สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
พระพุทธเจ้าตรัสตอบรับที่จะแสดงข้อปฏิบัติของมุนีว่า " เราจะบัญญัติปฏิปทาของมุนีที่ทำได้ยาก ซึ่งคนทั่วไปไม่ยินดี เพราะปฏิบัติได้ยาก เราจะบอกปฏิปทาของมุนีนั้นแก่ท่าน "
ข้อปฏิบัติเมื่ออยู่ในบ้าน
จากนั้นตรัสแสดงเป็น
ลำดับดังนี้
“ท่านจงดูแลตน จงเป็นผู้มั่นคง พึงกระทำการด่าและการกราบไหว้ในบ้านให้ เสมอกัน คือพึงรักษาจิตไม่ให้คิดร้าย พึงเป็นผู้สงบ ไม่มีความเย่อหยิ่งเที่ยวไป" คือ จงเพียรพยายามด้วยตนอย่าย่อท้อ มีความอดกลั้นต่อความไม่น่ายินดี เมื่อเข้าไปผูกพันกับ ญาติโยมก็อย่าปล่อยให้กิเลสเกิดขึ้น, ทำจิตอย่าให้ยินดีเมื่อมีคนไหว้ และอย่ายินร้ายหากมีผู้ด่า พึงยังจิตให้สงบ ไม่ลำพอง แม้จะมีพระราชากราบไหว้ก็ตาม
ข้อปฏิบัติเมื่ออยู่ในป่า ให้สำรวมอินทรีย์
“อารมณ์ที่สูงต่ำเปรียบเหมือนเปลวไฟในป่า ย่อมมาสู่จักษุทวาร เป็นต้น เหล่านารีอาจประเล้าประโลมมุนี นารีเหล่านั้นอย่าพึงประเล้าประโลมท่าน คือ แม้จะอยู่ในป่าหรือในสวนก็ยังอาจพบกับอารมณ์ที่ไม่น่าชอบใจ (อารมณ์ต่ำ) เช่น เสือโคร่ง เป็นต้น และอารมณ์ที่น่าชอบใจ (อารมณ์สูง) เช่น เห็นหญิงเก็บฟืน เป็นต้น อารมณ์สูงๆ ต่ำๆ เหล่านั้น เป็นเหมือนเปลวไฟ, จงระมัดระวังอาการต่างๆของสตรี เช่น หัวเราะร้องไห้ และแก้ผ้า เป็นต้น อย่าให้นางเข้าใกล้
ตรัสให้สํารวมในปาติโมกข์
"มุนีละกามทั้งหลายทั้งที่ดี แล้วงดเว้นเมถุนธรรม, ไม่ยินดียินร้ายในสัตว์ทั้งหลาย ผู้สะดุ้งและมั่นคง พึงกระทำตนให้เป็นอุปมาว่า ตัวเราฉันใด สัตว์เหล่านั้นก็ฉันนั้น สัตว์เหล่านี้ ฉันใด ตัวเราก็ฉันนั้น ดังนี้แล้ว ไม่พึงฆ่าเอง ไม่พึงใช้ผู้อื่นให้ฆ่า" คือ มุนีนั้นนอกจากจะงดเว้นเมถุนแล้ว ยังต้องละกามคุณอื่นๆ ด้วย เช่น การดู การฟัง สิ่งที่เป็นข้าศึกต่อกุศล รวมความว่าพึงเว้นจากกามคุณทั้งที่ดีและไม่ดี ไม่ควรให้เกิดความ ดำริในการฆ่าสัตว์ ทั้งสัตว์ที่แข็งแรงและอ่อนแอ พึงพิจารณาให้เห็นจริงว่าสัตว์ทั้งหลายต่างก็รักชีวิต ต้องการความมั่นคงในชีวิต ไม่อยากตายเฉกเช่นเดียวกับตัวเราที่เกลียดความตาย เกลียดความเบียดเบียน
ตรัสอาชีวปาริสุทธิ์ (ความบริสุทธิ์ของการเลี้ยงชีพ)
"มุนีละความปรารถนาและความโลภในปัจจัย (๔) อย่างที่พวกปุถุชนติดอยู่ เป็นผู้มีจักษุ พึงปฏิบัติปฏิปทาของมุนีนี้ พึงข้ามความทะเยอทะยานในปัจจัย ซึ่งเป็นเหตุแห่งมิจฉาชีพที่หมายรู้กันว่านรกนี้เสีย"
คือ มุนี้ต้องพยายามละตัณหาต้นเหตุของมิจฉาชีพ เพราะเป็นความปรารถนาเกินวิสัยอย่างที่ปุถุชนปรารถนาหนึ่งอย่าง แล้วก็ปรารถนาเรื่อยไปไม่สิ้นสุด มุนี้ต้องมีจักษุ คือ ปัญญากำจัดตัณหานั้น จึงจะข้ามนรกอันเนื่องมาจากมิจฉาชีพ
ตรัสโภชเนมัตตัญญุตา
"พึงเป็นผู้มีท้องพร่องบริโภคพอประมาณ มีความปรารถนาน้อย ไม่มีความโลภ เป็นผู้หายหิว ไม่มีความปรารถนาด้วยความอยาก ดับความเร่าร้อนได้แล้วทุกเมื่อ"
คือ ให้มุนีมีความสันโดษในปัจจัย ๔ อย่าง ฉันอาหารแต่พอประมาณ ไม่ฉันน้อยไปหรือมากไป มีความปรารถนาน้อย ๔ อย่าง คือ ปรารถนาน้อยในปัจจัย ๔. ปรารถนาน้อยในธุดงค์ ได้แก่ การ ไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นล่วงรู้ว่าเรารักษาธุดงค์, ปรารถนาน้อยในปริยัติ ได้แก่ ไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นรู้จักว่าเรา เป็นพหูสูต และปรารถนาน้อยในอธิคม ได้แก่ ไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นรู้ว่าเราบรรลุฌานหรือโสดาปัตติมรรค เป็นต้น
จงพยายามละความโลภซึ่งทำให้หิวด้วยอรหัตตมรรค
ตรัสธุดงค์ การขวนขวายในฌานและการเข้าสู่บ้าน
"มุนีนั้นได้บัณฑบาตแล้ว (บิณฑบาตเป็นวัตร) พึงเข้าไปยังชายป่า (อยู่ป่าเป็นวัตร) นั่งที่โคนต้นไม้ (อยู่โคนไม้เป็นวัตร) พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน (ทั้งโลกียฌาน และโลกุตตรฌาน) เป็นนักปราชญ์ ยินดีแล้วในป่า พึงทำจิตให้ยินดียิ่ง เพ่งฌานอยู่ที่โคนต้นไม้
ครั้นลวงราตรีไปแล้ว พึงเข้าไปสู่บ้าน ไม่ยินดีโภชนะที่ยังไม่ได้ (ไม่ยินดีการนิมนต์ ให้เข้าไปฉัน) และโภชนะที่เขานำไปจากบ้าน (ไม่เข้าไปรับอาหารภายในบ้านที่เขานิมนต์ พึงบิณฑบาตไปตามลำดับเรือนโดยไม่เข้าไปภายในบ้าน )
เข้าไปสู่เขตบ้านแล้ว
ไม่ฟังเที่ยวไปในสกุลโดยรีบร้อน (ไม่เกี่ยวข้องผูกพันกับพวกเขา) ตัดถ้อยคำเสียแล้ว (ไม่กล่าววาจาอันเป็นเหตุให้ได้ปัจจัย) ไม่พึงกล่าววาจาเกี่ยวกับการแสวงหาของกิน
มนีนั้นคิดว่า เราได้สิ่งใด สิ่งนี้นยังประโยชน์ให้สำเร็จ ถ้าเราไม่ได้ก็เป็นความดี ดังนี้แล้วเป็นผู้คงที่(ไม่ผิดปกติ วางใจเป็นกลาง) เพราะการได้และไม่ได้ทั้งสองอย่างนั้นนั้นแล ย่อมก้าวล่วงทุกข์เสียได้ (ไม่เกิดโสมนัสและโทมนัส)
เปรียบเหมือนคนแสวงหาผลไม้ เข้าไปยังต้นไม้แล้ว แม้จะได้หรือแม้จะไม่ได้ ก็ไม่ยินดี ไม่เสียใจ วางจิตเป็นกลางกลับไป ฉะนั้น
มุนีมีบาตรในมือเที่ยวไปอยู่ไม่เป็นใบ้ ก็สมมติว่าเป็นใบ้ ไม่พึงหมิ่นทานว่าน้อย ไม่พึงดูแคลนบุคคลผู้ให้
ก็ปฏิปทาสูงต่ำ (หมายถึงมรรคปฏิปทา, หากปฏิบัติง่ายและรู้เร็ว ก็เรียกว่า ปฏิปทาสูง หากปฏิบัติยากและรู้ช้าก็เรียกว่าปฏิปทาต่ำ) พระพุทธสมณะทรงประกาศแล้ว, มุนีทั้งหลายย่อมไม่ไปสู่นิพพานถึง ๒ ครั้ง นิพพานนี้ควรถูกต้องครั้งเดียวเท่านั้น ก็หามิได้ (คือ ย่อมไม่ไปสู่นิพพานถึง ๒ ครั้งด้วยมรรคเดียว เช่น โสดาปัตติมรรค เกิดขึ้นละกิเลสเพียงครั้งเดียว โสดาปัตติมรรคจะไม่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองอีก)
ก็ภิกษุผู้ไม่มีตัณหา ตัดกระแสกิเลสได้แล้ว ละกิจน้อยใหญ่ (กิจที่เกิดจากกิเลส) ได้เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่มีความเร่าร้อน"
ทรงแสดงข้อปฏิบัติที่ทำได้ยากยิ่งขึ้น
“เราจักบอกข้อปฏิบัติของมุนีแก่ท่าน ภิกษุผู้ปฏิบัติปฏิปทาของมุนี พึงเป็นผู้มี
คมมีดโกนเป็นเครื่องเปรียบ กดเพดานไว้ด้วยลิ้นแล้ว พึงเป็นผู้สำรวมท้อง"
คือ ไม่พึงฉันอาหารที่ได้มาอย่างไม่ชอบธรรม พึงข่มความอยากในรสด้วยการกดเพดานด้วยลิ้น แม้ได้อาหารมาอย่างชอบธรรมก็พึงบริโภคอย่างระมัดระวังอย่าให้กิเลสเกิดขึ้น เหมือนคนเลียน้ำผึ้งที่คมมีดโกน เขาต้องเลียอย่างระมัดระวังเพราะเกรงว่าลิ้นจะขาด
มีจิตไม่ย่อหย่อน และไม่พึงคิดมาก (เช่น วิตกถึงญาติและสภาพอากาศเป็นต้น) เป็นผู้ไม่มีกลิ่นดิบ (กิเลส) อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว (คือประพฤติพรหมจรรย์ โดยปราศจากตัณหาและทิฏฐิ) มีพรหมจรรย์ (สิกขา ๓, มรรค) เป็นที่ไปในเบื้องหน้า
พึงศึกษาเพื่อการนั่งผู้เดียว และเพื่อประกอบภาวนาที่สมณะพึงอบรม (เจริญ กรรมฐานทั้งหลาย) ท่านเป็นผู้เดียวแลที่จะได้รับความอภิรมย์จากความเป็นมุนีตามที่เราบอก ที่นั้นจงประกาศไปทั่วทั้ง ๑๐ ทิศ (คือหากเจริญปฏิปทาเหล่านี้ก็จะมีเกียรติ ฟุ้งไป ๑๐ ทิศ)
เมื่อท่านได้ฟังเสียงสรรเสริญของนักปราชญ์ทั้งหลายผู้เพ่งฌาน ผู้สละกามแล้ว แต่นั้น พึงกระทำหิริและศรัทธาให้ยิ่งขึ้นไป เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านก็เป็นสาวกของเราได้
เป็นสมณะก็ต้องมีคุณของบัณฑิตด้วย
“ท่านจะรู้แจ่มแจ้งซึ่งคำที่กล่าวนั้นได้ด้วยการแสดงแม่น้ำทั้งหลาย (คือยก ตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ เรื่องคนกับน้ำ) ทั้งในเหมืองและในหนอง สายน้ำที่ตกจากห้วยย่อมไหลดังโดยรอบ ส่วนสายน้ำใหญ่ในแม่น้ำย่อมไหลนิ่ง สิ่งใดพร่อง สิ่งนั้นย่อมดัง สิ่งใดเต็ม สิ่งนั้นย่อมเงียบ"
คือ สาย ยิ่งเป็นสายเล็กๆย่อมไหลดัง ส่วนสายน้ำใหญ่จะไหลนิ่ง ผู้ไม่นับถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นของเรา ย่อมฟุ้งซ่านว่าเราไม่ได้บำเพ็ญปฏิปทาของมุนี สำหรับผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของเรา ย่อมไม่ฟุ้งซ่าน มีหิริ ศรัทธา และมีจิตสงบ ดุจแม่น้ำใหญ่ไหลเงียบ
"คนพาลเปรียบด้วยหม้อน้ำที่มีนํ้าครึ่งหนึ่ง บัณฑิตเปรียบเหมือนห้วงน้ำที่เต็ม สมณะ (หมายถึงตัวพระองค์) กล่าวถ้อยคำใดมาก ที่เข้าถึงประโยชน์ประกอบด้วยประโยชน์ รู้ถ้อยคำนั้นอยู่ ย่อมแสดงธรรม (ทรงต้องการให้รู้ถึงเหตุที่ทรงต้องการ แสดงธรรม)
สมณะนั้นรู้อยู่ ย่อมกล่าวถ้อยคำมาก สมณะใดรู้อยู่ สำรวมตน สมณะนั้นรู้สิ่งที่เป็นเหตุไม่นำประโยชน์เกื้อกูลและความสุขมาให้สรรพสัตว์ ดังนั้นจึงไม่พูดมาก
สมณะผู้นั้นเป็นมุนี ย่อมควรแก่ปฏิปทาของมุนี สมณะนั้นได้ถึงธรรมเครื่อง เป็นมุนีแล้ว (คืออรหัตตมรรค)
(ขุ.สุ.ข้อ ๓๘๘-๓๘๙)
ท่านมิได้เล่าว่า จบเทศนาแล้วนาลกดาบสทูลขอบวชหรือไม่? แต่ก็เข้าใจได้ว่านาลกดาบสจะต้องกราบทูลขอบวชให้สมกับความที่ได้รอคอยมานาน
ถวายบังคมลา เพียรพยายามเคร่งครัด บรรลุพระอรหัต
อรรถกถาเล่าว่า พระนาลกเถระมีจิตเลื่อมใส มีความปรารถนาน้อยในฐานะ ๓ คือ
มิได้เกิดความโลเลขึ้นในใจเลยว่า “ทำอย่างไรดีหนอ เราจึงจะได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าอีก นี้เป็นความปรารถนาน้อยในการเห็น
ไม่เกิดความโลเลว่า “ทำอย่างไรดีหนอ เราจึงจะได้ฟังพระธรรมเทศนาอีก นี้เป็นความปรารถนาน้อยในการฟัง
ไม่เกิดความโลเลว่า “ทำอย่างไรดีหนอ เราจึงจะได้ถามโมเนยยปฏิปทาอีก" เป็นความปรารถนาน้อยในการถาม ๑
ท่านถวายบังคมลาพระพุทธเจ้าแล้วไปอยู่ที่เชิงเขา และอยู่ในไพรสณฑ์แต่ละแห่งไม่เกิน ๒ วัน นั่งโคนไม้ที่เดิมเกิน ๒ วัน (ไม่นั่งที่โคนต้นไม้ต้นเดียวถึง ๒ วัน) ไม่เข้าไปบิณฑบาตหมู่บ้านเดิมเกิน ๒ วัน
พระนาลกะเที่ยวจากป่านี้สู่ป่าโน้น จากต้นไม้นี้สู่ต้นไม้โน้น ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต เป็นพระอรหันต์
ปรินิพพาน
ท่านว่า หากภิกษุผู้ปฏิบัติโมเนยยปฏิปทาอย่างสูงสุด (อย่างอุกฤษฎ์) ก็จะมีชีวิตอยู่ได้ ๗ เดือน หากปฏิบัติอย่างปานกลางจะมีชีวิตอยู่ได้ ๗ ปี หากปฏิบัติอย่างอ่อนจะมีชีวิตอยู่ได้ ๑๖ ปี ท่านพระนาลกเถระปฏิบัติอย่างสูงสุด ท่านจึงมีชีวิตอยู่ได้ ๗ เดือน
ในวันที่ท่านปรินิพพานนั้น ท่านสรงน้ำ นุ่งผ้า คาดผ้าพันกาย ห่มผ้าสังฆาฏิ ๒ ชั้น หันหน้าไป ทางที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วประนมมือยืนพิงภูเขาหิงคุละ ปรินิพพานอย่างสงบด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
พระพุทธเจ้าทรงทราบแล้วได้เสด็จไปยังภูเขานั้นพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ตรัสให้ทำฌาปนกิจแล้ว ให้เก็บอัฐิธาตุไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ แล้วเสด็จกลับ
(สุตฺต.อ.๑/๖/๖๓๑-๖๖๑, อุปทาน.อ.๘/๑/๑๑๖)
ข้อปฏิบัติของมุนี (โมเนยยปฏิปทา) ที่พระเถระนี้ปฏิบัติ ถือเป็นวิธีปฏิบัติที่เคร่งครัดออกไปทางทำตนเอง ให้ลำบาก (อัตตกิลมถานุโยค) แต่ก็ไม่ใช่เพราะท่านปฏิบัติด้วยปัญญาไม่เกี่ยข้องกับมิจฉาทิฏฐิ ทรงอนุญาตให้ ปฏิบัติได้ตามกำลังบุญญาธิการ ในสมัยของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะมีเพียงหนึ่งท่านเท่านั้นที่ปฏิบัติได้ถึงข้้นอุกฤษฎ์ เป็นอสีติมหาสาวก ไม่จัดเป็นเอตทัคคะทั้งที่มีองค์เดียว(ดูเหตุผลพระสาวก ๓ ประเภทประกอบด้วยครับ)

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ