พระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท
ประวัติศาสตร์การสังคายนา (ตอนที่ ๑)
สังคายนา (สงฺคีติ) แปลว่า การรวบรวมแล้วสวด
หมายถึง การรวบรวมพระธรรมวินัยที่กระจัดกระจายกันเพราะพระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ในสถานที่ต่างๆ กันตามสมควรแก่เหตุเข้าเป็นหมวดหมู่แล้วสวด (วิมติ.๑/๑๒)
อธิบายว่า เป็นการนำเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงจำไว้มาแสดงในที่ประชุมสงฆ์ จากนั้นให้มีการซักถามกัน จนกระทั่งที่ประชุมลงมติว่าเป็นอย่างนั้นแน่นอน เมื่อได้มติร่วมกันแล้วในเรื่องใด ก็ให้สวดขึ้นพร้อมกัน การสวดพร้อมกันแสดงถึงการลงมติร่วมกันเป็นเอกฉันท์ และเป็นการทรงจำกันไว้เป็นแบบแผนต่อไป
#จุดประสงค์หลักของสังคายนา คือ รวบรวมพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคเพื่อธำรงรักษาไว้ไม่ให้สูญหายหรือวิปลาสคลาดเคลื่อนไป
ต่อไปก็จะได้กล่าวถึงสังคายนาครั้งต่างๆ ไปตามลำดับ :-
***สังคายนาครั้งที่ ๑ (อินเดีย)
• มูลเหตุ
เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ ๗ วัน พระแก่ชื่อ สุภัททะ กล่าวจ้วงจาบพระพุทธเจ้าและพระธรรมวินัย โดยกล่าวว่า “อาวุโส พวกคุณอย่าได้เศร้าโศก อย่าได้คร่ำครวญเลย พวกเราพ้นดีแล้วจากมหาสมณะนั้น ก็พวกเราถูกมหาสมณะนั้นเบียดเบียนอยู่ว่า ‘สิ่งนี้ควรแก่พวกเธอ สิ่งนี้ไม่ควรแก่พวกเธอ’ แต่บัดนี้ พวกเราจะทำ สิ่งที่พวกเราอยากทำ จะไม่ทำ สิ่งที่พวกเราไม่อยากทำ” (วิ.จูฬ.๗/๔๓๗/๒๗๔-๕) พระมหากัสสปะปรารภเหตุนี้จึงประชุมภิกษุทำสังคายนาขึ้น
• ประเด็นหลักของสังคายนาครั้งที่ ๑
- ทำหลังพุทธปรินิพพาน ๓ เดือน
- ภิกษุเข้าร่วม ๕๐๐ รูป
- ทำ ๗ เดือน
- ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหา กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ
- พระมหากัสสปะเป็นประธาน
(พระอุบาลีเป็นผู้ตอบพระวินัย,
พระอานนท์เป็นผู้ตอบพระสูตรและพระอภิธรรม)
- พระเจ้าอชาตศัตรูเป็นองค์อุปถัมภ์
(พระเจ้าอชาตศัตรู เป็นกษัตริย์ราชวงศ์หารยังกะ ครองราชย์ ๓๒ ปี หลังจากครองราชย์ได้ ๘ ปี จึงเริ่มนับ พ.ศ. ๑)
• จุดประสงค์
รวบรวมพระธรรมวินัยที่กระจายกันให้รวมกันเป็นหลักสำหรับจำไว้ปฏิบัติและอ้างอิง
• ผล
- ร้อยกรองพระธรรมวินัยเป็นหมวดหมู่ชัดเจนขึ้น
- ปรับความผิดพระอานนท์ ๕ เรื่อง (*ปรับความผิด มิใช่ปรับอาบัติ)
- ลงพรหมทัณฑ์พระฉันนะผู้ว่ายาก (ลงพรหมทัณฑ์ คือ การไม่ว่ากล่าวสั่งสอน จัดเป็นการลงโทษที่รุนแรงในศาสนานี้)
- ยอมรับมติสงฆ์ที่ว่า “#จักไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติไว้ #จักไม่เพิกถอนสิกขาบทที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้แล้ว #จักสมาทานประพฤติตามสิกขาบทที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้”
***พระปุราณะพร้อมคณะประมาณ ๕๐๐ รูป ไม่ยอมรับมติของคณะสงฆ์ผู้ทำสังคายนา กล่าวว่า “ที่สงฆ์ทำสังคายนานั้นก็ดีแล้ว แต่ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตามแต่ที่ได้ฟังมาจากพระผู้มีพระภาคเท่านั้น” ภายหลัง คณะของท่านนี้ได้เป็นจุดเริ่มของนิกายมหาสังฆิกะซึ่งเป็นต้นกำเนิดของนิกายมหายานในปัจจุบัน
พระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท
จิรํ ติฏฺฐตุ สทฺธมฺโม
ขอพระสัทธรรมจงดำรงมั่นตลอดกาลนาน
-----------//////-------------
ประวัติศาสตร์การสังคายนา (ตอนที่ ๒)
***สังคายนาครั้งที่ ๒ (อินเดีย)
• มูลเหตุ
พ.ศ. ๑๐๐ พวกพระวัชชีกลุ่มหนึ่ง ตั้งหลักการที่ขัดแย้งพระวินัย ๑๐ ข้อขึ้นปฏิบัติ มีข้อ นำเกลือที่เก็บไว้เป็นยาวชีวิกไปผสมกับอาหารฉันได้ เป็นต้นไปจนถึงข้อ รับเงินทองได้ พอพระยสะกากัณฑบุตรทราบเรื่องจึงรวมกลุ่มพระธรรมวาทีทำสังคายนาขึ้น
• ประเด็นหลักของสังคายนาครั้งที่ ๒
- ทำเมื่อ พ.ศ. ๑๐๐
- ภิกษุเข้าร่วม ๗๐๐ รูป
- ทำ ๘ เดือน
- ณ วาลิการาม กรุงเวสาลี แคว้นวัชชี
- พระสัพพกามีเป็นประธาน
<พระเถระสำคัญในครั้งนี้ คือ พระสัพพกามี พระเรวตะ พระสาฬหะ พระสัมภูตะสาณวาสี พระยสะกากัณฑบุตร พระขุชชโสภิตะ (๖ รูปนี้เป็นศิษย์พระอานนท์) พระวาสภคามี พระสุมนะ (๒ รูปนี้เป็นศิษย์พระอนุรุทธะ)>
- พระเจ้ากาลาโศกเป็นองค์อุปถัมภ์
(พระองค์เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ ๒ แห่งราชวงศ์สุสุนาค ครองราชย์ ๒๘ ปี สวรรคต พ.ศ. ๑๑๘)
• จุดประสงค์
- แก้ความขัดแย้งเรื่องการปฏิบัติพระวินัย โดยประชุมกันประกาศให้รู้ว่าทำอย่างไรผิดหรือถูกตามพระวินัยข้อไหน เป็นการฟื้นฟูการปฏิบัติที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยดั้งเดิม
***พวกพระวัชชีพากันทำสังคายนาบ้าง โดยมีพระร่วม ๑๐,๐๐๐ รูปและเรียกตนเองว่า มหาสังฆิกะ ตั้งแต่นั้น สงฆ์จึงมีการแยกเป็น ๒ นิกายอย่างชัดเจน คือ เถรวาท และ มหาสังฆิกะ
ระหว่าง พ.ศ. ๑๐๐-๒๐๐ มีการแยกเป็นนิกายใหญ่ ๑๘ นิกาย นิกายย่อย ๔๘๘ นิกาย แต่นิกายเหล่านี้ได้สาบสูญไปจากอินเดียจนหมดสิ้นหลังจากที่กองทัพมุสลิมเตอร์กรุกเข้ามาเมื่อ พ.ศ. ๑,๕๔๔-๑๕๖๙ (ค.ศ. 1001-1026) จนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ปัจจุบันคงเหลือแต่นิกายเถรวาทและมหายานที่ก่อกำเนิดมาจากนิกายมหาสังฆิกะเท่านั้น
ในคัมภีร์ทีปวงศ์ซึ่งเป็นพงศาวดารของลังกา (ทีปวํส.๔/๖๙-๙๒/๓๙-๔๒) ได้ประพันธ์คาถาไว้ว่า
สตฺตรส ภินฺนวาทา เอกวาโท อภินฺนโก
สพฺเพวฏฺฐารส โหนฺติ ภินฺนวาเทน เต สห
นิโครฺโธว มหารุกฺโข เถรวาทานมุตฺตโม
อนูนํ อนธิกญฺจ เกวลํ ชินสาสนํ
กณฺฑกา วิย รุกฺขมฺหิ นิพฺพตฺตา วาทเสสกา.
มีนิกายแตกออกไป ๑๗ นิกาย ที่ไม่แตกมีนิกายเดียว (คือเถรวาท) เมื่อรวมกันจึงมีทั้งหมด ๑๘ นิกาย
เถรวาทเท่านั้นเป็นนิกายที่ประเสริฐสุด เป็นคำสอนของพระชินเจ้าล้วนๆ ที่ไม่มีเพิ่มเติมและตัดทอน ประดุจดังต้นไทรใหญ่
ส่วนนิกายที่เหลือประดุจดังกาฝากซึ่งเกิดขึ้นที่ต้นไม้ ฉะนั้น
พระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท (Maha Silanunda)
จิรํ ติฏฺฐตุ สทฺธมฺโม
ขอพระสัทธรรมจงดำรงมั่นตลอดกาลนาน
--------///--------
ประวัติศาสตร์การสังคายนา (ตอนที่ ๓)
***สังคายนาครั้งที่ ๓ (อินเดีย)
• มูลเหตุ
สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช มีพวกเดียรถีย์ปลอมบวชกันมากพากันกล่าวบิดเบือนและประพฤติผิดพระธรรมวินัย ภิกษุสงฆ์จึงงดทำสังฆกรรมร่วมกับพวกเดียรถีย์เหล่านั้น ที่วัดอโศการาม ไม่มีการทำอุโบสถถึง ๗ ปี พระเจ้าอโศกมหาราชจึงได้อาราธนาพระโมคคลีบุตรติสสะมาและเรียนธรรมกับท่านอยู่ ๗ วันจนสามารถแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า อะไรไม่ใช่ ได้เรียกพวกเดียรถีย์ปลอมบวชเหล่านั้นเข้ามาแล้วทรงสอบถามลัทธิด้วยพระองค์เอง ทรงให้สึกออกไปถึง ๖๐,๐๐๐ รูป
• ประเด็นหลัก
- ทำเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔ (บางมติว่า ๒๑๘, ๒๓๖, ๒๓๘, ๒๔๗)
- ภิกษุเข้าร่วม ๑,๐๐๐ รูป
- ทำ ๙ เดือน
- ทำ ณ อโศการาม กรุงปาฏลีบุตร แคว้นมคธ
- พระโมคคลีบุตรติสสะเป็นประธาน
- พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นองค์อุปถัมภ์
(พระองค์เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ ๓ แห่งราชวงศ์เมาริยะ ครองราชย์ ๔๑ ปี <พ.ศ. ๒๑๘-๒๖๐>)
• ผล
- พระโมคคลีบุตรติสสะได้ยกเอาวาทะของนิกายต่างๆ ในสมัยนั้นมาวิพากย์เกือบ ๓๐๐ ข้อแล้วแต่งคัมภีร์กถาวัตถุขึ้น
- มีการส่งพระธรรมทูตออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ๙ สาย คือ
๑. พระมัชฌันติกะ
ไปที่ แคว้นกัศมีระและคันธาระ
(ปัจจุบันคือแคว้นแคชเมียร์และเขตหุบเขาเปศวาร์ ประเทศปากีสถาน)
แสดงอาสีวิโสปมสูตร บวชกุลบุตร ๑๐๐,๐๐๐ คน
๒. พระมหาเทวะ
ไปที่ มหิสสกมณฑลทางใต้แม่น้ำโคทาวารี
(ปัจจุบันคือรัฐไมซอร์ ภาคใต้ฝั่งตะวันตกของอินเดีย <อันธกรัฐ>)
แสดงเทวทูตสูตร บวชกุลบุตร ๔๐,๐๐๐ คน
๓. พระรักขิตะ
ไปที่ วนวาสีประเทศ (ปัจจุบันคือ แคว้นบอมเบย์)
แสดงอนมตัคคสูตร บวชกุลบุตร ๗๐,๐๐๐ คน
๔. พระโยนกธัมมรักขิตะ
ไปที่ อปรันตกชนบท
(ปัจจุบันอยู่ริมฝั่งทะเลอาระเบียนทิศเหนือของบอมเบย์)
แสดงอัคคิขันโธปมสูตร บวชกุลบุตร ๑,๐๐๐ คน กุลสตรี ๖,๐๐๐ คน
๕. พระมหาธัมมรักขิตะ
ไปที่ แคว้นมหาราษฎร์ (ปัจจุบันอยู่แถบปูนา ภาคตะวันตกใกล้กับบอมเบย์)
แสดงมหานารทกัสสปชาดก บวชกุลบุตร ๓๐,๐๐๐ คน
๖. พระมหารักขิตะ
ไปที่ โยนกประเทศ (ปัจจุบันคือ เอเชียกลาง <พวกเชื้อสายกรีก>)
แสดงกาฬการามสูตร บวชกุลบุตร ๑๐,๐๐๐ คน
๗. พระมัชฌิมะ พระกัสสปโคตตะ พระอฬกเทวะ พระทุนทุภิสสระ และพระสหัสสเทวะ
ไปที่ หิมวันตประเทศ (ปัจจุบันคือแถบเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล)
แสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร บวชกุลบุตร ๑๐๐,๐๐๐ คน
๘. พระโสณะและพระอุตตระ
ไปที่ สุวรรณภูมิ (ปัจจุบันคือเอเชียอาคเนย์ ได้แก่ พม่า ไทย)
แสดงพรหมชาลสูตร บวชกุลบุตร ๓,๕๐๐ คน
๙. พระมหินทะ พระอัฏฏิยะ พระอุตติยะ พระภัททสาละ พระสัมพละ และสามเณรสุมนะ
ไปที่ เกาะสิงหล (ปัจจุบันคือประเทศศรีลังกา)
***ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองแพร่หลายไปไกลที่สุดยิ่งกว่าสมัยใดๆ
(สมัยพุทธกาล พระพุทธศาสนาแพร่หลายอยู่ใน ๗ แคว้นเท่านั้น คือ มคธ โกศล วัชชี อังคะ วังสะ กาสี และอุชเชนี)
พระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท (Maha Silanunda)
จิรํ ติฏฺฐตุ สทฺธมฺโม
ขอพระสัทธรรมจงดำรงมั่นตลอดกาลนาน
------------//////------------
ประวัติศาสตร์การสังคายนา (ตอนที่ ๔)
***สังคายนาครั้งที่ ๔ (ศรีลังกา)
• มูลเหตุ
เพื่อให้ศาสนาดำรงมั่นในลังกาทวีป
• ประเด็นหลัก
- ทำเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘
- ภิกษุเข้าร่วม ๖๘,๐๐๐ รูป
- ทำ ๑๐ เดือน
- ณ ถูปาราม เมืองอนุราธบุรี
- พระมหินทะเป็นประธาน
- พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะเป็นองค์อุปถัมภ์
***บางมติไม่ยอมรับสังคายนาครั้งนี้ เพราะสาเหตุไม่ชัดเจนและเวลาห่างจากสังคายนาครั้งที่ ๓ ในอินเดียเพียงไม่กี่ปี
***สังคายนาครั้งที่ ๕ (ศรีลังกา)
(พม่านับเป็นสังคายนาครั้งที่ ๔)
• มูลเหตุ
พระเถระทั้งหลายเห็นว่าบ้านเมืองเกิดสงครามระส่ำระสายหลายครั้ง (*ประเทศศรีลังกาถูกพวกทมิฬผู้อยู่ทางตอนใต้ของอินเดียรุกรานและยึดครองได้หลายครั้ง ทั้งกษัตริย์ลังกายังมักรบราฆ่าฟันกันเอง) เกรงจะหมดผู้ทรงจำพระธรรมวินัย จึงร่วมกันทำสังคายนาเพื่อจารึกพระไตรปิฎกเป็นอักษรลงใบลาน
• ประเด็นหลัก
- ทำเมื่อ พ.ศ. ๕๕๐
- ภิกษุเข้าร่วม ๗๐๐ รูป
- ณ อาโลกเลณวิหาร ในมลัยประเทศ
- อธิบดีชนบทเป็นผู้อุปถัมภ์
(*สังคายนาครั้งที่ ๕ เป็นครั้งแรกที่ผู้ให้การอุปถัมภ์สังคายนามิใช่พระราชา)
• ผล
- #มีการจารึกพระไตรปิฎกทั้งหมดลงบนใบลานเป็นครั้งแรก
หมายเหตุ :-
*พม่านับการสังคายนาครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๔
*พระสงฆ์ลังกาแยกเป็น ๒ นิกาย คือ
มหาวิหาร และ อภัยคีรีวิหาร
(พระเจ้าวัฏฏคามินีอภัยทรงให้สร้างวัดอภัยคีรีวิหารถวายพระติสสะ เพราะระลึกถึงอุปการะที่พระติสสะเคยช่วยเหลือสมัยหนีภัยสงคราม ฝ่ายพระสงฆ์ฝ่ายมหาวิหารได้กล่าวโทษพระติสสะว่าคลุกคลีกับพวกคฤหัสถ์โดยไม่สมควรแล้วขับออกจากหมู่ ทำให้เกิดเป็น ๒ นิกายขึ้น)
*พ.ศ. ๗๕๒ สมัยพระเจ้าโวหารติสสะ พระสงฆ์นิกายอภัยคีรีวิหารรับลัทธิเวตุลยานมาประพฤติ (ลัทธิเวตุลยาน เป็นลัทธิที่หลงเหลือมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชในสังคายนาครั้งที่ ๓)
*พ.ศ. ๗๙๕ พระสงฆ์นิกายอภัยคีรีวิหารบางกลุ่มไม่เห็นด้วยจึงแยกตัวออกมาเป็นนิกายสาคระ (ตั้งตามชื่อพระสาคระผู้ก่อตั้งนิกาย) ต่อมาเรียกชื่อว่า นิกายเชตวันวิหาร แต่ต่อมานิกายนี้ก็ได้รับลัทธิเวตุลยานมาประพฤติด้วย
สรุปว่า พระสงฆ์ลังกาแยกเป็น ๓ นิกาย คือ
๑. มหาวิหาร (ฝ่ายเถรวาท)
๒. อภัยคีรีวิหาร (ฝ่ายอาจริยวาท)
๓. เชตวันวิหาร (ฝ่ายอาจริยวาท)
หมายเหตุ : ตั้งแต่นี้ไป นิกายอื่นจากเถรวาททั้งหมด จะใช้คำว่า อาจริยวาท
(เถรวาท คือ ผู้ยึดถือคำของพระเถระในครั้งปฐมสังคายนาอันว่าด้วยการไม่เพิกถอนสิกขาบทเป็นต้น
อาจริยวาท คือ ผู้ยึดถือคำของอาจารย์ของตนๆ)
พระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท
จิรํ ติฏฺฐตุ สทฺธมฺโม
ขอพระสัทธรรมจงดำรงมั่นตลอดกาลนาน
-------------//////-----------
ประวัติศาสตร์การสังคายนา (ตอนที่ ๕)
***สังคายนาครั้งที่ ๖ (ศรีลังกา)
• มูลเหตุ
พ.ศ. ๙๕๓ #ประเทศอินเดียเหลือแต่พระไตรปิฎก ขาดอรรถกถาเป็นต้น พระพุทธโฆสะจึงเดินทางมาเกาะลังกาและชักชวนให้พระสงฆ์ลังกาช่วยกันชำระสอบสวนพระไตรปิฎกพร้อมอรรถกถาและแปลจากภาษาสิงหลกลับเป็นภาษามคธแล้วจารึกลงใบลาน
• ประเด็นหลัก
- ทำเมื่อ พ.ศ. ๙๕๓ (บางมติว่า ๙๕๖)
- ทำ ณ โลหปราสาท เมืองอนุราธบุรี
- พระพุทธโฆสะเป็นประธาน
- พระเจ้ามหานามะเป็นองค์อุปถัมภ์
• ผล
- เกิดอรรถกถาใหม่ขึ้นเรียกว่า อภินวอรรถกถา
[***อรรถกถา คือ คำอธิบายพระไตรปิฎก #เริ่มมีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล โดยมีทั้งส่วนที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้เอง เรียกว่า พุทธสังวัณณิตะ และส่วนที่พระสาวกทั้งหลายอธิบายไว้ เรียกว่า อนุพุทธสังวัณณิตะ
ในสังคายนาครั้งนี้ อรรถกถา แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. โปราณอรรถกถา อรรถกถาเดิมที่พระมหินทะนำไปเผยแผ่ที่เกาะลังกาโดยภายหลังได้แปลเป็นภาษาสิงหลเพื่อหลีกเลี่ยงการกลืนจากลัทธินิกายอื่น
๒. อภินวอรรถกถา อรรถกถาใหม่ที่พระพุทธโฆสะเป็นต้นแปลและเรียบเรียงโปราณอรรถกถากลับเป็นภาษามคธเพื่อให้เผยแผ่ได้แพร่หลายในนานาประเทศ
*พระอรรถกถาจารย์ที่สำคัญๆ ได้แก่ พระพุทธโฆสะ, *พระพุทธทัตตะ และพระธัมมปาละ
(*พระพุทธทัตตะได้มาเกาะลังกาก่อนพระพุทธโฆสะ ท่านได้แต่ง ๔ คัมภีร์ คือ วินยวินิจฉัย อุตตรวินิจฉัย อภิธัมมาวตาร และพุทธวงศ์ เสร็จแล้วจึงเดินทางกลับอินเดียโดยสวนทางกับพระพุทธโฆสะผู้กำลังเดินทางไปเกาะลังกา <พระพุทธโฆสะแต่ง ๑๗ คัมภีร์>)]
พระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท (Maha Silanunda)
จิรํ ติฏฺฐตุ สทฺธมฺโม
ขอพระสัทธรรมจงดำรงมั่นตลอดกาลนาน
-------------/////-------------
ประวัติศาสตร์การสังคายนา (ตอนที่ ๖)
• พ.ศ. ๑๕๖๖ ทมิฬยึดลังกาได้ (ทมิฬ คือ พวกที่อยู่ทางตอนใต้ของอินเดีย มักข้ามมารบกับลังกาหลายครั้ง)
• พ.ศ. ๑๖๑๔ พระเจ้าวิชัยพาหุสิริสังฆโพธิยึดเมืองคืนได้ ตั้งเมืองโปลันนรุวะเป็นราชธานี (รวมตกเป็นประเทศราชอยู่ ๔๘ ปี)
***#เกาะลังกาขาดแคลนพระสงฆ์ พระราชาจึงทรงนิมนต์พระในอารัมณประเทศ (ประเทศรามัญ=มอญ) จำนวน ๒๐ รูปมาอุปสมบทให้กุลบุตรชาวสีหฬ
(ในสมัยนั้น แม้แต่ภิกษุในลังกายังหาแทบไม่ได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงภิกษุณีซึ่งตามหลักฐานทางคัมภีร์ฝ่ายเถรวาทนั้นขาดสูญไปนานแล้ว)
พระพุทธศาสนาในประเทศพม่า
• พ.ศ. ๑๕๘๗ ม่าน (พม่า) เลิกนับถือพุทธศาสนาแบบมหายานเปลี่ยนมาเป็นแบบเถรวาทตามรามัญ (มอญ) <พวกมอญนับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช> ในสมัยพระเจ้าอนุรุทธมหาราช โดยพระองค์ให้กำจัดพวกลัทธิมหายานแต่เดิมเสียทั้งหมด ให้มีแต่พระสงฆ์นิกายเถรวาท
***พม่า นับสังคายนาที่อินเดีย ๓ ครั้ง และในศรีลังกา ๑ ครั้ง (คือครั้งที่ ๕ ซึ่งมีการจารึกพระไตรปิฎกลงใบลาน) ส่วนครั้งที่ ๕ และ ๖ ของพม่า คือ
***สังคายนาครั้งที่ ๕ (พม่า)
- ทำเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔
- ภิกษุเข้าร่วม ๒,๔๐๐ รูป
- ทำ ๕ เดือน
- ทำ ณ เมืองมัณฑเล
- พระเจ้ามินดงเป็นองค์อุปถัมภ์
*#มีการจารึกพระไตรปิฎกลงบนหินอ่อน ๗๒๙ แผ่น
***สังคายนาครั้งที่ ๖ (พม่า)
- ทำเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗
- ทำ ณ มหาปาสาณคูหา ใกล้เมืองย่างกุ้ง
พระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท
จิรํ ติฏฺฐตุ สทฺธมฺโม
ขอพระสัทธรรมจงดำรงมั่นตลอดกาลนาน
-----------///////-----------
ประวัติศาสตร์การสังคายนา (ตอนที่ ๗)
***สังคายนาครั้งที่ ๗ (ศรีลังกา)
• มูลเหตุ
พ.ศ. ๑๖๙๖ พระเจ้าปรักกมพาหุทรงยกทัพไปยึดแคว้นทมิฬได้ ประสงค์จะทำนุบำรุงศาสนา จึงได้ทรงอาราธนาพระมหากัสสปะมาแล้วกำจัดพระอลัชชีเป็นอันมากและให้ทำสังคายนาขึ้น
• ประเด็นหลัก
- ทำเมื่อ พ.ศ. ๑๖๙๖
- พระมหากัสสปะเป็นประธาน
- พระเจ้าปรักกมพาหุเป็นองค์อุปถัมภ์
• ผล
- มีการแปลพระไตรปิฎกและอรรถกถาที่เป็นภาษามคธและสิงหลปะปนกันอยู่ออกเป็นภาษามคธจนครบ
***สังคายนาครั้งที่ ๘ (ครั้งที่ ๕ ในศรีลังกา)
• พ.ศ. ๑๗๕๗ ในสมัยที่ทมิฬครองเกาะลังกา พระเจ้าวิชัยพาหุที่ ๓ ครองเมืองทัมพนิยะในแคว้นมายาเป็นอิสระอยู่ ได้ให้ประชุมพระสงฆ์ทำสังคายนาขึ้นโดยมีพระสังฆรักขิตะและพระเมธังกรเป็นประธาน ทำ ณ วัดวิชัยสุนทราราม
***สังคายนาครั้งที่ ๙ (ครั้งที่ ๖ ในศรีลังกา)
• พ.ศ. ๑๘๐๙ พระเจ้าปัณฑิตปรักกมพาหุที่ ๓ ทรงยึดเมืองคืนจากพวกทมิฬได้ จึงให้ประชุมพระสงฆ์ทำสังคายนาขึ้นโดยมีพระอรัญญิกเมธังกรเป็นประธาน
พระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท (Maha Silanunda)
จิรํ ติฏฺฐตุ สทฺธมฺโม
ขอพระสัทธรรมจงดำรงมั่นตลอดกาลนาน
----------//////----------
#ประวัติศาสตร์การสังคายนา (ตอนที่ ๘)
#พระพุทธศาสนาในประเทศไทย
• พระพุทธศาสนาเข้ามาในสถานที่ที่เป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบันเป็นครั้งแรกตั้งแต่สมัยสังคายนาครั้งที่ ๓ คือสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายๆ อย่างมีศิลาจารึกเป็นต้น คาดว่า เป็นสมัยที่คนมอญอาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้ ไม่ใช่คนไทย
• ส่วนพระสงฆ์ที่เป็นต้นแบบของพระไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ได้แก่ พระสงฆ์ลังกา ซึ่งพระสงฆ์ลังกาวงศ์ที่เข้ามาถึงกรุงสุโขทัยในสมัยพระร่วง ได้เข้ามาในช่วงสังคายนาครั้งที่ ๕-๖ ในประเทศศรีลังกา ทั้งนำเอาลักษณะการกำหนดพระสงฆ์เป็นฝ่ายคามวาสี (พระบ้าน) และอรัญญวาสี (พระป่า) เข้ามาด้วย
***#การเข้ามาของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย กล่าวโดยสรุป แบ่งออกเป็น ๕ ยุค คือ
ยุคที่ ๑ #เถรวาทสายกรุงปาฏลีบุตร (สมัยสังคายนาครั้งที่ ๓ คือสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช)
ยุคที่ ๒ #อาจริยวาทสายกรุงศรีวิชัย
ยุคที่ ๓ #เถรวาทสายพุกาม (สมัยพระเจ้าอนุรุทธมหาราช)
ยุคที่ ๔ #เถรวาทสายลังกา (สมัยสังคายนาครั้งที่ ๗ คือสมัยพระเจ้าปรักกมพาหุ)
*พระลังกาวงศ์นี้เองที่เป็นวงศ์ของพระไทยฝ่าย #มหานิกาย ในปัจจุบัน
ยุคที่ ๕ #เถรวาทสายสีมากัลยาณีนิกาย (สมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)
*#พระธรรมยุติกนิกาย ในประเทศไทยสืบวงศ์มาจากสมณวงศ์สายสีมากัลยาณีนี้
นี่กล่าวแบบย่อๆ โอกาสหน้าอาจจะได้เล่าถึงแต่ละยุคแบบละเอียดต่อไป
***สังคายนาของพระสงฆ์สายเถรวาททั้งหมดมีเฉพาะครั้งที่ ๑-๓ ซึ่งทำในอินเดียเท่านั้น หลังจากสังคายนาครั้งที่ ๓ เมื่อพระพุทธศาสนาได้แผ่ไปในนานาประเทศแล้ว สังคายนาที่ทำในประเทศนั้นๆ ก็เป็นสังคายนาของพระสงฆ์สายเถรวาทเฉพาะประเทศ
*ไทย นับสังคายนาที่อินเดีย ๓ ครั้ง และในศรีลังกา ๔ ครั้ง (คือถึงครั้งที่ ๗) ส่วนครั้งที่ ๘ และ ๙ ของไทย คือ
***สังคายนาครั้งที่ ๘ (ไทย)
- ทำเมื่อ พ.ศ. ๒๐๒๐
- ทำ ๑ ปี
- ณ เมืองเชียงใหม่
- พระธัมมทินนะเป็นประธาน
- พระเจ้าศิริธรรมจักรวรรดิ์ดิลกราชเป็นองค์อุปถัมภ์
***สังคายนาครั้งที่ ๙ (ไทย)
- ทำเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
- สมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพนเป็นประธาน
- พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเป็นองค์อุปถัมภ์
หมายเหตุ :
พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ประเทศไทยหลายช่วงและหลายสาย มีทั้งเถรวาทและมหายานดังกล่าวแล้ว โอกาสหน้าอาจจะนำมากล่าวอย่างละเอียดขึ้นอีกที ครั้งนี้กล่าวแบบย่อๆ เพราะจะเน้นเฉพาะเรื่องสังคายนา
#จบประวัติศาสตร์การสังคายนา อนุโมทนากับทุกท่านที่ติดตามอ่านมาตั้งแต่ตอนแรก ที่นำมาโพสต์นี้ เป็นแบบย่อๆ เพื่อให้เหมาะแก่การโพสต์ ขนาดนั้นยังต้องแบ่งออกถึง ๘ ตอนจึงจบ โดยมีจุดประสงค์เพียงเพื่อให้พุทธบริษัทได้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาที่ควรรู้ไว้บ้างเท่านั้น เพราะเชื่อว่า เรื่องสังคายนานี้ แม้แต่ชาวพุทธเองก็มีผู้รู้เฉพาะกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น หวังว่า บทความเรื่องประวัติศาสตร์การสังคายนานี้จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่พุทธบริษัทได้บ้าง
--------------------------------
พระมหาภาคภูมิ สีลานนฺโท
จิรํ ติฏฺฐตุ สทฺธมฺโม
ขอพระสัทธรรมจงดำรงมั่นตลอดกาลนาน
ธมฺเม โหนฺตุ สคารวา
ขอชนทั้งหลายจงเป็นผู้มีความเคารพในพระธรรม
--------------//////---------------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ