Sompob Sanguanpanich
กายคตาสติ
...
คำนี้แยกเป็น กายคตา + สติ
คำว่า กายคตา ความโดยรวม หมายถึง สิ่งที่มีอยู่ในกายนี้ ซึ่งในพระบาฬี บางแห่งเจาะจงเฉพาะอาการ ๓๒ มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น ดังพระบาฬีเอกธัมมวรรคที่ ๑ อังคุตรนิกาย เอกกนิบาต (อัง.เอก.๒๐/๒๙๖ อ่านในความคิดเห็นที่ ๑) ซึ่งในพระบาฬีนั้น ตรัสไว้ในฐานะเป็นธรรม ๑ อย่างที่เอื้อต่อการบรรลุพระนิพพาน รวมกับธรรมอื่นอีก ๙ มีพุทธานุสติเป็นต้น มีอุปสมานุสติเป็นที่สุด
เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอันตรัสอาการ ๓๒ ว่าเป็นกายคตาสติ และคำว่า กาย ในที่นี้ คือ เฉพาะรูปกายจับตั้งแต่ปลายเท้าจึงถึงศีรษะ ที่เต็มไปด้วยของน่ารังเกียจ ๓๒ ประการ มีผมเป็นต้น
มีคำจำกัดความว่า
สติ อันเป็นไปสู่รูปกาย, ก็หรือว่า ที่เป็นไปในกาย ชื่อว่า กายคตา, กายคตา ด้วย กายคตานั้น เป็นสติ ด้วย ชื่อว่า กายคตาสติ
ในความหมายนี้ กายคตาสติ จึงได้แก่ สติที่มีส่วนแห่งกาย กล่าวคือ อาการ (อวัยวะใหญ่น้อย) มีผมเป็นต้น เป็นอารมณ์ ชื่อว่า กายคตาสติ
(เรียบเรียงจาก เอกนิบาตอัฏฐกถา มมก.๓๓/๑๘๐)
...
แต่ในพระบาฬีบางแห่ง รวมเอากายานุปัสนาสติปัฏฐาน ๑๔ มีลมหายใจเป็นต้น ซึ่งรวมเอาอาการ ๓๒ นั้นเข้าด้วย ดังพระบาฬีกายคตาสติสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (ม.อุ.๑๔/๑๗๓ อ่านในความคิดเห็นที่ ๒)
ในพระบาฬีนี้ ตรัสกายทั้งหมดในความหมายว่า ประชุมแห่งของน่ารังเกียจ และบรรดากายเหล่านั้น แยกได้เป็นประเภทถึง ๑๔ ประการ เรียกอีกชื่อหนึ่ง กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ซึ่งอาการ ๓๒ ก็รวมอยู่ในกายคตาสติ กับ อานาปานสติ อิริยาบถ ๔ อิริยาบถย่อย เป็นต้นตามนัยที่ตรัสไว้ในพระบาฬีมหาสติปัฏฐาน
มีคำจำกัดความว่า
สติที่กำหนดกาย ทั้งสติที่มีกายเป็นอารมณ์ (อุปริ.อ.๑๕๔)
สติอันเป็นไปในกาย คือ ลมหายใจเข้าออกเป็นต้น ชื่อว่า กายคตาสติ (อุปริ.ฏี.๑๕๔ *** ).
{*** หมายเหตุ *** ในกรณีนี้ พระฏีกาจารย์กล่าวถึงลมหายใจว่าเป็นกายคตาสติ แม้อิริยาบถ แม้สัมปชานะ แม้อาการ ๓๒ แม้ป่าช้า ๙ แม้ธาตุ ๔ ที่มีอยู่ในกายนี้ ก็เป็นอันกล่าวถึงเช่นกัน]
คำว่า สติ หมายถึง อาการที่ระลึก คือ การกำหนดรู้โดยกระทำให้เป็นอารมณ์
จึงเป็นอันรวมความว่า กายคตาสติ คือ สติที่กำหนดรู้ถึงสิ่งที่มีอยู่ในกายนี้ มีลมหายใจเป็นต้น
เป็นอันได้ข้อสรุปว่า
การเจริญกายคตาสติ เป็นได้ทั้งสมถภาวนาและวิปัสนาภาวนา กล่าวคือ
เจริญสติที่กำหนดกายโดยเป็นนิมิตเพื่อทำอุปจารฌานและอัปปนาฌานให้เกิด จัดเป็นสมถภาวนา
เจริญสติอันมีฌานอันกำหนดกายนั้นเป็นนิมิตได้แล้วเป็นอารมณ์ ด้วยการมนสิการพระไตรลัฏษณมีออนิจจะเป็นต้น จัดเป็นวิปัสสนาภาวนา
(อุปริปัณณาสก์อรรถกถา และฏีกา ๑๕๔ อ่านในความคิดเห็นที่ ๓)
---------------
ขออนุโมทนา
สมภพ สงวนพานิช
๐๓/๐๑/๖๗
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ