เคยประพฤติกัน ๖ ประการ ให้ได้เสียก่อน จึงมีโอกาสทำให้เกิดได้ คือ
ความเป็นผู้มีสติเลอะเลือน ๑
ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ ๑
ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑
ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนะ ๑
ความโกหก ๑
การพูดเลียบเคียง ๑.
จะเห็นได้ว่า เพียงเบื้องต้นก็ต้องใช้ความพยายามอย่างแรงกว่าการทำกุศลกรรมบถมีปาณาติบาตเป็นต้นให้เกิดขึ้นแล้ว
ถ้ามีคำถามสอดมาว่า ธรรมของมนุษย์ผู้ยิ่งยวด ในพระไตรปิฎกมีคำกำกับเพิ่มอีกคำหนึ่งว่า
ภพฺโพ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อลมริยญาณทสฺสนวิเสสํ สจฺฉิกาตุํ แปลว่า ผู้ควรเพื่อรู้แจ้งญาณทัสนะพิเศษที่สามารถสร้างความเป็นอริยะ ซึ่งเป็นธรรมอันยิ่งของมนุษย์ ที่เป็น
นั่นก็แปลว่า เป็นธรรมชั้นดี ที่จะแปลงบุคคลธรรมดาให้เป็นคนวิเศษชั้นอริยะแล้ว สามารถสร้างความเป็นคนไม่ดี หรือ มีโทษได้ไหม
ตอบว่า ได้ ถ้าใช้ในทางที่ผิดก็กลายเป็นโทษ ซึ่งพระพุทธองค์ออกทั้งคำสั่งและมีทั้งคำสอนเตือนไม่ให้ใช้อุตริมนุสสธรรมนี้ คือ
๑. กรณีที่มีในตนแล้วแสดงออกไป ก็เป็นอาบัติขั้นปาจิตตีย์ (อาบัติชนิดมีความผิดชั้นที่ ๓ รองจาก ปาราชิก และ สังฆาทิเสส มีวิธีแก้โดยการแสดงให้เพื่อนสพรหมจารีได้รับรู้แล้วปฏิญาณตนว่าจะไม่ประพฤติผิดซ้ำอีก)
๒. กรณีที่ไม่มีในตนแล้วแสดงออกไปเพื่อจะอวดอ้างให้เกิดลาภสักการะ ก็จะต้องอาบัติปาราชิก (อาบัติหนักขั้นที่สุด ถึงกับต้องขาดจากความเป็นภิกษุ ไม่มีทางกลับคืนมาเป็นภิกษุอีกได้)
๓. กรณีที่ไม่มีในตนแล้วแสดงออกไปพระพุทธเจ้าตำหนิอย่างรุนแรงว่าเป็น“ยอดมหาโจร เพราะภิกษุนั้น ฉันก้อนข้าวของชาว แว่นแคว้น ด้วยอาการแห่งคนขโมย”
*-*
นานาสาระพระคัมภีร์
อุตตริมนุสสธรรม
จบ
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ