บทสรุปคุณลักษณะพิเศษแห่งพระพุทธศาสนา (๓)
-------------------
ท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ เขียนหนังสือไว้มาก หนึ่งในหนังสือเหล่านั้น คือ “คุณลักษณะพิเศษแห่งพระพุทธศาสนา” บรรยายคุณลักษณะพิเศษให้รู้ว่า พระพุทธศาสนาสอนอย่างไรหรือสอนอะไร
ต่อไปนี้เป็นข้อความจากบทสรุปในหนังสือคุณลักษณะพิเศษแห่งพระพุทธศาสนา ต่อจากตอนที่แล้ว
(ท่านกำลังอ่านข้อความของท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ)
.........................................
พระพุทธศาสนาสอนมิให้ใช้วิธีอ้อนวอนบวงสรวงเพื่อให้สำเร็จผล แต่สอนให้ลงมือทำเพื่อให้เกิดผลที่มุ่งหมายนั้นให้ถูกทาง
พระพุทธศาสนาสอนให้มองโลกโดยรู้เท่าทันความจริงที่ว่า มีความไม่เที่ยงแท้ถาวร ทนอยู่ไม่ได้ และไม่ใช่ตัวตนที่พึงยึดถือ จะได้มีความปลอดโปร่งใจ ไม่ยึดมั่นจนเกินไปซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้โดยง่าย
พระพุทธศาสนาสอนให้ถือธรรมคือความถูกความตรงเป็นใหญ่ ไม่ให้ถือตนเป็นใหญ่ หรือถือโลกเป็นใหญ่ พูดง่าย ๆ ก็คือไม่ถือบุคคลเป็นสำคัญ แต่ถือธรรมหรือความถูกตรงเป็นสำคัญ
พระพุทธศาสนาสอนปรมัตถ์ คือประโยชน์อย่างยิ่ง คือให้รู้จักความจริงที่เป็นแก่น ไม่หลงติดอยู่ในความสมมติต่าง ๆ เช่นลาภยศเป็นต้น แต่ในการเกี่ยวข้องกับสังคม ก็สอนให้รู้จักรับรองสมมติ ทางกายและวาจาตามสมควร เช่นเมื่อเข้าประชุมชนก็ให้ทำตนให้เข้าได้กับประชุมชนนั้น ๆ ให้ใช้ถ้อยคำให้ถูกตามสมมติบัญญัติ ไม่ใช่เมื่อถือว่าไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขาแล้ว ก็เลยเข้ากับใครไม่ได้ การที่พระพุทธศาสนายั่งยืนมาได้ ก็เพราะถึงคราวรับรองสมมติบัญญัติ ก็รับรองตามสมควร ถึงคราวสอนใจให้รู้เท่าสมมติบัญญัติ ก็ให้สอนใจมิให้ติดให้หลงจนเป็นเหตุมัวเมางมงาย
พระพุทธศาสนาสอนธรรมตั้งแต่ชั้นต่ำจนถึงธรรมชั้นสูง แต่ละประเภทเหมาะแก่จริตอัธยาศัยและความสามารถของแต่ละคน เหมือนให้อาหารแก่เด็กอ่อนแก่เด็กโตตามความเหมาะสมฉะนั้น
พระพุทธศาสนาสอนว่า ปัญญาเป็นเครื่องส่องทางแห่งชีวิตที่นับเป็นแสงสว่างในโลก และได้สอนต่อไปว่าปัญญานั้นทำให้เกิดได้ ไม่ใช่ปัญญาตามบุญตามกรรม การทำให้เกิดปัญญาคือการคิด การศึกษาสดับตรับฟัง และการลงมือปฏิบัติอบรมให้เกิดปัญญา
พระพุทธศาสนาสอนหนักแน่นในเรื่องความเป็นผู้กตัญญูรู้คุณผู้อื่นและกตเวทีตอบแทนคุณท่าน และสรรเสริญว่าใครมีคุณข้อนี้ชื่อว่าเป็นคนดีและประพฤติสิ่งเป็นสวัสดิมงคล
พระพุทธศาสนาสอนให้ดับทุกข์ โดยรู้จักว่าอะไรเป็นทุกข์อะไรเป็นต้นเหตุ และการดับความทุกข์ได้แก่ดับเหตุของทุกข์ รวมทั้งให้รู้จักข้อปฏิบัติที่จะให้ถึงความดับทุกข์ด้วย จึงชื่อว่าสอนเรื่องดับทุกข์ได้อย่างมีเหตุผล ซึ่งควรจะได้ศึกษาและปฏิบัติตาม
พระพุทธศาสนามิได้สอนให้ย่ำยี หรือซ้ำเติมคนที่ทำอะไรผิดไปแล้ว ควรจะช่วยกันให้กำลังใจในการกลับตัวของเขา ไม่ควรดูหมิ่นเหยียดหยาม พระพุทธเจ้าเองก็เคยทรงเล่าเรื่องความผิดของพระองค์ในสมัยยังทรงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ อันแสดงว่าตราบใดยังมีกิเลส ตราบนั้นก็อาจทำชั่วทำผิดได้ แต่ข้อสำคัญถ้ารู้ว่าอะไรผิดอะไรชอบแล้วจะต้องพยายามกลับตัวให้ดีขึ้นเสมอ
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนให้เห็นอกเห็นใจคนอื่น ผู้ที่ดูหมิ่นเหยียดหยามผู้อื่น จะเพราะชาติสกุล เพราะทรัพย์ หรือเพราะเหตุอื่นใดก็ตาม ไม่ชื่อว่าปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาสอนว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หว่านพืชเช่นใดก็ได้ผลเช่นนั้น จึงเท่ากับสอนให้หว่านแต่พืชที่ดี คือพยายามทำแต่กรรมดี พยายามละเว้นความชั่วทั้งหลาย
พระพุทธศาสนาสอนให้รู้จักละอายใจตนเองและเกรงกลัวต่อความชั่วช้าทุจริต โดยถือว่าคุณธรรมทั้ง ๒ นี้ มีอยู่ในที่ใดย่อมคุ้มครองได้ตลอดทั่วทั้งโลก และจัดเป็นคุณธรรมของเทวดาด้วย
พระพุทธศาสนาสอนให้แก้ความชั่วด้วยความดี ให้ระงับเวรด้วยการไม่จองเวร ให้ระงับความโกรธด้วยความไม่โกรธ ใหม่ ๆ อาจทำได้ยาก แต่ถ้าลองฝึกหัดทำดูบ้าง จะได้รับความเย็นใจ สงบร้อน หมดเวรหมดภัย
.........................................................
(ท่านกำลังอ่านข้อความของท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ)
(ยังมีต่อ)
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๖
๑๘:๒๔
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ