อัตถจริยา แปลว่าบำเพ็ญประโยชน์
-----------------------------------
วันนี้ (๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๖) ผมเดินออกกำลังตอนเช้า เจอรถจักรยานยนต์ที่เปิดไฟเลี้ยวค้าง ๕ คัน ผมส่งสัญญาณ แต่คนขับขี่ไม่รู้ไม่ดูไม่มองไม่เห็น-เหมือนกันหมดทั้ง ๕ คัน ก็เลยเกิดข้อคิดอะไรบางอย่าง
อธิบายก่อนนะครับว่า ที่ว่า-เจอรถจักรยานยนต์ที่เปิดไฟเลี้ยวค้าง ๕ คัน-นั้น ไม่ใช่เจอวิ่งตามกันมารวดเดียว ๕ คันนะครับ
เดินไป ๆ เจอคันหนึ่ง เดินไปอีกพักหนึ่งเจออีกคันหนึ่ง เจอทีละคันแบบนี้ครับ โปรดทราบ
....................
ปกติผมนิยมเดินฝั่งขวาของถนน คือฝั่งที่รถวิ่งสวน เพราะมองเห็นรถที่สวนมา กะระยะได้ว่าเดินชิดหรือห่างถนนแค่ไหนจึงจะปลอดภัย แต่ถ้าเดินฝั่งซ้ายของถนน คือฝั่งที่รถวิ่งตาม เรามองไม่เห็นรถที่มาข้างหลัง อาจโดนเฉี่ยวชนได้ง่าย เรื่องนี้ผมเคยเล่าบอกแล้ว แต่บอกอีกทีเผื่อจะเป็นประโยชน์แก่นักเดินข้างถนน
เมื่อเห็นรถเปิดไฟเลี้ยวค้าง ผมจะยกมือซ้ายขึ้นเสมออก ยื่นออกไปข้าง ๆ แล้วจีบนิ้ว “หุบเข้า-กางออก” ซ้ำ ๆ เป็นภาษามือหรือภาษาท่าทาง บอกให้คนขับขี่รู้ว่า-เปิดไฟเลี้ยวค้าง แต่กรณีเห็นรถลืมเอาขาตั้งขึ้น ผมจะใช้วิธีชี้ไปที่ตำแหน่งขาตั้งแล้ววาดมือตามไป ภาษาจีบนิ้วหรือวาดมือดังว่านี้ผมใช้อยู่บ่อย ๆ และได้ผลบ่อย ๆ คือคนขับขี่แสดงอาการรับรู้ ปิดไฟเลี้ยวหรือเอาขาตั้งขึ้น บางรายรถผ่านไปตั้งไกลแล้วยังอุตส่าห์ส่งเสียงขอบคุณกลับมา - เรื่องนี้ผมก็เคยเล่าแล้ว
....................
แต่เช้าวันนี้อัศจรรย์มาก รถเปิดไฟเลี้ยวค้างทั้ง ๕ คันที่ผมเจอเป็นระยะ ๆ ไม่มีคันไหนแสดงอาการรับรู้ ซึ่งย่อมแปลว่าไม่มีคันไหนเห็นภาษามือของผมสักคันเดียว
ผมก็เลยเกิดข้อคิดว่า คนเดี๋ยวนี้เขาไม่สนใจกันและกันแล้ว
คนขับขี่รถไม่สนใจคนเดินข้างถนน
คนเดินข้างถนนก็ไม่สนใจคนขับขี่รถ (ระวังอยู่อย่างเดียว-อย่ามาชนกูเข้าก็แล้วกัน!)
ผมเคยเขียนกลอนไว้บทหนึ่ง -
.........................................................
เรื่องของชาติบ้านเมืองก็ไม่ศึกษา
เรื่องพระศาสนาก็ไม่กระดิกหู
วันวันเอาแต่นั่งจิ้มทิ่มทรู
นี่กูมาอยู่ผิดยุคหรืออย่างไร
(๑๕ มกราคม ๒๕๖๒)
.........................................................
ยกมาเพียงเพื่อต้องการจะบอกว่า นี่ผมมาอยู่ผิดยุคเสียแล้วกระมัง ยุคนี้คนเขาไม่สนใจ ไม่คิด ไม่นึกกันแล้วหรืออย่างไรว่า มนุษย์ควรบำเพ็ญประโยชน์ต่อกัน และมนุษย์ที่ตั้งใจบำเพ็ญประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์นั้นกำลังเดินอยู่ข้างถนนนี่ก็มี
....................
ผมเดินไปเรื่อย ๆ จนมาถึงซอยแยกถนนใหญ่แห่งหนึ่ง เห็นเด็กชายวัยอนุบาลคนหนึ่ง แต่งชุดนักเรียน ยืนอยู่ปากซอย คงกำลังคอยแม่หรือคอยใครสักคน ผมยิ้มให้ ก้มลงถามว่า คอยใครละลูก?
เชื่อหรือไม่ เด็กน้อยไม่ตอบ ไม่มองผมด้วยซ้ำ
ไม่ควรแปลกใจ เพราะบ้านไหน ๆ ก็คงจะสอนลูกหลานว่า อย่าพูดกับคนแปลกหน้า
ผมเดินผ่านไปพร้อมกับแน่ใจว่า บัดนี้เรามาอยู่ในยุคที่ (๑) คนไม่สนใจกันและกัน และ (๒) คนไม่ไว้ใจกันและกัน ซึ่งน่าจะเป็นลักษณะของสัตว์ที่แยกย้ายกันอยู่แบบตัวใครตัวมันในป่าหิมพานต์ ไม่ควรเป็นลักษณะของมนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นสัตว์สังคมแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
....................
ไม่สนใจกันและกัน - คงมีคนอยากยกคำสอนข้อหนึ่งมาสนับสนุน คือคำสอนที่ว่า พระพุทธเจ้าสอนว่าอย่าสนใจคนอื่น ให้สนใจเฉพาะเรื่องของตัวเอง การที่ใครต่อใครไม่สนใจคนอื่นก็เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้วตามหลักคำสอนข้อนี้
ขอได้โปรดศึกษาเบื้องหลังของคำสอนที่อ้างนั้นสักนิด
คัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๓ เรื่องที่ ๓๘ (ปาฏิกาชีวกวตฺถุ) เล่าไว้ว่า -
.........................................................
สตรีมีฐานะคนหนึ่งในเมืองสาวัตถีอุปถัมภ์บำรุงอาชีวก (นักบวชนอกพระพุทธศาสนา) คนหนึ่งเหมือนเป็นลูก ต่อมาเธอได้ยินเพื่อนบ้านสรรเสริญคุณของพระพุทธองค์ อยากจะไปเฝ้าบ้าง แต่อาชีวกห้ามไว้ เมื่อไปเฝ้าไม่ได้จึงให้ลูกชายไปทูลนิมนต์พระพุทธองค์ให้เสด็จมาเสวยภัตตาหารที่บ้าน อาชีวกพยายามทัดทาน แต่ไม่สำเร็จ
วันที่พระพุทธองค์เสด็จมาเสวยภัตตาหารที่บ้าน อาชีวกก็มาด้วย แต่เจ้าของบ้านจัดให้นั่งคนละห้องกัน พระพุทธองค์เสวยภัตตาหารแล้วก็ทรงแสดงธรรมโปรดสตรีผู้นั้น เธอฟังธรรมไปพลางเปล่งเสียงสาธุไปพลาง
อาชีวกได้ยินเช่นนั้น ก็ลุกมาด่าว่าเธอด้วยถ้อยคำหยาบคาย แล้วออกจากบ้านไป
สตรีผู้นั้นรู้สึกอับอาย ฟังธรรมไม่รู้เรื่องเพราะใจไปคิดถึงคำด่า พระพุทธองค์จึงตรัสให้สติเป็นพุทธภาษิตว่า -
น ปเรสํ วิโลมานิ น ปเรสํ กตากตํ
อตฺตโน ว อเวกฺเขยฺย กตานิ อกตานิ จ.
แปลเป็นไทยว่า
ไม่ควรใส่ใจคำด่าว่าของคนอื่น
ไม่ควรแส่หาว่าใครทำอะไรไม่ทำอะไร
ตนเองนั่นแหละที่ควรพิจารณา
ว่าทำอะไรไปบ้างและยังไม่ได้ทำอะไร
ที่มาพุทธภาษิต: ปุปผวรรค ธรรมบท พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ข้อ ๑๔
.........................................................
จะเห็นได้ว่า พุทธภาษิตบทนี้สอนวิธีทำใจเมื่อโดนด่า
คือไม่ให้ใส่ใจคำด่า และไม่ให้แส่คิดพล่านไปว่าคนด่ามันทำอะไรหรือไม่ทำอะไร
มันทำอะไรหรือมันไม่ทำอะไรก็ช่างหัวมันปะไร
จะไปเสียเวลาเสียการเสียงานตามดูมันทำไม
ให้ใส่ใจแต่ว่า-เราเองนี่แหละควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร
แต่ที่สำคัญ พุทธภาษิตบทนี้ไม่ได้สอนให้เพิกเฉยดูดายต่อเพื่อนมนุษย์
ถ้าพระพุทธศาสนาสอนให้สนใจแต่เรื่องของตัวเอง อย่าไปสนใจคนอื่น คำสอนเรื่อง “สังคหวัตถุ” จะมีไว้ทำไมละครับ?
“สังคหวัตถุ” ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวและประสานหมู่ชนไว้ในสามัคคี มี ๔ ข้อ ดังนี้ -
.........................................................
๑. ทาน การให้ คือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของ ตลอดถึงให้ความรู้และแนะนำสั่งสอน
๒. ปิยวาจา หรือ เปยยวัชชะ วาจาเป็นที่รัก วาจาดูดดื่มน้ำใจ หรือวาจาซาบซึ้งใจ คือกล่าวคำสุภาพไพเราะอ่อนหวานสมานสามัคคี ให้เกิดไมตรีและความรักใคร่นับถือ ตลอดถึงคำแสดงประโยชน์ประกอบด้วยเหตุผลเป็นหลักฐานจูงใจให้นิยมยินดี
๓. อัตถจริยา การประพฤติประโยชน์ คือ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ตลอดถึงช่วยแก้ไขปรับปรุงส่งเสริมในทางจริยธรรม
๔. สมานัตตตา ความมีตนเสมอ คือ ทำตนเสมอต้นเสมอปลาย ปฏิบัติสม่ำเสมอกันในชนทั้งหลาย และเสมอในสุขทุกข์โดยร่วมรับรู้ร่วมแก้ไข ตลอดถึงวางตนเหมาะแก่ฐานะ ภาวะ บุคคล เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม ถูกต้องตามธรรมในแต่ละกรณี
ที่มา: พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [186]
.........................................................
วิธีที่จะทำให้คนไว้ใจกันได้ ก็คือบำเพ็ญประโยชน์ต่อกันอย่างบริสุทธิ์ใจ
แต่เวลานี้ สังคมเรากำลังสอนกันให้ทำตรงกันข้าม
ไม่บำเพ็ญประโยชน์ต่อกัน อ้างว่าคนเราไว้ใจกันไม่ได้
เมื่อไว้ใจกันไม่ได้ จะบำเพ็ญประโยชน์ต่อกันไปทำไม
เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี
สวัสดีเถิด
-------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๖
๑๗:๕๘
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ