“และ” ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ
---------------------
ในคำถวายทาน มีภาษาบาลีที่ลงท้ายว่า อมฺหากํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย (อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ)
ภาษาบาลีในที่นี้แปลเป็นคำ ๆ ดังนี้
(ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ... ขอพระสงฆ์จงรับ ...) --
หิตาย = เพื่อประโยชน์
สุขาย = เพื่อความสุข
อมฺหากํ = แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย
ทีฆรตฺตํ = ตลอดกาลนาน
มรรคนายกหรือพิธีกรแทบทุกคนจะว่าคำแปลเป็นไทยว่า -
“เพื่อประโยชน์ และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนานเทอญ”
คำบาลีที่แปลว่า “และ” คือคำว่า “จ” (จะ)
ภาษาบาลีในคำถวายทานนี้ไม่มีคำว่า “จ”
ถ้าแปลว่า “เพื่อประโยชน์ และความสุข” รูปคำบาลีจะเป็น “หิตาย จ สุขาย จ” (หิตายะ จะ สุขายะ จะ) แปลตามศัพท์ว่า “เพื่อประโยชน์ด้วย เพื่อความสุขด้วย”
ภาษาไทยแปลงคำว่า “ด้วย” ๒ คำ เป็น “และ” คือแปลว่า “เพื่อประโยชน์ และความสุข”
ในเมื่อคำบาลีในที่นี้ไม่มี “จ” (จะ) ที่แปลว่า “และ” เวลาว่าคำแปล ไปเอาคำว่า “และ” (เพื่อประโยชน์ และความสุข) มาจากไหน?
คำแปลนั้นควรจะเป็น “เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข” ตรงตามคำบาลี
ไม่ใช่ “เพื่อประโยชน์ และความสุข”
ญาติมิตรที่ไม่ได้เรียนบาลีคงจะยังงง ๆ อยู่
ส่วนนักเรียนบาลีคงจะเริ่มโวย --
... อะไรกันวะ “และ” คำเดียวแค่นี้สำคัญอะไรนักหนา จะมี “และ” หรือไม่มีมันก็ได้ความเท่ากัน ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน “จ” (จะ) คำเดียวเอามาพูดได้เป็นวักเป็นเวร ไม่มีงานทำหรือไง ...
....................
นักเรียนบาลีที่เรียนวิชา “แปลโดยพยัญชนะ” คงจะนึกออก แปลโดยพยัญชนะนั้นต้องแปลออกศัพท์ทุกตัว ตกหล่นไม่ได้แม้แต่คำเดียว ศัพท์ไหนไม่มีก็อย่าอุตริใส่เข้ามา
“หิตาย” แปลว่า “เพื่อประโยชน์”
“สุขาย” แปลว่า “เพื่อความสุข”
“หิตาย สุขาย” ก็แปลว่า “เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข”
แล้วทำไมไปแปลว่า “เพื่อประโยชน์ และความสุข”
ก็ในเมื่อต้นฉบับบาลีไม่มี “จ” ที่แปลว่า “และ”
แล้วเติม “และ” เข้ามาทำไม?
คงมีใครบางคนอยากตอบว่า-ก็เติมเข้ามาเพื่อความสละสลวยของภาษา-ยังไงล่ะ สามารถเติมได้ไม่ใช่หรือ
ถ้า-เพื่อความสละสลวยของภาษา ต้องดูที่คำว่า “ตลอดกาลนานเทอญ”
“ตลอดกาลนาน” แปลจากคำว่า “ทีฆรตฺตํ”
แล้ว “เทอญ” แปลจากบาลีคำไหน?
ไม่มี
ในข้อความนี้ไม่มีคำบาลีที่จะแปลได้ว่า “เทอญ”
อ้าว ไม่มี แล้วเติมคำว่า “เทอญ” เข้ามาได้ยังไง ทียังงี้ทำไมเติมได้
ก็นี่ไงคือ-เพื่อความสละสลวยของภาษา
ภาษาไทยเรียกคำประเภทนี้ว่า “คำสร้อย” หรือ “หางเสียง”
“คำสร้อย” หรือ “หางเสียง” แบบนี้สามารถเติมได้ตามลีลาของภาษาไทย
แต่ “เพื่อประโยชน์ และเพื่อความสุข” ไม่เข้าหลักเกณฑ์นี้ เพราะ “และ” ไม่ใช่คำสร้อย
ในภาษาบาลี ถ้าต้องการให้แปลว่า “และ” ก็ต้องใส่คำบาลีที่แปลว่า “และ” ลงไปด้วย
คำบาลีที่แปลว่า “และ” คือคำว่า “จ” (จะ)
ถ้าต้องการให้มีคำว่า “และ” คำถวายทานนั้นก็ควรเป็น “อมฺหากํ ทีฆรตฺตํ หิตาย จ สุขาย จ” (อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ จะ สุขายะ จะ)
ถ้าเป็นแบบนี้ละก็ แปลเป็นไทยว่า “เพื่อประโยชน์ และเพื่อความสุข” ได้เลย ตรงตามบาลี และถ้าไม่มีคำแปลว่า “และ” ต้องถือว่าแปลผิด ตามกฎที่ว่า “ตกหล่นไม่ได้แม้แต่คำเดียว”
ผมอธิบายยาวหน่อย เพื่อให้เห็นความสำคัญของการแปลสำนวนบาลีว่า “และ” คำเดียวก็สำคัญ อย่านึกว่าแปลอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ
ถ้าอ้างว่า เติม “และ” คำเดียวไม่ใช่เรื่องเสียหาย ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก็จะเป็นเหตุให้อ้างไปได้เรื่อย ๆ
ตอนนี้ก็แค่เติมคำ - ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
ต่อไปก็จะเติมความ คือเพิ่มข้อความเข้าไป - ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
แล้วก็จะลามไปที่-เติมความเห็น คือเอาความคิดความเห็นของตัวเองใส่เข้าไปในคำบาลี - ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอีก
ถึงขั้นปนกันมั่ว ไม่รู้ว่าอะไรมาจากคำบาลี อะไรมาจากความเห็นที่เติมเข้าไป ก็จะยังเห็นว่า-ไม่ใช่เรื่องเสียหายอยู่นั่นเอง กระนั้นหรือ?
....................
ในพระสูตรหนึ่ง พระพุทธองค์ตรัสเรื่องคนโยนห่วงลงไปในทะเล คลื่นลมซัดห่วงนั้นเคลื่อนที่ไปมาตลอดเวลา เต่าตาบอดตัวหนึ่งอยู่ในทะเล ๑๐๐ ปีโผล่ขึ้นเหนือน้ำทีหนึ่ง ตรัสถามภิกษุว่า เต่าตัวนั้นจะเอาหัวสอดห่วงนั้นพอดีได้บ้างหรือไม่
ที่มา: พาลปัณฑิตสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่ม ๑๔ ข้อ ๔๘๑
.....................................................
https://84000.org/tipitaka/read/?14/481-482
.....................................................
มีผู้นำเรื่องนี้ไปเล่าต่อ ท่านเล่าว่า มีชายคนหนึ่งโยนห่วงลงไปในทะเลเพื่อจะให้ห่วงสวมไปที่คอเต่าตาบอด เป็นไปได้ยากอย่างยิ่งที่จะโยนห่วงให้สวมคอเต่าได้พอดี
ไปคนละเรื่องเลย
.....................................................
ตามเรื่องในคัมภีร์ ท่านพูดถึงเต่าตาบอดในทะเล ๑๐๐ ปีโผล่ขึ้นมาทีหนึ่ง ยากที่จะเอาหัวสวมห่วงที่ลอยเคว้งคว้างได้พอดี
ไม่ได้พูดถึงคนโยนห่วงเพื่อจะให้ไปสวมหัวเต่า
นี่คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นจากการที่เติมอะไรเข้าไปก็เห็นว่า-ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
ความวิปริตผิดเพี้ยนในหลักคำสอนเกิดขึ้นก็เพราะคิดอย่างนี้
ถ้าไม่หยุดเสียตั้งแต่เติมคำเล็ก ๆ น้อย ๆ เราจะไปถึงขั้นนั้นแน่ ๆ
เห็นหรือไม่ว่า เติม “และ” เข้าไปคำเดียว ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ อย่างที่คิด
....................
กลับไปที่คำถวายทาน ตรงคำแปลที่ว่า “ตลอดกาลนานเทอญ” เป็นอีกตอนหนึ่งที่มีปัญหาอย่างที่ไม่น่าจะมี
คำว่า “กาลนาน” อ่านว่า กา-ละ-นาน คือออกเสียง -ละ- ที่ ล ลิง ด้วย ทำนองเดียวกับคำว่า “กาลเทศะ” เราก็พูดว่า กา-ละ-เท-สะ ไม่ใช่ กาน-เท-สะ
ปัญหาก็คือ มรรคนายกหรือพิธีกรรุ่นใหม่ที่ “อ่อนภาษาไทย” จะพูดคำว่า “ตลอดกาลนานเทอญ” เป็น “ตลอดกาล และ นานเทอญ”
ก็คือได้ยินคำว่า “ตลอด กา-ละ-นานเทอญ” นั่นแหละ แต่ไม่เข้าใจ ไม่ได้เรียนรู้ ไม่รับรู้ว่า -กา-ละ-นาน คืออะไร รู้อย่างเดียวว่า คำนี้มีคำว่า “กาล” อ่านว่า กาน และมีคำว่า “นาน” อ่านตรงตัวว่า นาน แต่เสียง “-ละ-” ที่แทรกตรงกลาง ไม่รู้ว่าคือคำอะไร มาแทรกอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร เมื่อไม่รู้ก็จินตนาการเอาเองว่า อ๋อ ก็คือ “และ” นั่นเอง
“ตลอด กา-ละ-นานเทอญ”
จึงกลายเป็น -
“ตลอดกาล และนานเทอญ”
ผมได้ยินหลายครั้ง ยืนยันได้ว่ามีมรรคนายกหรือพิธีกรงานบุญพูดอย่างนี้จริง ๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีแบบนี้
คงมีคนรุ่นใหม่เป็นอันมากที่เห็นด้วยกับ “ตลอดกาล และ นานเทอญ” โดยอธิบายว่า -
“ตลอดกาล” ด้วย
เป็นกาลที่ “นาน” ด้วย
ก็จึงพูดว่า “ตลอดกาล และ นานเทอญ” ก็ถูกต้องแล้วไง!
ภาษาวิปริตเกิดขึ้นและมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะการไม่ศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจถึงหลักเดิมแบบนี้แหละครับ
โปรดช่วยกันแก้ไขด้วยนะครับ -
“ตลอดกาลนานเทอญ”
พูดว่า “ตลอด กา-ละ-นานเทอญ”
ไม่ใช่ - “ตลอดกาล และ นานเทอญ”
----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๖
๑๓:๕๔
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ