เก็บภาษีพระ (๒/๒)
--------------------------------------------
ประตูมีไม่ออก ชอบแหกคอกกันเสียจริง
--------------------------------------------
-ต่อจาก (๑/๒)-
.........................................................
https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/pfbid0tiPej8ezdck5j1vr2XbpRgBnGeBvQSNeUrcCLUJ5pb7e52ooz6qWzumAQrAFQZP1l
.........................................................
ความคิดที่จะเก็บภาษีพระ เป็นหนึ่งในความคิดปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา
ความคิดที่จะปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนานั้นมีกระแสต่อต้านจากฝ่ายพระค่อนข้างมาก
มีผู้ใช้คำพูดว่า-จะให้ “ฆราวาสปกครองพระ” หรือ
คำพูดนี้สร้างภาพให้มองเห็นชัด (ภาพจริงหรือภาพเท็จ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)
และแน่นอน-พระท่านย่อมจะไม่เห็นด้วย
เป็นที่มาของคำท้วงว่า พระมีศีล ๒๒๗ ฆราวาสแค่ศีล ๕ ก็รักษากันไม่ค่อยจะครบ ยังคิดจะมาปกครองพระอีกหรือ
และตามสูตรก็ต้องพูดต่อไปอีกว่า-ไปปฏิรูปตัวเองให้ดีเสียก่อนเถอะ
(ยังมีแนวคิดต่อไปอีกว่า พระท่านมีศีล ๒๒๗ ศีลขาดไป ๑๐ ข้อ ก็ยังเหลือศีลมากกว่าฆราวาสตั้งมากมาย เพราะฉะนั้น ฆราวาสจะมาดีไปกว่าพระไม่ได้)
แต่ไม่ว่าใครจะคิดเห็นอย่างไร ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ ความคิดที่จะปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนานั้นมีสาเหตุสำคัญมาจากการที่พระออกไปอยู่นอกกรอบพระธรรมวินัยกันโจ่งแจ้งหนักหนาขึ้นทุกที
ตามหลักแล้ว ผู้บริหารปกครองพระนั่นเองจะต้องรับผิดชอบด้วยการกวาดต้อนคนของตัวให้กลับเข้าไปอยู่ในกรอบแห่งพระธรรมวินัยเสียแต่ดี ๆ
ถ้าพระอยู่ในปกครองของพระธรรมวินัยอย่างมั่นคงดีแล้ว รับรองได้ว่าฆราวาสหน้าไหนใหญ่ขนาดไหนก็ไม่บังอาจที่เข้ามาปกครองพระได้เลยเป็นอันขาด
.........................................................
โปรดสังเกตให้เห็นข้อเท็จจริงเถิดว่า เรื่องคิดจะเก็บภาษีพระ ตลอดจนจะปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาอะไรนั้น พระที่อยู่ในกรอบแห่งพระธรรมวินัยท่านจะไม่เดือดร้อนอะไรเลย เพราะไม่มีส่วนไหนที่จะไปกระทบอะไรกับท่านสักเรื่องเดียว
เพียงแต่กลับเข้าไปอยู่ในกรอบแห่งพระธรรมวินัย
พระธรรมวินัยนั่นเองจะเป็นผู้ปกครองคุ้มครองที่ประเสริฐสุด
.........................................................
ปัญหาอยู่ตรงที่พระท่านอ้างว่า ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยข้อนั้นข้อนี้ข้อโน้นไม่ได้ เพราะความจำเป็นอย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้น
ตรงนี้แหละขอรับที่กระผมอยากกราบขอร้องให้ท่านลองคิดใหม่
ที่ผ่านมา ท่านมักจะคิดหาเหตุผลมาอ้างว่าเพราะอะไรจึงทำไม่ได้
พูดกันตรงๆ ก็คือ คิดเพื่อที่จะไม่ทำ
ลองคิดใหม่-คิดเพื่อที่จะทำ-คือคิดว่ามีวิธีอย่างไรบ้างที่จะปฏิบัติตามพระธรรมวินัยให้จงได้-แม้ในท่ามกลางกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปนี่แหละ
อุปมาเหมือนเดินไปเจอภูเขาขวางหน้า
คนไม่ตั้งใจที่จะผ่าน มองไปกี่หน ก็จะเห็นแต่หินทึบไม่มีทางผ่าน
แต่คนตั้งใจจะผ่านไปให้ได้ เขาจะไม่มองภูเขา แต่จะมองหาช่องทางที่จะผ่านภูเขาไปให้ได้-ซึ่งมันจะต้องมี ถ้าไม่มีก็ต้องหาวิธีทำให้มันมีขึ้นมา
.......................
วงการสงฆ์บ้านเราเวลานี้เหมือนคนที่เป็นแผลเน่าเฟะ
ความคิดเก็บภาษีจากพระ ก็คือการทำให้แผลฉีกขาดเหวอะหวะเฟอะฟะหนักขึ้นไปอีก
วิธีแก้ไขก็คือ ต้องล้างเนื้อล้างตัวให้สะอาดก่อน
แล้วค่อย ๆ ทำแผล สมานแผลไปทีละแผลสองแผล จนกว่าจะเกลี้ยงเกลาทั้งตัว
การกวดขันควบคุมให้พระอยู่ในกรอบแห่งพระธรรมวินัยนั่นคือการล้างเนื้อล้างตัวให้สะอาด
และเรื่องนี้ จะรอให้พระท่านลงมือแก้ไขกันเองนั้น ขอเรียนว่าไม่มีทางสำเร็จ
ภูเขาลูกมหึมาที่ขวางหน้าอยู่ก็คือ-การไม่มีความคิดที่จะแก้ไข เพราะคิดไปก็กระทบตัวเอง
.........................................................
พระพุทธศาสนาไม่ได้อยู่บนดาวคนละดวงกับสังคม
หรืออยู่ในป่าหิมพานต์ ไม่เกี่ยวข้องกับคน
หรือแยกตัวเป็นรัฐอิสระ
หากแต่ยังต้องอยู่กับสังคม
สังคมต้องอยู่กับอำนาจรัฐ
รัฐจะยอมให้มีศาสนาอะไรหรือจะไม่ยอมให้ศาสนาอะไรอยู่ในรัฐของตนก็ย่อมได้
นี่คือความเกี่ยวข้องกันที่แยกไม่ได้
.........................................................
เพราะฉะนั้น ถ้าใช้อำนาจรัฐจัดการ ก็แก้ปัญหาได้ง่าย
แต่-ต้องใช้อำนาจรัฐที่เป็นสัมมาทิฐิเท่านั้น
ขอย้ำว่า-อำนาจรัฐที่เป็นสัมมาทิฐิเท่านั้น-นะครับ
หมายความว่า ผู้บริหารบ้านเมือง -
ต้องมีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา
มีสติปัญญารู้หลักพระธรรมวินัยที่บริสุทธิ์ถูกต้อง
มีกุศลเจตนาอันแรงกล้าที่จะทำนุบำรุงพระศาสนาให้บริสุทธิ์สถาพรเพื่ออำนวยสันติสุขให้แก่ประชาชน ประเทศชาติ และชาวโลก สืบไปชั่วกาลนาน
ต้องหาผู้บริหารบ้านเมืองที่มีคุณสมบัติดังกล่าวนี้ให้ได้
ถ้าผู้บริหารบ้านเมืองที่มีคุณสมบัติเช่นนั้นเกิดเองไม่ได้ ก็ต้องช่วยกันสร้างขึ้นมา
เมื่อใด ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองมีคุณสมบัติเช่นว่านั้น
เมื่อนั้น เขาจะเข้ามาปฏิรูปกิจการพระศาสนา-ทำพระให้เป็นพระตามพระธรรมวินัยอย่างที่พระควรจะเป็น-ได้โดยไม่ยาก
.......................
สภาพการคณะสงฆ์ที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเมืองเวลานี้เป็นแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นแล้วในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย
จึงต้องแก้ไขด้วยวิธีเดียวกับที่พระเจ้าอโศกได้ทำสำเร็จมาแล้ว
เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ใช่ความลับ แต่มีให้ศึกษาเรียนรู้ได้โดยเสรี
ขอให้ผู้มีอำนาจที่ประสงค์จะปฏิรูปกิจการพระศาสนาในบ้านเราไปศึกษาดูเถิด
.......................
ในขณะที่รอพระเจ้าอโศกแห่งเมืองไทยจะมาเกิดนี้ ทางรอดมีอยู่ทางเดียว คือแต่ละคนต้องอุตส่าห์ศึกษาเรียนรู้กันเอาเองว่า พระธรรมวินัยที่ถูกต้องคืออะไรอย่างไร
จะได้นับถือถูกคน บำเพ็ญกุศลถูกวัด ปฏิบัติธรรมถูกทาง
ในขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญที่ควรทำไว้เสมอก็คือ-ใจ
ทำใจให้มั่นคงในพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง
อย่าลบหลู่ซ้ำเติมพระที่ย่อหย่อนในระเบียบวินัย
ไม่ยกย่อง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเหยียบย่ำ
ไม่นับถือ แต่ก็ไม่ควรขาดเมตตา
อย่าเอาความบกพร่องต่อหน้าที่ของคนหนึ่งมาเป็นเหตุให้ตัวเราบกพร่องต่อหน้าที่ของชาวพุทธไปด้วยอีกคนหนึ่ง
วิธีแสวงบุญในฐานะพุทธศาสนิกชนที่ดียังมีอีกหลายทาง
เลือกเก็บบุญใส่ย่ามให้ถูกวิธี
เจริญสติสัมปชัญญะไว้เป็นนิตย์
.......................
ปฏิรูปถูก ปฏิรูปได้ พระศาสนากลับมาเจริญบริสุทธิ์รุ่งเรือง - เราก็ได้กำไร
ปฏิรูปไม่ได้ พระศาสนาเสื่อมโทรมไปเรื่อย ๆ - เราก็ไม่ขาดทุน-ถ้าได้ทำตัวทำใจได้ดังที่ว่ามา
จบครับ
แยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่เถิด!
----------------------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๖
๑๕:๐๑
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ