สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


จิตเดิมบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์

   ถาม ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง อธิบายถึงเรื่องจิตว่า จิตเดิมนั้นไม่ได้อยู่ใน สภาวะบริสุทธิ์ เกิดขึ้นต้องอาศัยอารมณ์เป็นปัจจัย ทำให้เกิดสงสัย เพราะเคยได้ยิน แต่จิตเดิมบริสุทธิ์ ช่วยอธิบายให้ละเอียดด้วยครับ

   ตอบ ก่อนอื่นขออธิบายคำว่าจิตเสียก่อน เพื่อจะได้ทราบว่าจิตเดิมมีหรือไม่มี จิตนั้นเป็นสภาพที่รู้อารมณ์ ถ้าปราศจากอารมณ์แล้ว จิตจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น อารมณ์จึงเป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อจิตจะเกิดขึ้นนั้น จิตก็ต้องอาศัยทวาร คือประตูทั้ง ๖ 

    ที่เรียกว่า ทวารตา ทวารหู ทวารจมูก ทวารลิ้น ทวารกาย และทวารใจ ภาษาธรรม เรียกว่า จักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร กายทวาร และมโนทวาร ทวาร ๕ อย่างแรกเป็นรูปธรรม ทวารสุดท้ายเป็นนามธรรม การที่เราเห็นรูปทางตาอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะจิตเกิดขึ้นรับรูปที่ผ่านทางทวารตา จิตที่รับรูป คือเห็นรูปที่ผ่านมาทางทวารตาหรือจักขุทวารนี้ เรียกตามภาษาธรรมว่า จักขุวิญญาณจิต เรียกกันตามธรรมดา ว่าจิตเห็น เพราะฉะนั้นจิตจะเห็นรูปได้ ก็เพราะมีรูปเป็นอารมณ์ให้จิต 

   แม้ทางโสตทวาร คือทวารหู โสตวิญญาณจิต จะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีเสียงมาปรากฏทางหู ถ้าไม่มีเสียง จิตทางหูก็ไม่เกิด

   แม้ทางฆานทวาร กลิ่นก็เป็นอารมณ์ให้ ฆานวิญญาณจิต เกิดขึ้นรู้กลิ่น    

   แม้ทางชิวหาทวาร รสก็เป็นอารมณ์ให้จิตทางลิ้น คือ ชิวหาวิญญาณจิต เกิดขึ้นรู้รส

    แม้ทางกายทวาร โผฏฐัพพะ คือสภาพที่เป็น ที่ร้อน ที่อ่อน ที่แข็ง ที่เคร่งตึง ที่ไหว ก็เป็นอารมณ์ให้จิตทางกาย คือ กายวิญญาณจิต เกิดขึ้นรับรู้สภาพที่เย็น ที่ร้อน ที่อ่อน ที่แข็ง ที่เคร่งตึง ที่ไหวนั้น

   ส่วนทางใจ คือมโนทวารนั้น จิตทางใจ คือ มโนวิญญาณ จะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะอาศัยความคิดนึก ความรัก ความชัง ความริษยา เป็นต้น

   รวมความว่าจิตรู้สิ่งใด สิ่งนั้นชื่อว่า อารมณ์ ปราศจากอารมณ์ จิตจะเกิดขึ้น ไม่ได้เลย และจิตนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ตั้งอยู่ชั่วขณะนิดเดียวแล้วก็ดับไป เมื่อดับไปแล้ว ก็มิได้กลับมาเกิดใหม่อีก จิตที่เกิดขึ้นใหม่ก็มิใช่จิตเก่าที่ดับไปแล้ว แต่อาศัยจิตที่ดับไปแล้วเป็นปัจจัยให้ ทั้งนี้เพราะถ้าจิตเกิดขึ้นแล้วไม่ดับไป จิตที่จะเกิดต่อก็เกิดไม่ได้ เพราะจิตไม่เกิดขึ้นทีละ ๒ เกิดขึ้นทีละ ๑ เท่านั้น จิตใดเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป เมื่อดับ ย่อมเป็นปัจจัยให้จิตอื่นเกิดขึ้นต่อจากตนทันที และจะเกิดขึ้นแล้วดับไปสืบต่อกันอย่างนี้ โดยไม่ขาดสายตั้งแต่เกิดจนตาย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย สืบต่อภพชาติกัน โดยไม่มี ที่สิ้นสุดด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย ตราบเท่าที่ยังดับกิเลสทั้งปวงให้เป็นสมุจเฉทไม่ได้

   เพราะเหตุที่จิตที่เกิดใหม่มิใช่จิตเก่าที่ดับไปแล้วนี่แหละ จิตเดิมจึงไม่มี เพราะ ถ้ามีจิตเดิม ก็กลายเป็นว่าจิตใดเกิดขึ้นแล้วไม่ดับ หรือคับแล้วก็เกิดใหม่ได้อีก แม้จิตโกรธที่เกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เป็นต้น ก็มิได้หมายความว่าจิตโกรธนั้น ตั้งอยู่ได้นาน แท้ที่จริงจิตโกรธเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แล้วจิตโกรธใหม่ก็เกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วจิตโกรธใหม่ก็เกิดขึ้นแล้วดับไปอีก สืบต่อกันเป็นเวลานานจนเราเข้าใจผิดคิดว่า จิตโกรธเกิดแล้วไม่ดับ

   อีกประการหนึ่ง จิตเป็นสังขารธรรม คือธรรมที่มีเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้ ก็ สังขารธรรมนั้นล้วนมีลักษณะที่เสมอกันอยู่ ๓ ลักษณะ คือทุกขลักษณะ ลักษณะที่อยู่ไม่ได้ อนิจจลักษณะ ลักษณะที่มีแล้วกลับไม่มี และอนัตตลักษณะ ลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน และไม่อยู่ในอำนาจของผู้ใด ลักษณะทั้งสามนี้รวมเรียกว่า ไตรลักษณ์ นั่นเอง หากจิตเดิมมีอยู่จริง จิตก็เป็นสภาพเที่ยง คือเป็นนิจจัง ไม่ใช่อนิจจังอย่างที่พระพุทธเจ้า ไว้ เพราะฉะนั้นจิตเดิมจึงไม่มี ที่พูดๆ กันว่ามีจิตเดิมนั้น เข้าใจว่าพูดตามความเห็นของนิกายอื่น มิใช่ความเห็นของนิกายเถรวาท ที่เรานับถืออยู่

   คราวนี้มาพูดกันถึงจิตที่มีสภาวบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ บ้าง คำว่า "จิตเดิมบริสุทธิ์นั้น" ที่ถูกไม่มีคำว่าเดิม มีแต่จิตบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์นั้นที่จริงเป็นจิตของพระอรหันต์นั่นเอง เพราะพระอรหันต์ท่านไม่มีกิเลสแล้ว ที่พูดกันว่าจิตบริสุทธิ์นั้น เอามาจากคำว่า จิตปภัสสร ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ซึ่ง คำว่าจิตปภัสสรนี้ ท่านหมายเอาภวังคจิต คือจิตที่เป็นองค์แห่งภพ คือทำหน้าที่รักษาภพ เช่น เกิดเป็น นาย ก. ก็รักษาความเป็น นาย ก. ไว้ จนกว่าจะสิ้นชีวิต ดังนี้เป็นต้น ก็สัตว์ทั้งหลายล้วนมีกิเลสเป็นเหตุให้เกิด ทำลายกิเลสให้หมดสิ้นโดยเด็ดขาดได้เมื่อใด เมื่อนั้นตายแล้วก็ไม่เกิดอีก แต่ถ้าทำลายกิเลสยังไม่หมดสิ้น ตายแล้วก็ยังต้องเกิดอีก สรุปว่าสัตว์ทั้งหลายที่ยังต้องเกิดอยู่นั้นล้วนเป็นสัตว์ที่ยังมีกิเลสทั้งสิ้น

   กิเลสในที่นี้หมายถึงอนุสัยกิเลส ที่นอนเนื่องอยู่ในความสืบต่อแห่งขันธ์ เมื่อใด บรรลุเป็นพระอรหันต์ อนุสัยกิเลสนั้นก็หยุดสืบต่อ ด้วยเหตุนี้ภวังคจิตของผู้ที่ยังมิใช่พระอรหันต์จึงมีอนุสัยกิเลสนอนเนื่องอยู่ ภวังคจิตของเขาจึงไม่บริสุทธิ์ แต่มองดูเหมือนบริสุทธิ์ เพราะไม่มีอุปกิเลส คือกิเลสอย่างกลางและกิเลสอย่างหยาบ ที่แสดงออก กาย ทางวาจา และทางใจ ให้ตนและผู้อื่นรู้ได้ ภวังคจิตในขณะที่ยังไม่มีอุปกิเลสจรมา เป็นจิตปภัสสร หรือที่เรียกกันว่า จิตบริสุทธิ์ ก็ภวังคจิตนั้นเป็นวิบากจิต คือจิตที่เป็น ผลของกรรม และมีอารมณ์ที่เป็นกรรม กรรมนิมิต หรือคตินิมิต อย่างใดอย่างหนึ่งที่รับช่วงมาจากอารมณ์ของจิตที่ใกล้จะตายในภพก่อน หมายความว่าเมื่อใกล้จะตายนั้น จิตจะ หน่วงเอากรรม กรรมนิมิต คตินิมิต อย่างใดอย่างหนึ่งอันสมควรแก่กรรมที่นำเกิดมา อารมณ์ แล้วจึงจุติ คือตาย เมื่อจุติแล้ว ปฏิสนธิวิญญาณที่เกิดขึ้นในภพใหม่สืบต่อจากจุติจิตทันที โดยไม่มีจิตอื่นมาคั่นในระหว่างนั้น

    ปฏิสนธิวิญญาณนี้ก็เป็นวิบากจิต คือเป็นผลของชนกกรรมที่นำเกิดนั้นเอง จึงมีอารมณ์อย่างเดียวกับอารมณ์ของจิตที่ใกล้จะตาย คือมีอารมณ์เป็นกรรม กรรมนิมิต คตินิมิต อย่างใดอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับจิตที่ใกล้จะตายนั้นแหละ และเมื่อปฏิสนธิวิญญาณดับลง ภวังคจิตก็เกิดขึ้นสืบต่อทันที เพื่อรักษาความเป็นบุคคลนั้นไว้ ด้วยเหตุนี้ภวังคจิต จึงมีอารมณ์อย่างเดียวกับปฏิสนธิจิต หรือที่เรียกว่า ปฏิสนธิวิญญาณนั่นเอง และ เพราะเหตุที่ภวังคจิตมีอารมณ์ที่ได้มาจากภพก่อน ดังกล่าวนี้ ภวังคจิตจึงเป็นจิตปภัสสร แต่เมื่อใดที่มีอารมณ์ใหม่จรมาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจแล้ว ขาดโยนิโสมนสิการ อกุศลจิตก็เกิด ถ้ามีโยนิโสมนสิการ กุศลจิตก็เกิด ก็อุปกิเลส ที่ทำให้จิตเศร้าหมองนั้น ย่อมเกิดกับ กุศลจิตเท่านั้น ไม่เกิดกับกุศลจิตเป็นอันขาด เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ภวังคจิตนี้เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมา

   ขอสรุปว่า ภวังคจิต (ที่ผู้ถามเรียกว่าจิตเดิม) นั้น แม้จะบริสุทธิ์ตามปกติ ก็ เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมาด้วยอำนาจของโลภะ โทสะ โมหะ ในขณะแห่งชวนะจิต และหลุดพ้นจากอุปกิเลสที่จรมา ด้วยอำนาจของกุศลจิตที่เกิดขึ้นในขณะแห่งชวนะจิต และคำว่าบริสุทธิ์นั้นก็มิใช่บริสุทธิ์แบบไม่มีกิเลสเลยเหมือนจิตของพระอรหันต์ แต่บริสุทธิ์ในฐานะที่เป็นวิบากจิต และยังไม่มีอุปกิเลสจรมาเท่านั้น

 

[full-post]

จิตเดิม,ปกิณกธรรม,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.