ศึกษาเรื่องเดิม - ทำไมสังคมจึงต้องมีผู้นำ (๓)-จบ
----------------------------------------------
หรือถามให้เต็มคำ-ว่าทำไมไทยเราจึงต้องมีพระมหากษัตริย์?
ใครที่เห็นระบอบประชาธิปไตย-อันมีจุดเด่นอยู่ที่การเลือกตั้ง-มานานพอสมควร จะเห็นความจริงอย่างหนึ่ง นั่นคือ ที่เราปลอบใจกันว่า ผู้บริหารบ้านเมืองหรือผู้ได้อำนาจรัฐที่เราไม่ชอบ เราก็ทนไปแค่ไม่กี่ปีก็มีโอกาสเปลี่ยนตัวได้-นั้น ไม่ว่าจะเปลี่ยนกี่ครั้ง เราก็จะได้นักการเมืองที่มีลักษณะเหมือนเดิมทุกครั้ง คือ เข้ามาทำงานการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องเป็นหลัก
เพราะนักการเมืองที่มีให้เราเลือกล้วนแต่เป็นพันธุ์เดียวกันทั้งนั้น
หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลไทยด้วยคนหนึ่ง เขียนไว้ในหนังสือ พจนานุกรมการเมือง ว่า
.........................................................
นักการเมือง: ผู้ทำงานสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
.........................................................
(หมายเหตุ: ผมเคยอ่านหนังสือเล่มที่ว่านี้ ชื่อพจนานุกรม-หรือปทานุกรม-การเมือง อะไรทำนองนี้ ไม่แน่ใจ แต่แน่ใจว่าเป็นหนังสือที่ยกถ้อยคำภาษาเกี่ยวกับการเมืองขึ้นมาตั้ง แล้วให้คำจำกัดความทำนองเดียวกับพจนานุกรม ในช่วงเวลานั้น ดร.ภิญโญ สาธร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านประกาศว่าจะสร้างเสาธงหน้ากระทรวงศึกษาธิการให้สูงที่สุดในประเทศ หนังสือพจนานุกรมเล่มนั้นยกคำว่า “ภิญโญ” ขึ้นมาตั้ง แล้วให้คำจำกัดความว่า “สูงยิ่งขึ้นไปเหมือนเสาธงหน้ากระทรวงศึกษาธิการ” -อย่างนี้เป็นต้น คำจำกัดความคำว่า “นักการเมือง” ที่ผมยกมาว่า “ผู้ทำงานสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนตัว” นั้น อาจไม่ตรงตามนั้นทุกตัวอักษร แต่ใจความเป็นอย่างนั้นแน่นอน ตอนนี้ผมหาหนังสือพจนานุกรมการเมืองเล่มนั้นไม่ได้ ท่านผู้ใดเคยเห็น และสามารถหาได้ ช่วยบอกด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง)
.........................................................
นักการเมืองที่ทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างบริสุทธิ์จริงแท้ ไม่มีเลยหรือ?
มีครับ ไม่ใช่ไม่มี
แต่มีอย่างที่ภาษาบาลีเรียกว่า “อัพโพหาริก” คือมีก็เหมือนไม่มี (ineffective)
แล้วจุดอับที่สำคัญและฉกรรจ์มาก ๆ ของระบอบเข้ามาทำงานบริหารบ้านเมืองด้วยวิธีเลือกตั้งคืออะไร?
จุดอับก็คือ ระบอบนี้ไม่มีหลักการในการสร้างผู้บริหารบ้านเมืองที่ดี
หมายความว่า ระบอบนี้ตัดสินว่าใครจะได้เข้ามาบริหารบ้านเมืองก็ด้วยวิธีเลือกตั้ง คือตัดสินด้วยคะแนนที่อยู่ในหีบบัตรเลือกตั้ง ไม่ได้ตัดสินด้วยคุณธรรมของนักการเมืองผู้สมัครรับเลือกตั้ง
คุณสมบัติพื้นฐานของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เรากำหนดขึ้น ก็เป็นคุณสมบัติด้านกายภาพ เช่น อายุ วุฒิการศึกษา กับที่เกี่ยวด้วยกฎหมาย เช่น ไม่เคยต้องโทษในคดีอุกฉกรรจ์เป็นต้น ที่กำหนดเป็นคุณธรรมไว้บ้างก็เป็นเพียงภาพรวมหลวม ๆ กว้าง ๆ เช่น-ไม่มีความประพฤติเสียหายทางด้านศีลธรรม
ดูคุณสมบัติแล้ว ก็คือคุณสมบัติของประชาชนธรรมดาทั่วไปในสังคมนั่นเอง
ที่เป็นจุดอับสำคัญก็คือ เราไม่ได้กำหนดคุณธรรมของผู้ที่จะเข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองไว้ในคุณสมบัติของนักการเมือง
และที่เป็นจุดอับอย่างฉกรรจ์ก็คือ สังคมของเราไม่มีระบบสร้างบุคคลที่มีคุณธรรมเพื่อเตรียมเข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง
นักการเมืองที่เรียงหน้ากันเข้ามาให้เราเลือก และที่เราปลอบใจกันว่า-ไม่ชอบคนนี้เราก็ยังมีสิทธิ์เปลี่ยนตัวไปเลือกคนโน้น-นั้น ล้วนเป็นคนที่ไม่ได้เตรียมตัวมาตั้งแต่เกิดเพื่อจะเข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง
พูดกันตรง ๆ ก็คือ นักการเมืองของเราเป็นใครมาจากไหนก็ได้ คุณสมบัติสำคัญมีข้อเดียว คือมีความสามารถที่จะทำให้ตัวเองชนะการเลือกตั้ง-เท่านั้นพอ
.......................
เรามีความหวังกันว่า การศึกษาจะทำให้คนเป็นคนดี มีความสามารถ ซึ่งก็คือหวังว่า ถ้าเราจัดการให้คนของเราได้รับการศึกษา เราก็จะมีคนดีมีความสามารถเข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง
แต่การจัดการศึกษาและบริหารการศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเกิดการเบี่ยงเบนที่ไม่คาดคิด คือแทนที่จะเป็นการศึกษาเพื่อให้มีความรอบรู้ควรแก่ฐานะ ( = ความรู้) ทำได้ ทำเป็นตามแนวทางที่ศึกษามา ( = ความสามารถ) และใช้ความรู้ความสามารถเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม ( = คุณธรรม) ผลการศึกษาที่มุ่งหวังต้องการกลับกลายเป็นศักดิ์และสิทธิ์อันเกิดจากการสอบได้สอบผ่านตามกระบวนการศึกษา ใช้คำตามสำนวนของ วิทยากร เชียงกูล ก็คือ “กระดาษแผ่นเดียว”
.........................................................
ฉันเยาว์ฉันเขลาฉันทึ่ง
ฉันจึงมาหาความหมาย
ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว
- กลอนชื่อ “เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน” ของ วิทยากร เชียงกูล
.........................................................
สอบผ่านสอบได้ ทำให้ได้กระดาษแผ่นเดียว
กระดาษแผ่นเดียว ทำให้ได้ศักดิ์และสิทธิ์
ศักดิ์และสิทธิ์ทำให้ได้อะไร ๆ ที่ต้องการตามมา
สิ่งที่ปรากฏในปัจจุบันก็คือ นักเรียนนักศึกษาจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ “กระดาษแผ่นเดียว”
จึงปรากฏข้อเท็จจริงที่ว่า-มีการทำทุจริตในการสอบ ลักลอบข้อสอบ รับจ้างสอบ รับจ้างทำวิทยานิพนธ์ ลอกวิทยานิพนธ์ ฯลฯ
ความรู้ความสามารถ เป็นเพียงผลพลอยได้
คุณธรรม เลิกพูดไปเลย
.........................................................
น่าตกใจที่-ค่านิยมศักดิ์และสิทธิ์อันเกิดจากกระดาษแผ่นเดียวนี้ ได้ลามเข้ามาในการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ไทยด้วย
.........................................................
เป็นอันว่า ระบบการศึกษาที่เราหวัง-และที่เราจัดการอยู่ในทุกวันนี้ ให้ได้อย่างมากที่สุดก็แค่ความรู้และความสามารถ แต่คุณธรรมไม่มี
ใช้คำของท่านพุทธทาสภิกขุก็คือ การศึกษาแบบหมาหางด้วน
เรียนวิชาหนังสือและวิชาอาชีพ
แต่ไม่ได้ฝึกฝนอบรมให้มีคุณธรรมศีลธรรม
ยิ่งการฝึกฝนอบรมเพื่อให้คนของเรามีความรู้และประพฤติตามหลักทศพิธราชธรรม เพื่อเตรียมตัวไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองด้วยแล้ว มีค่าเป็นศูนย์
จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีหน่วยงาน หน่วยการศึกษา หรือสถาบันไหนเลยที่ทำหน้าที่ฝึกฝนอบรมคนของเราให้มีความรู้และประพฤติตามหลักทศพิธราชธรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดานักการเมืองที่เรียงหน้ามาให้เราเลือก เพียงแค่ถามว่า ทศพิธราชธรรมมีอะไรบ้าง จะมีสักกี่คนที่ตอบได้ ยังไม่ต้องหวังไปถึงขั้นมีความรู้และประพฤติตามได้ครบถ้วน
ในการบริหารบ้านเมือง ระบบการศึกษาอบรมที่เราจัดการอยู่ตอบได้แต่เพียงว่า ทำอย่างไรจึงจะได้เข้าไปเป็นผู้มีอำนาจมีตำแหน่ง
แต่การศึกษาของเรายังตอบไม่ได้ว่า เมื่อเป็นผู้มีอำนาจมีตำแหน่งแล้วควรทำอย่างไร-จึงจะเกิดผลดีที่สุดแก่ประชาชนและประเทศชาติ
นี่แหละคือจุดอับหรือจุดดับฉกรรจ์ที่สุดที่ไม่มีใครนึก หรือแม้จะมีคนนึกอยู่บ้างก็ยังไม่มีใครลงมือแก้ไข
ขอให้นึกเทียบกับระบบกษัตริย์ที่สังคมเราเคยเป็นมามีมาในอดีต สมาชิกในสถาบันพระมหากษัตริย์จะมีระบบการอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนผู้ที่อยู่ในฐานะจะต้องบริหารบ้านเมืองให้รู้ เข้าใจ และประพฤติตามทศพิธราชธรรมไปตั้งแต่ต้นทาง เรียกได้ว่าอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนไปตั้งแต่เกิดนั่นเลย
ในขณะที่ระบบใหม่ที่เรานำมาใช้หรือคิดอ่านขึ้นยังไม่เคยมีการอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนนักการเมืองไปตั้งแต่ต้นทางแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย
เราสอนกันแต่ว่า-ทำอย่างไรจึงจะได้เป็น
แต่ไม่เคยสอนกันว่า-เป็นแล้วควรทำอย่างไร-ประชาชนและประเทศชาติจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด
.......................
เป็นอันว่า บัดนี้เราก็รู้แล้วว่า ทำไมสังคมจึงต้องมีผู้นำ
และรู้แล้วว่า ทำไมไทยเราจึงต้องมีพระมหากษัตริย์
ผมมีข้อชวนคิดหรือคำถามในตอนจบนี้ว่า -
๑ สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งมีระบบการอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนสมาชิกให้มีคุณธรรมของผู้ปกครองบ้านเมืองพร้อมจะเป็นผู้บริหารบ้านเมืองที่ดี แต่การจะให้สถาบันกลับมาเป็นผู้บริหารบ้านเมืองเหมือนเดิมก็คงยาก เพราะเราเกิดรังเกียจที่จะให้เป็นเช่นนั้น ยิ่งคนบางกลุ่มด้วยแล้ว มิใช่เพียงรังเกียจที่จะให้บริหารบ้านเมือง แต่รังเกียจถึงขั้นจะไม่ให้มีอยู่ในบ้านเมืองด้วยซ้ำ
๒ ฝ่ายนักการเมืองที่เรายินดีพอใจจะเลือกเข้าไปเป็นผู้บริหารบ้านเมือง ก็ปรากฏชัดว่ามักจะขาดคุณธรรมของผู้บริหารบ้านเมืองที่ดี การที่จะคิดอ่านอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนบุคคลเหล่านั้นให้มีคุณธรรมก็คงเป็นเรื่องยาก เข้าหลัก-ไม้แก่ดัดยาก
๓ ครั้นมองไปที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ หน่วยงานหรือสถาบันของเราที่ทำหน้าที่ให้การศึกษาอบรมก็ไม่เคยมีอุดมการณ์ อุดมคติ หรือนโยบายที่จะอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีคุณธรรมของผู้บริหารบ้านเมืองที่ดี เพื่อจะได้เข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองต่อไป การที่จะทำให้หน่วยงานหรือสถาบันที่ทำหน้าที่ให้การศึกษาอบรมมีอุดมการณ์ อุดมคติ หรือนโยบายที่จะอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีคุณธรรมเช่นนั้นก็คงยากอีกนั่นแหละ
นี่คือปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ จะมีใครรู้หรือไม่รู้ก็ตาม จะมีใครคิดหรือไม่ติดก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง ๆ
ผมไม่รู้ว่า เมืองไทยของเราจะทนต่อสภาพปัญหาเช่นนี้ไปได้นานแค่ไหน
ปัญหาที่ชวนคิดก็คือ เราควรจะคิดอ่านทำอย่างไรกันดี?
หรือไม่ต้อง?
แค่ท่องคาถา -
“ทุกอย่างเป็นอนิจจัง”
“บ้านเมืองไม่ใช่ของกูคนเดียว”
แล้วอยู่กันไปวัน ๆ เท่านั้นพอ?
-------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๖
๑๗:๔๘
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ