สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


พระพุทธเจ้าทรงมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก แต่เมื่อเสวยสูกรมัททวะแล้ว ทำไมจึงทรงอาพาธหนัก

    ถาม พระพุทธเจ้าทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก เหตุใดเมื่อเสวยสูกรมัททวะแล้ว จึงทรงอาพาธหนัก ถึงกับปรินิพพาน มิเป็นการแสดงว่าพระองค์ไม่มีอานุภาพมากหรอกหรือ ที่ถามนี้มิได้มีเจตนาจะดูหมิ่นประการใด แต่เกิดสงสัยจึงถามมา 

    ตอบ ความจริงเรื่องนี้น่าจะเป็นอุทาหรณ์ได้อย่างดีทีเดียวว่า สัตว์โลกทั้งหลาย ย่อมเป็นไปตามกรรม ไม่มีใครจะหนีกรรมที่ตนทำไว้พ้น แม้ผู้นั้นจะมีอำนาจมาก มีฤทธิ์มากอย่าพระพุทธเจ้า ก็ไม่อาจหลีกหนีกรรมที่ตามมาให้ผลแก่พระองค์ได้ เป็นการรับรองพระธรรมที่พระองค์ทรงค้นพบและทรงนำมาแสดง ว่าสิ่งที่พระองค์ทรงค้นพบนั้นเป็นความจริง ซึ่งไม่มีผู้ใดจะหลีกเลี่ยงได้ การที่พระองค์เสวยสูกรมัททวะ อันเป็นอาหาร มื้อสุดท้ายที่นายจุนทะกัมมารบุตรปรุงถวายอย่างประณีตแล้วทรงอาพาธนั้น เห็นจะไม่ถูกต้องนัก เพราะความจริงนั้นพระองค์ทรงอาพาธหนักมาก่อนแล้ว ตั้งแต่เมื่อเสด็จออกจากเมืองเวสาลี เพื่อจะมาปรินิพพานที่เมืองกุสินารา แต่ทรงข่มอาพาธเสียได้ด้วยอำนาจสมาบัติ คือทำให้บรรเทาลง จึงสามารถเสด็จเดินทางไปได้ตามลำดับ จนกระทั่งมาถึง เมืองปาวา ที่นายจุนทะผู้ที่อยู่

    ก็นายจุนทะนั้น ท่านเป็นพระโสดาบัน ในคราวที่พบพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก และได้ถวายสวนมะม่วงของตนให้เป็นอารามของสงฆ์ ธรรมดานั้นพระโสดาบันเป็นผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแน่นแฟ้น ยากที่จะหาผู้ใดเสมอ เพราะฉะนั้นนายจุนทะท่านก็จะต้องถวายอาหารที่ประณีตแก่พระพุทธเจ้าแน่นอน จะ ไม่ถวายอาหารที่เป็นพิษแก่พระพุทธเจ้าเป็นอันขาด แต่เพราะเทวดาในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ รวมทั้งทวีปน้อยด้วย ได้พากันมาใส่โอชะลงในสุกรมัททวะนั้น จึงยากที่ไฟธาตุของภิกษุอื่นจะย่อยได้ พระพุทธองค์เสวยแล้วจึงรับสั่งให้เอาไปฝังเสีย

    ในอรรถกถามหาปรินิพพานสูตรกล่าวไว้ที่เดียวว่า สูกรมัททวะนั้นมิได้เป็นพิษแก่พระองค์ ที่แท้กลับทำให้พระองค์ทรงคลายความอาพาธลง คือมีทุกขเวทนาเบาบางลง จนสามารถเสด็จต่อไปจนถึงเมืองกุสินาราตามพระประสงค์ได้ เพราะถึงแม้พระองค์จะมิได้เสวยสูกรมัททวะ พระองค์ก็ทรงอาพาธอยู่แล้ว ด้วยอำนาจของอกุศลกรรมที่ตามมาให้ผล และจะอาพาธหนักกว่านั้นเสียอีก หากไม่ได้อาหารของนายจุนทะ แต่เพราะได้อาหาร ที่ประณีตของนายจุนทะทุกขเวทนาจึงเบาบางลง พอที่จะเสด็จต่อไปได้

    ก็กรรมที่เป็นเหตุให้พระองค์ทรงอาพาธหนัก จนถึงกับมีพระโลหิตไหลไม่หยุดนั้น พระองค์ตรัสเล่าไว้เองใน ขุททกนิกาย อปทาน ตอนพุทธาปทานที่ชื่อว่า ปุพพกรรมปิโลติ ตอนหนึ่งว่า เมื่อก่อนนี้เราเป็นหมอรักษาโรค ได้ถ่ายยาให้เศรษฐีบุตรถึงแก่ความตาย ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น โรคปักขันธิกาพาธจึงมีแก่เรา เพราะฉะนั้นกรรมจึงเป็นเรื่องที่หลีกหนีไม่พ้นจริงๆ เมื่อเขาได้โอกาสให้ผล แม้ว่าผู้นั้นจะเป็นผู้ทรงฤทธิ์ ทรงอานุภาพมากอย่างพระพุทธเจ้า

    ถ้าจะมีผู้ถามว่า แล้วเราจะเชื่อเรื่องกรรมที่พระองค์ทรงเล่าได้เพียงไร เพราะเรามิได้รู้มิได้เห็นการทำกรรมเก่าของพระองค์ ข้อนี้ก็เห็นจะต้องขอให้ยอมรับกันเสียก่อนว่า พระพุทธเจ้านั้นทรงหมดจดจากกิเลสทั้งปวง ย่อมจะไม่กล่าวคำที่ไม่เป็นความจริงเป็นอันขาด ถ้ายอมรับข้อนี้ก็เห็นจะพอพูดกันต่อไปได้ ทั้งก็ต้องยอมรับว่า ในวันที่พระองค์ ทรงตรัสรู้นั้น ก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น ในปฐมยาม พระองค์ทรงได้ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือญาณที่ระลึกชาติในหนหลังได้ก่อนเป็นญาณแรก พอมัชฌิมยาม จึงทรงบรรลุญาณที่ ๒ ที่ชื่อว่า จุตูปปาตญาณ คือทรงรู้การตายและการเกิดของ

สัตว์ทั้งหลายตามความเป็นจริง ปัจฉิมยามจึงทรงบรรลุอาสวักขยญาณ ทรงรู้ความสิ้นไปของอาสวะทั้งหลาย ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าด้วยพระองค์เอง ถ้าเรายอมรับญาณความรู้เหล่านี้ของพระพุทธองค์ เราก็ต้องยอมรับว่าที่พระองค์ตรัสถึงเรื่องกรรมเก่า อันเป็นเหตุให้พระองค์ต้องได้รับความทุกข์เพราะโรคปักขันทิกาพาธ รวมทั้งวิบากกรรมอื่นๆ ด้วยว่าเป็นความจริง ทั้งหมดนี้มิใช่เราจะเชื่อกันแบบงมงาย แต่เราเชื่อกันด้วยความจริงที่มีผู้พิสูจน์มาแล้ว ผู้พิสูจน์นั้นก็ล้วนเป็นพระอรหันต์ ผู้สิ้นกิเลสแล้วทั้งสิ้น ถ้าเราอยากจะ พิสูจน์ว่า เป็นความจริงเพียงไร เราก็สามารถพิสูจน์ได้ ด้วยการปฏิบัติให้มีคุณธรรมเช่นกับท่าน ถ้าปฏิบัติจนมีคุณธรรมเช่นกับท่านแล้ว ไม่พบสิ่งที่ท่านพบกันมา จึงค่อยปฏิเสธ

------------------


[full-post]

ปกิณกธรรม,สุกรมัททวะ,อาพาธ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.