เก็บภาษีพระ (๑/๒)

--------------------------------------------

ประตูมีไม่ออก ชอบแหกคอกกันเสียจริง

--------------------------------------------

โปรดทราบว่า เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นเรื่องเก่าเก๋ากึ๊ก-สมัยที่คนชื่อ ไพบูลย์ นิติตะวัน ยังเกรี้ยวกราดเกรียงไกรอยู่ หลายท่านยังคงพอจำได้

ผมบันทึกข้อมูลไว้ แต่ไม่ได้เอามาเขียนในเวลานั้น เพราะไม่ชอบฮือตามกระแส

ตอนนี้ไม่มีกระแสอะไรแล้ว ก็เลยหยิบขึ้นมาดู

.........................................................

เวลานี้สังคมเราสร้างกำแพงประหลาดขึ้นมาอย่างหนึ่ง คือ

วันพ่อที ค่อยพูดถึงพ่อ

วันแม่ที ค่อยพูดถึงแม่

วันครูที ค่อยพูดถึงครู

วันเด็กที ค่อยพูดถึงเด็ก

ฯลฯ

ถ้าไม่ใช่วันนั้น ๆ ก็จะไม่มีใครพูดเรื่องนั้น ๆ

ใครเอาเรื่องนั้น ๆ มาพูด กลายเป็นคนไม่รู้จักกาลเทศะ ไปโน่นเลย

.........................................................

คติของผมคือ เรื่องอะไรที่ควรแก่การสนใจ เราควรศึกษาเรียนรู้และนำมาบอกกล่าวเผยแพร่ได้เสมอ อย่างเรื่องนี้ - เรื่องที่คิดจะเก็บภาษีพระ คนต้นคิดยังคิดอยู่หรือลืมไปแล้วก็ช่างเถอะ แต่เป็นเรื่องที่ผมเห็นว่าน่าสนใจ น่าศึกษา

.........................................................

พระต้องเสียภาษี

ถึงเป็นเงินสวด เงินบังสุกุลปากหีบ ก็ไม่เว้น

เพราะเป็นพุทธพาณิชย์

เป็นช่องให้คนห่มเหลือง

หากินกับศพ ...

ไพบูลย์ นิติตะวัน

.........................................................

ความคิดที่จะเก็บภาษีพระมีมูลเหตุมาจากเกิดข่าวอื้อฉาวว่าพระบางรูปมีเงินเป็นล้าน ๆ แล้วรู้สึกตรงกันว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย

ที่ว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยนั้น เข้าใจถูกต้องแล้ว

แต่ที่คิดจะเก็บภาษีจากพระนี่ ไม่ถูกต้องครับ

ผมขออนุญาตเสนอแนวคิดดังต่อไปนี้

.......................

ณ เวลานี้ ถ้าใครจะมาอ้างความเคร่งบอกว่าพระต้องไม่จับเงิน พระต้องไม่รับเงิน

ระวังพระท่านจะตั้งป้อมสู้เอานะครับ-ขอเตือนไว้ก่อน

มีเหตุผลมากมายที่พระจะยกขึ้นมาอ้างว่า สมัยนี้ถ้าไม่จับเงินไม่รับเงินก็ไม่สามารถดำรงชีพเป็นพระอยู่ได้-สึกดีกว่า

ผมไม่เน้นย้ำ และไม่ติดใจเรื่องจับเงิน/รับเงิน 

แต่ขอเสนอให้ใช้ระบบ “เงินกองกลาง” หรือ “เงินสงฆ์”

คือพระแต่ละรูปไม่มีสิทธิ์ครอบครองเงินทอง-อันนี้เป็นไปตามหลักพระธรรมวินัยอยู่แล้ว-เมื่อได้เงินมา ไม่ว่าจะเป็นนิตยภัตหรือเงินจรก็ตาม ต้องส่งเข้ากองกลางของวัด

พอพูดแค่นี้ พระทั้งประเทศคงจะขำกลิ้งว่า-อาจารย์ปู่ฝันเฟื่อง-พูดในสิ่งที่ทำไม่ได้

ตรงนี้แหละที่เราละเลยไม่เคยทำ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เป็นแค่เรื่องที่ “ควรทำ” แต่เป็นเรื่องที่ “ต้องทำ” เลยทีเดียว

และตรงนี้แหละที่กระทบ “ตัวกูของกู” ของพระแต่ละรูปอย่างรุนแรง

รับรองได้เลยว่า ตั้งแต่บวชมาจนถึงวันนี้ พระส่วนมากไม่เคยมีความคิดที่จะเอาเงินที่ได้มาไปเข้ากองกลาง หรือเป็น “ของสงฆ์”

สิทธิที่จะมีอะไร ๆ เป็นของส่วนตัว-โดยเฉพาะ “เงินส่วนตัว”-อยู่เหนือพระธรรมวินัยโดยทั่วไป

เพราะฉะนั้น ต้องทลายกำแพงนี้ให้ได้จึงจะแก้ปัญหาได้

เมื่อเงินที่ได้มาถูกส่งเข้ากองกลางแล้ว พระก็จะไม่มีทรัพย์สินที่เป็นเงินทองส่วนตัว

จึงไม่จำเป็นจะต้องมีใครมาคิดเรื่องเก็บภาษีพระให้น่าสังเวชใจ

และเป็นวิธีฝึกหัดขัดขูดเจ้า “ตัวกูของกู” ได้อย่างวิเศษ 

ตรงตามวัตถุประสงค์ของการเข้ามาบวชในพระศาสนาเป็นที่สุด

ระเบียบและรายละเอียดของการรับ-จ่ายเงินสงฆ์ควรจะเป็นประการใด ก็ไปคิดกำหนดกันเอา แต่ควรใช้หลักการเดียวกันทุกวัด-และต้องไม่เป็นการลบล้างพระธรรมวินัยในสาระสำคัญ

วันไหน เวลาไหน จำเป็นจะต้องใช้เงินไปเพื่อการอันใด - เช่นจะต้องนั่งแท็กซี่ไปเรียนหนังสือ (และอื่น ๆ) - ก็เบิกเงินจากกองกลางไป เบิกไปให้พอกับที่จะต้องใช้ ถ้าเหลือก็ส่งคืนกองกลาง ไม่ต้องเก็บไว้กับตัว

จะหยิบจะจับเงิน ก็ว่ากันไปตามความจำเป็น (จะได้ไม่ต้องเอามาอ้างว่า-ถ้าไม่จับเงินไม่รับเงินก็ไม่สามารถดำรงชีพเป็นพระอยู่ได้) 

หยิบแล้วจับแล้ว ตามพระธรรมวินัยท่านให้ปฏิบัติอย่างไร ก็ทำให้ถูกต้องตามนั้น เรื่องก็จบง่าย

ระบบนี้อาจจะไม่อำนวยความสะดวก 

แต่จะอำนวยความสะอาดให้พระได้มาก

ระบบนี้ ถ้ายังไม่เคยทำก็อาจจะรู้สึกว่าขลุกขลัก อึดอัด ไม่คล่องตัว 

แต่รับรองว่าถ้าฝึกจนเคยแล้ว จะไม่รู้สึกว่าขลุกขลักแต่ประการใดเลย 

หากแต่จะได้ทั้งความสะดวกและความสะอาดไปพร้อม ๆ กัน

วัดทุกวัด ตามระเบียบกำหนดให้มีไวยาวัจกรอยู่แล้ว 

หน้าที่หลักของไวยาวัจกรก็คือ รับเงิน-จ่ายเงินแทนพระ

ระบบเขาวางไว้รองรับดีอยู่แล้ว 

แต่เราไม่เอามาใช้กันเอง

จะหาใครมาเป็นไวยาวัจกร พระย่อมรู้ดี 

ถ้าจะให้เป็นมาตรฐาน ก็ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของวัด รับผิดชอบในการจัดหาไวยาวัจกรให้วัด รวมทั้งรับผิดชอบหากมีกรณีทุจริตคิดไม่ซื่อกับเงินวัด

ความจริงระบบนี้หลาย ๆ วัดก็ทำอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น วัดทั่วไปก็ไม่ต้องอ้างว่าทำไม่ได้

เหตุผลที่จะทำไม่ได้ หรือไม่ยอมทำ มีอยู่ข้อเดียวเท่านั้น คือกระทบกระเทือนผลประโยชน์ส่วนตัว หรือ “ตัวกูของกู” อันเปรียบเสมือนกำแพงมหึมา ยากที่จะเจาะทะลุทลายไปได้

มีเหตุผลเป็นอเนกอนันตังที่จะยกขึ้นมาอ้างว่า ระบบนี้มีข้อเสียมากมาย เช่น 

.........................................................

- ลิดรอนสิทธิส่วนบุคคล 

- ไม่ยุติธรรม เพราะคนหาได้ไม่ได้เป็นเจ้าของ คนที่ไม่ได้หากลับมีสิทธิ์ใช้สอยได้ด้วย (คิดอย่างนี้เพราะขาดสำนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมและคุณค่าของ “สงฆ์) 

- ถึงจะใช้ระบบนี้ก็ไม่สามารถจะห้ามไม่ให้พระสะสมเงินทองได้ เพราะมีวิธีหลบเลี่ยงได้ตั้งร้อยแปด 

- ทำไมจะต้องมาจ้องจับกันแต่เรื่องเงินทอง ศีลข้ออื่นอีกตั้งมากมายทำไมไม่ไปเข้มงวดกวดขันบ้าง 

- พระมีเงินทำให้ศาสนาเสื่อมมากนักหรือ พวกที่สอนผิด ปฏิบัติผิด หลอกลวงชาวบ้านกันเกลื่อนกลาดไม่ได้ทำให้ศาสนาเสื่อมหรือ ทำไมไม่ไปกวดขันพวกนั้นบ้าง

- ไอ้คนเสนอความคิดนี่ถ้าให้มันมาบวชใหม่ อยากรู้นักว่ามันจะทำอยางที่เสนอนี่ได้ไหม

ฯลฯ

.........................................................

สรุปก็คือ ข้องขัดสารพัดสารพัน

เพราะฉะนั้น ที่เสนอมานี้ ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นข้อเสนอที่ดี สามารถทำได้

แต่-ไม่ทำ 

ใครจะทำไม

(เย็นไว้-ยังไม่จบ)

------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

๑๓:๑๙

เก็บภาษีพระ (๒/๒)

[full-post]

ปกิณกธรรม,ภาษี,เก็บภาษีพระ,ทองย้อย,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.