สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
สีลังอเจตสิกันติกถา ว่าด้วยวาทะความเห็นต่าง " ศีลไม่เป็นเจตสิก " ระหว่างกลุ่มนิกายมหาสังฆิกะ(ปรวาที)กับกลุ่มเุถรวาท(สกวาที) มี ประเด็นที่กล่าวล้มล้างความเห็นต่างกัน ๔ ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ ๑ ศีลไม่ใช่รูป ไม่ใช่นิพพาน
สกวาทีถือตามหลักอภิธรรมว่า ปรมัตถธรรม มี ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน. ตามที่ปรวาทีเห็นว่า ศีลไม่เป็นเจตสิก ก็แสดงว่า ศีลไม่ประกอบกับจิตนั่นเอง :
" ศีลเป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็นโผฏฐัพพายตนะ หรือ ? "
ปรวาทีตอบปฏิเสธว่า " ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. "
ประเด็นที่ ๒ ศีลเป็นเจตสิกเช่นเดียวกับเจตสิกอื่นๆ ที่ประกอบในกุศลจิต
สกวาทีถามว่า " ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา, สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ไม่เป็นเจตสิก หรือ ? "
ปรวาทีเมื่อถูกถามถึงผัสสะ เป็นต้น ครั้งแรกตอบปฏิเสธเพื่อให้เข้ากับลัทธิของตน แต่เมื่อถูกถามอีกครั้งก็ยอมรับว่า ผัสสะ เป็นต้น เป็นเจตสิก, อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่า " ศีล เช่น สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นเจตสิก เหมือนกับผัสสะเป็นต้น หรือ ? " ปรวาทีก็ยังไม่ยอมรับว่า " ศีลเป็นเจตสิก "
ประเด็นที่ ๓ ศีลเป็นเจตสิก เพราะศีลมีวิบากผล
สกวาทีถามว่า ศีล เช่น สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ มี วิบากผลไม่น่าปรารถนา หรือน่าปรารถนา ?
เมื่อปรวาทียอมรับว่า ศีลมีวิบากผลน่าปรารถนา
สกวาทีก็ถามเทียบว่า " สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา มีวิบากผลน่าปรารถนา และ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ก็เป็นเจตสิก มิใช่หรือ ? "
" ศีลก็มีวิบากผลน่าปรารถนา ดังนั้น ศีลก็ต้องเป็นเจตสิกเหมือนกันมิใช่หรือ ? "
ปรวาทีแม้ยอมรับว่า สัทธา เป็นต้น ซึ่งมีวิบากผลน่าปรารถนา เป็นเจตสิก แต่ยังไม่ยอมรับว่า ศีลซึ่งมีวิบากผลน่าปรารถนาเช่นกันเป็นเจตสิก.ข้อนี้แสดงจุดอ่อนของความเห็นฝ่ายปรวาที เพราะในปรมัตถธรรม ๔ รูปและนิพพานไม่มีวิบากผล ไม่ว่าน่าปรารถนา หรือไม่น่าปรารถนา มีแต่จิตเจตสิกเท่านั้นที่มีวิบากผลน่าปรารถนาและไม่นาปรารถนา ด้วยเหตุนี้ สกวาทีจึงถามรุกว่า
" ศีล ไม่มีวิบากผล หรือ ? "
ปรวาทีจนแต้มจึงต้องยอมรับว่า " ศีลมีวิบากผล "
สกวาทีจึงลงนิคคหะ(ติเตียน)ชี้ความผิดพลาดความเห็นของปรวาทีว่า
" หากว่า ศีลมีวิบากผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ศีลไม่เป็นเจตสิก. "
และเพื่อเป็นการยัำว่า ศีลเป็นเจตสิกเพราะมีวิบากผล สกวาทีจึงถามเทียบกับธรรมฝ่ายรูป ซึ่งไม่เป็นเจตสิก และไม่มีวิบากผล ดังนี้
เทียบคู่ที่ ๑
สกวาที. " จักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตะ ไม่เป็นเจตสิก ไม่มีวิบากผล หรือ ? "
ปรวาที " ถูกแล้ว "
สกวาที " ศีลไม่เป็นเจตสิก และไม่มีวิบากผล หรือ ? "
ปรวาที " ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น "
เทียบคู่ที่ ๒
สกวาที " ศีลไม่เป็นเจตสิก แต่มีวิบากผล หรือ ? "
ปรวาที " ถูกแล้ว.
"
สกวาที " จักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ ไม่เป็นเจตสิก แต่มีวิบากผล หรือ ? "
ปรวาที " ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. "
คำตอบและคำตอบปฏิเสธของปรวาทีขัดแย้งกัน แสดงจุดอ่อนความเห็นของปรวาทีว่า ไม่เป็นไปตามสภาวธรรมที่เป็นจริง แต่ตอบสักแต่ว่ายืนกรานเพื่อรักษาลัทธิตนให้ได้เท่านั้น
ประเด็นที่ ๔ ศีลเป็นเจตสิก เพราะศีลมีอยู่ในองค์มรรค
สกวาที ถามถึงองค์มรรค เช่น สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาสติ สัมมาวายามะ สัมมาสมาธิ ว่า ไม่เป็นเจตสิก หรือเป็นเจตสิก.
เมื่อปรวาทียอมรับว่า องค์มรรคเหล่านั้นเป็นเจตสิก.
สกวาทีก็ถามถึงองค์มรรคที่เป็นศีลว่า " สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ไม่เป็นเจตสิด หรือว่าเป็นเจตสิก ? "
่่ ปรวาทีแม้ถูกถามในเชิงเทียบให้เห็นว่า ศีลเป็นเจตสิกเพียงไรก็ตาม ก็ยังยืนยันหนักแน่นว่า ศีลไม่เป็นเจตสิก ด้วยการยกความคิดเห็นที่กลุ่มนิกายของตน(มหาสังฆิกะ) ยึดมั่นถือมั่นว่า " บุคคลผู้มีศีล แม้ศีลเกิดขึ้นแล้ว และได้ดับไปแล้ว ก็ยังได้ชื่อว่า เป็นผู้มีศีล ไม่ใช่ได้ชื่อว่า เป็นผู้ทุศีลอยู่นั่นแหละ
(คัมภีร์กถาวัตถุ คาถาที่ ๑๐๓ วรรคที่ ๑๐ เรื่องที่ ๗ หน้าที่ ๑๔๐๗ - ๑๔๑๗)

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ