ศึกษาเรื่องเดิม - ทำไมสังคมจึงต้องมีผู้นำ (๒)

----------------------------------------------

หรือถามให้เต็มคำ-ว่าทำไมไทยเราจึงต้องมีพระมหากษัตริย์?

....................

พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนสำหรับผู้ที่เป็น “ราชา” ที่เรารู้จักกันว่า “ทศพิธราชธรรม” ซึ่งแปลตามตัวว่า “หลักธรรม ๑๐ ประการของราชา” หรือแปลให้ถูกกับข้อเท็จจริงในปัจจุบันว่า “หลักธรรม ๑๐ ประการของผู้ทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง”

“ทศพิธราชธรรม” ตามต้นฉบับบาลีเป็นดังนี้ -

.........................................................

ทานํ สีลํ ปริจฺจาคํ        อาชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ

อกฺโกธํ อวิหึสญฺจ        ขนฺติญฺจ อวิโรธนํ.

ทาน (ทานํ) ศีล (สีลํ) การบริจาค (ปริจฺจาคํ)

ความซื่อตรง (อาชฺชวํ) ความอ่อนโยน (มทฺทวํ) ความเพียร (ตปํ)

ความไม่โกรธ (อกฺโกธํ) ความไม่เบียดเบียน (อวิหึสํ)

ความอดทน (ขนฺตึ) และความไม่พิโรธ (อวิโรธนํ)

อิจฺเจเต กุสเล ธมฺเม

ฐิเต ปสฺสามิ อตฺตนิ

ตโต เม ชายเต ปีติ

โสมนสฺสญฺจนปฺปกํ ฯ

เราเห็นกุศลธรรมเหล่านี้

ที่ดำรงอยู่ในตน 

แต่นั้น ปีติและโสมนัสไม่ใช่น้อย

ย่อมเกิดแก่เรา

ที่มา: มหาหังสชาดก อสีตินิบาต พระไตรปิฎกเล่ม ๒๘ ข้อ ๒๔๐

.........................................................

ทศพิธราชธรรมแต่ละข้อมีความหมายอย่างไร ขอนำคำอธิบายจากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ข้อ [326] ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต มาเสนอประกอบการศึกษาในที่นี้ ดังนี้ -

.........................................................

ราชธรรม 10 หรือ ทศพิธราชธรรม (ธรรมของพระราชา, กิจวัตรที่พระเจ้าแผ่นดินควรประพฤติ, คุณธรรมของผู้ปกครองบ้านเมือง, ธรรมของนักปกครอง — Rājadhamma: virtues or duties of the king; royal virtues; virtues of a ruler)

1. ทาน (การให้ คือ สละทรัพย์สิ่งของ บำรุงเลี้ยง ช่วยเหลือประชาราษฎร์ และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ — Dāna: charity; liberality; generosity)

2. ศีล (ความประพฤติดีงาม คือ สำรวมกายและวจีทวาร ประกอบแต่การสุจริต รักษากิตติคุณให้ควรเป็นตัวอย่าง และเป็นที่เคารพนับถือของประชาราษฎร์ มิให้มีข้อที่ใครจะดูแคลน — Sīla: high moral character)

3. ปริจจาคะ (การบริจาค คือ เสียสละความสุขสำราญ เป็นต้น ตลอดจนชีวิตของตน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง — Pariccāga: self-sacrifice)

4. อาชชวะ (ความซื่อตรง คือ ซื่อตรงทรงสัตย์ไร้มารยา ปฏิบัติภารกิจโดยสุจริต มีความจริงใจ ไม่หลอกลวงประชาชน — Ājjava: honesty; integrity)

5. มัททวะ (ความอ่อนโยน คือ มีอัธยาศัย ไม่เย่อหยิ่งหยาบคายกระด้างถือองค์ มีความงามสง่าเกิดแต่ท่วงทีกิริยาสุภาพนุ่มนวล ละมุนละไม ให้ได้ความรักภักดี แต่มิขาดยำเกรง — Maddava: kindness and gentleness)

6. ตปะ (ความทรงเดช คือ แผดเผากิเลสตัณหา มิให้เข้ามาครอบงำย่ำยีจิต ระงับยับยั้งข่มใจได้ ไม่ยอมให้หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสำราญและความปรนเปรอ มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอ หรืออย่างสามัญ มุ่งมั่นแต่จะบำเพ็ญเพียร ทำกิจให้บริบูรณ์ — Tapa: austerity; self-control; non-indulgence)

7. อักโกธะ (ความไม่โกรธ คือ ไม่กริ้วกราดลุอำนาจความโกรธ จนเป็นเหตุให้วินิจฉัยความและกระทำการต่างๆ ผิดพลาดเสียธรรม มีเมตตาประจำใจไว้ระงับความเคืองขุ่น วินิจฉัยความและกระทำการด้วยจิตอันราบเรียบเป็นตัวของตนเอง — Akkodha: non-anger; non-fury)

8. อวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน คือ ไม่บีบคั้นกดขี่ เช่น เก็บภาษีขูดรีด หรือเกณฑ์แรงงานเกินขนาด ไม่หลงระเริงอำนาจ ขาดความกรุณา หาเหตุเบียดเบียนลงโทษอาชญาแก่ประชาราษฎร์ผู้ใดเพราะอาศัยความอาฆาตเกลียดชัง — Avihiṁsā: non-violence; non-oppression)

9. ขันติ (ความอดทน คือ อดทนต่องานที่ตรากตรำ ถึงจะลำบากกายน่าเหนื่อยหน่ายเพียงไร ก็ไม่ท้อถอย ถึงจะถูกยั่วถูกหยันด้วยคำเสียดสีถากถางอย่างใด ก็ไม่หมดกำลังใจ ไม่ยอมละทิ้งกรณีย์ที่บำเพ็ญโดยชอบธรรม — Khanti: patience; forbearance; tolerance)

10. อวิโรธนะ (ความไม่คลาดธรรม คือ วางองค์เป็นหลักหนักแน่นในธรรม คงที่ไม่มีความเอนเอียงหวั่นไหวเพราะถ้อยคำที่ดีร้าย ลาภสักการะ หรืออิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ใด ๆ สถิตมั่นในธรรมทั้งส่วนยุติธรรม คือ ความเที่ยงธรรม ก็ดี นิติธรรม คือ ระเบียบแบบแผนหลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ก็ดี ไม่ประพฤติให้เคลื่อนคลาดวิบัติไป — Avirodhana: nondeviation from righteousness; conformity to the law)

.........................................................

ชื่อหลักธรรมว่า “ทศพิธราชธรรม” ชวนให้เข้าใจไปว่า เป็นหลักปฏิบัติของพระราชามหากษัตริย์ตรงตามคำว่า “ราชธรรม” แต่พึงทราบว่า คำว่า “ราช” ตามหน้าที่ที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะ king ตามตัวอักษร แต่หมายกว้างออกไปดังที่ท่านขยายความว่า “คุณธรรมของผู้ปกครองบ้านเมือง, ธรรมของนักปกครอง” 

ขยายความอย่างนี้ก็ยังไม่หมดสิ้นเชิงด้วยซ้ำ อันที่จริงต้องรวมไปถึงผู้ทำงานราชการทุกภาคส่วนด้วย พูดรวบยอดว่า ข้าราชการทุกคน-ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการการเมืองหรือข้าราชการประจำ-เมื่อเข้ามาอยู่ในกระบวนการบริหารงานของบ้านเมืองแล้ว จะต้องมีคุณสมบัติทั้ง ๑๐ ประการนี้ครบถ้วน จึงสมควรที่จะเป็นข้าราชการ

แง่มุมเช่นนี้มีใครเคยคิดเคยมองไปให้ถึงกันบ้างหรือไม่?

....................

ตัดตอนมาถึงยุคปัจจุบัน

เกิดมีแนวคิดขึ้นว่า การที่กลุ่มกษัตริย์บริหารงานบ้านเมืองอย่างต่อเนื่องแบบสืบสันตติวงศ์นั้น เป็นการผูกขาดอำนาจอยู่กับคนกลุ่มเดียว ไม่เป็นธรรม ไม่ยุติธรรม ผู้ได้อำนาจรัฐควรจะมาจากการเลือกสรรของประชาชน และมีระยะเวลาในการครองอำนาจ ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวครองอำนาจตลอดกาล

แนวคิดนี้มีคนเห็นด้วยทันที โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ด้วยแล้วเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ กษัตริย์ค่อย ๆ หลุดจากอำนาจการบริหารบ้านเมืองไปทีละประเทศสองประเทศ ที่ยังมีอยู่ก็มีอยู่ในฐานะสัญลักษณ์ของประเทศ แต่ไม่มีอำนาจใด ๆ อำนาจในการบริหารกิจการบ้านเมืองตกเป็นของกลุ่มคนที่เราเรียกกันว่า “นักการเมือง” ซึ่งเข้ามาสู่ตำแหน่งด้วยวิธีเลือกสรรของประชาชน ที่เรียกรู้กันติดปากทั่วไปว่า “เลือกตั้ง” และเรียกระบอบนี้ว่า “ประชาธิปไตย” 

ระบอบประชาธิปไตยอันมีจุดเด่นอยู่ที่การเลือกตั้ง ก็จึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าเป็นระบอบที่ดีทีสุด

ระยะแรกที่ผู้คนตื่นกับระบอบประชาธิปไตยอันมีจุดเด่นอยู่ที่การเลือกตั้งนั้น เราพูดกันเต็มปากว่า นี่เป็นระบอบที่ดีทีสุด 

แต่เมื่อความจริงคือธาตุแท้ของนักการเมืองค่อย ๆ ปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ต่อมาเราจึงต้องปรับคำพูดใหม่เป็นว่า-ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่มีข้อเสียน้อยที่สุด คือยอมรับกันแล้วว่า ระบอบประชาธิปไตย-อันมีจุดเด่นอยู่ที่การเลือกตั้ง-ก็มีข้อเสีย

กาลต่อมาก็ค่อย ๆ ประจักษ์ว่า ข้อเสียของระบอบประชาธิปไตย-อันมีจุดเด่นอยู่ที่การเลือกตั้งนั้น ยังไม่มีวิธีแก้ไขที่ได้ผล หรือพูดกันตรง ๆ ก็คือ-แก้ไม่ได้นั่นเอง ปัจจุบันเราจึงมีคำพูดปลอบใจด้วยการยกข้อดีที่มองเห็นขึ้นมาบอกกันว่า ผู้บริหารบ้านเมืองหรือผู้ได้อำนาจรัฐที่เราไม่ชอบ เราก็ทนไปแค่ไม่กี่ปีก็มีโอกาสเปลี่ยนตัวได้ ซึ่งต่างจากระบอบกษัตริย์ที่-แม้เราจะไม่ชอบขนาดไหนก็เปลี่ยนไม่ได้ ต้องทนไปตลอดกาล 

เหตุผลเช่นนี้น่าฟัง แต่มีจุดอับที่เราลืมนึก เป็นจุดอับที่สำคัญและฉกรรจ์มาก ๆ ด้วย

จุดอับนั้นคืออะไร?

-------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

๑๓:๔๑ 

[full-post]

ทำไมสังคมจึงต้องมีผู้นำ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.