Sompob Sanguanpanich


เรื่อง มีทรัพย์กับมีปัญญา

***

ก่อนจะอ่านเรื่องนี้ ขอชี้แจงว่า ข้อมูลทั้งหมดเรานำจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาทั้งสิ้น หาได้เป็นคำที่เราเขียนขึ้นมาเองเพื่อตำหนิหรือดูแคลนผู้ใดผู้หนึ่งไม่ 

ความเป็นจริงแล้ว ระหว่างการมีทั้งสองนั้นอำนวยประโยชน์ต่อการครองเรือนด้วยกันทั้งสิ้น หากแต่จะทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพย์และปัญญานั้นเท่านั้น

โปรดสังเกตว่า พระโพธิสัตว์ ท่านหมายเอาฉพาะผู้มีทรัพย์แต่มีจิตใจขาดคุณธรรม เท่านั้นมิได้ตำหนิผู้มีทรัพย์เสียทุกคน

ขอย้ำว่า ท่านสาธุชนเปิดใจให้กว้างยอมรับเหตผลของฝ่ายมีทรัพย์ อย่าได้มีอคติไปในทางใดเลย แล้วจะได้ประโยชน์จากการรับฟังครับ

อีกนิดหนึ่งครับ อ่านให้ถึงบรรทัดสุดท้ายนะครับ มีข้อสรุปเรื่องนี้ด้วยสมานวาทะครับ

...

มีข้อโต้วาทีในญัตติเรื่อง "ความมีทรัพย์กับปัญญา อย่างใดจะประเสริฐกว่ากัน?”  ซึ่งเคยเกิดขึ้นแต่โบราณ มีบันทึกอยู่ในคัมภีร์ชาดก และคัมภีร์ชาตกัฏฐกถา

แต่ละฝ่ายต่างมีเหตุผลที่น่าสนใจ และเป็นไปได้ทั้งนั้น ซึ่งเราจะเก็บเนื้อความนั้น มาเล่าสู่กันฟังครับ

...

เรื่องนี้มีมาในอุมมังคชาดก ซึ่งเป็นพระชาติหนึ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งเป็นบัณฑิตมโหสถ รับราชการในรัชสมัยของพระเจ้าวิเทหราช กรุงมิถิลา

 ในคราวนั้น พระเจ้าแผ่นดินทรงมีพระประสงค์จะทดสอบปัญญาของพระโพธิสัตว์ กับ บัณฑิตในราชสำนักนามว่า เสนกะ จึงทรงตั้งหัวข้อนี้ขึ้นโดยมีบัณฑิตเสนกะ เป็นฝ่ายเสนอ ส่วนพระโพธิสัตว์เป็นฝ่ายค้าน 

ประเด็นมีอยู่ว่า ระหว่างผู้มีปัญญามาก แต่ไร้ทรัพย์ (สิริ) และผู้มีทรัพย์มาก (ยศ) แต่ไร้ปัญญา นักปราชญ์จะยกย่องใครว่าประเสริฐ

ฝ่ายสนับสนุนคนมีทรัพย์ประเสริฐกว่า และฝ่ายค้าน เขาจะตอบโต้กัน ว่าอย่างไร มาติดตามกันครับ 

ปล.เราจะคงสำนวนพระไตรปิฏกไว้ส่วนหนึ่ง กับปรับปรุงให้เป็นสำนวนร่วมสมัยอีกส่วนหนึ่ง ครับ


๑) เสนกบัณฑิต เปิดประเด็นว่า

     - ไม่ว่าจะเป็นคนฉลาดหรือโง่ ย่อมตกเป็นผู้รับใช้ของผู้มีทรัพย์มาก

     - ไม่ว่าจะเป็นคนฉลาดหรือโง่ มีความรู้ความสามารถในด้านใดๆก็ตาม ถึงจะมีชาติตระกูลสูง ยังเป็นไปได้ว่า ต้องเป็นผู้รับใช้ของผู้มีชาติตระกูลต่ำ แต่มียศถาบรรดาศักดิ์ เป็นอัครมหาเศรษฐี เพราะเหตุนี้ คนมีปัญญญาเป็นผู้ต่ำต้อย คนมีสิริเท่านั้นเป็นคนประเสริฐ


ฝ่ายมโหสถบัณฑิต ผู้อยู่ในฐานะฝ่ายคัดค้านว่าคนมีปัญญาประเสริฐกว่า จึงโต้ว่า

     - คนเขลาเบาปัญญา สำคัญผิดว่า ความยิ่งใหญ่ของตนประเสริฐ จึงกอบโกยผลประโยชน์ ทำบาปแล้วได้รับผลจากบาปนั้นทั้งในโลกนี้โลกหน้า

ธรรมดาคนพาลสันดานชั่ว มาสำคัญตนว่า เป็นผู้ประเสริฐ ดีกว่าคนในโลกนี้ทีเดียว คงเห็นแต่โลกนี้ มิได้หยั่งเห็นถึงโลกหน้า ย่อมกระทำแต่กรรมที่ชั่วช้าลามก เป็นอันกอบโกยเข้าไว้ ได้แต่ความกลีลามก (กลี = บาปกรรม, ลามก = ชั่วช้า) ในโลกทั้งสอง เป็นผู้พ่ายแพ้ทั้งโลกและโลกหน้า ด้วยความมัวเมาในความเป็นใหญ่เป็นโตของตน.

....

๒) เสนกบัณฑิต

     - ผู้มีทรัพย์ แม้รูปร่างไม่สมประกอบ ก็ยังมีคนนิยมคบหาด้วย

     - ผู้มีทรัพย์บางคน แม้จะมีรูปร่างไม่สมประกอบ ก็ยังมีคนนิยมขอบคบหาด้วย เพราะฉะนั้น วิชาความรู้ก็ตาม ตระกูลสูง หรือ รูปร่าง ก็ตาม หาได้จัดแจงเอาทรัพย์สมบัติมาให้ เพราะเหตุนั้น คนมีทรัพย์ก็ดีกว่าคนมีปัญญาอยู่ดี


มโหสถบัณฑิต แย้งว่า

     - ผู้มีปัญญาน้อย ย่อมหวั่นไหวไปตามสุขและทุกข์ 

     - คนไม่มีปัญญา ได้ความสุขแล้วก็มัวเมาประมาทลืมตน จนทำแต่กรรมชั่ว พอถูกความทุกข์กระทบเข้าบ้าง ก็อาจเป็นบ้าได้  คนพาลก็ฉันนั้น ถูกความสุขความทุกข์ผลัดกันเข้ามากระทบแล้ว ก็โลดเต้นไปจนสิ้นฤทธิ์ เพราะไม่มีปัญญาที่จะรู้คิดอ่านผ่อนปรนได้ ประหนึ่งปลาที่ถูกจับโยนขึ้นบนพื้นร้อนกลางแดด ดิ้นรนไปมา เพราะเหตุนั้น คนมีปัญญาเท่านั้น ประเสริฐ คนพาลมีทรัพย์ไม่ประเสริฐเลย

..

๓) เสนกะ.

     - ชนเป็นอันมากนิยมสมาคมกับคนมีทรัพย์

     - ชนเป็นอันมากย่อมคบหาสมาคมกับผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์ เพราะต้องการประโยชน์ เหมือนฝูงนกบินมาจากจตุรทิศบินมาสู่ต้นไม้มีผลดกในป่า ฉันนั้น


มโหสถ.

     - คนเขลาครั้นมีบริวารมากแล้วย่อมชวนกันทำบาปกรรมจึงเข้าถึงนรก

การที่ผู้คนทั้งหลายมีความปราถนาทรัพย์ พากันทำตนเข้าเป็นบริวารห้อมล้อมคนพาลสันดานชั่ว ปราศจากปัญญาจนกลายเป็นกำลังของคนพาลนั้น ไม่เป็นการดีเลย คนพาลได้กำลังเข้าแล้ว ก็จะชวนกันกระทำกรรมอันหยาบร้าย บีบคั้นฝูงคน ได้เงินทองมา หมู่นิริยบาลผู้มีหน้าที่รักษานรก พากันกระชากตัวคนปัญญาทรามนั้น ผู้คร่ำครวญอยู่มิได้สร่างซา เอาตัวไปสู่นรกอันร้ายกาจ.

...

๔) เสนกะ

     - ไม่ว่าใครๆ  ก็ตาม เมื่อมาอยู่ร่วมกับคนมีทรัพย์ จะไม่ปรากฏชื่อเสียง

     - ใครๆก็ตามในโลกนี้ จะมีชาติตระกูลเช่นไร มีปัญญามากเพียงไร เคยมีชื่อเสียงมากเท่าไรก็ตาม ครั้นมาถึงสำนักผู้มีทรัพย์มาก ก็จะหายไปไม่ปรากฏ คงปรากฏเฉพาะชื่อเสียงของผู้มีทรัพย์มากเท่านั้น เพราะถูกอานุภาพแห่งทรัพย์นั้นบดบังชื่อเสียงเสียหมด อุปมาดังแม่น้ำคงคา หรือแม่น้ำทั้งหลายใหญ่น้อย เคยมีชื่อเรียกว่า แม่น้ำโน่นนี่นั่น เมื่อไหลไปสู่แม่น้ำคงคา ก็มีชื่อแต่เพียงแม่น้ำคงคา ละชื่อเดิมของตนเสีย แม้แม่น้ำคงคา เมื่อไหลลงสู่ มหาสมุทร ก็ไม่ปรากฏชื่อว่าคงคา คงได้แต่ชื่อว่า มหาสมุทรเท่านั้น


มโหสถ.

     - คนขลาดเขลาแม้มีทรัพย์ ไม่มีทางที่จะก้าวข้ามคนมีปัญญาได้ 

     - ใครๆก็ตาม เมื่อมีสงสัยในปัญหาใดๆ ขึ้น ก็จะไม่ไปหาคนมีทรัพย์ ย่อมเข้าหาคนมีปัญญา

     - มหาสมุทรแม้มีคลื่นมากมายเพียงไร ก็ไม่อาจเลยที่จะท้นฝั่งไปได้เลย ฝั่งสกัดพันคลื่นแสนคลื่นที่ซัดสาดมาอยู่  ข้อนี้ฉันใด การสนทนาของคนพาลสันดานโง่นั้น ก็เปรียบฉันนั้น ไม่ว่าในกาลไหนๆ คนมีทรัพย์ จะก้าวพ้นผู้มีปัญญาไปไม่ได้เลย,  ใครๆ ก็ตาม เมื่อเกิดความสงสัยสนเท่ห์ในประโยชน์ และมิใช่ประโยชน์แล้ว ย่อมเข้ามาหาผู้มีปัญญา ไม่ผ่านพ้นคนมีปัญญาเสียแล้วเข้าไปปรึกษาคนโง่ๆ แม้จะเป็นใหญ่เป็นโต,  เพราะคนโง่จะช่วยกำจัดความสงสัยนั้นไม่ได้ แต่จะพากันไปปรึกษาคบคนมีปัญญาและได้ทราบวินิจฉัยอันแน่นอนจากผู้มีปัญญา


๕) เสนกะ

     - คนมีทรัพย์ แต่ไร้ศีลธรรม แม้กล่าวเท็จ ใครๆ ก็ตาม ก็ต้องเชื่อฟัง 

     - คนที่มีทรัพย์ มั่งมีด้วยยศศักดิ์ แม้จะไม่มีศีลธรรม ถ้อยคำของเขามีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ที่ประชุมย่อมรับฟังและทำตาม 

     - คนที่มีทรัพย์สมบูรณ์ด้วยยศศักดิ์อัครฐาน แม้จะไม่มีศีลธรรม เมื่อเข้าสู่ที่ประชุมกล่าวข้อความแก่คนอื่นๆ ถึงถ้อยคำของเขาจะเป็นเท็จ ที่ประชุมก็ต้องฟัง และคำของเขาย่อมขึ้นปากขึ้นใจ ได้รับความนิยมในที่ประชม ใค รๆ ก็ย่อมกระทำตามถ้อยคำของเขา คนมีปัญญา ไม่อาจจะปลูกฝังถ้อยคำของตน อันเสื่อมจากศรีสง่า คือ ไม่มีทรัพย์เป็นแรงหนุนให้เป็นที่นิยมของใครๆ ได้ ยิ่งคนที่ไร้ทรัพย์ด้วยแล้ว คนมีปัญญายิ่ง ไม่อาจให้เขาทำอะไรตามถ้อยคำของตนได้เลยทีเดียว

มโหสถ.

     - คนไร้ปัญญา พูดแต่คำเท็จคำปด 

        เพราะไม่มีอะไรเป็นเครื่องส่องว่า เท็จจริงอย่างไร ก็มุ่งแต่จะพูดให้เป็นคุณแก่ผู้อื่นบ้าง เท็จหรือจริงไม่เจ้าใจ ขอให้แต่สำเร็จความปรารถนาเป็นใหญ่ คนพาลนั้น ถูกติฉินินทาในที่ประชุม ในฐานพูดเอาแต่ได้ มิหนาซ้ำภายหลังยังจะไปทุคติอีกเล่า

..

เสนกะ.

๖) คำกล่าวของผู้มีปัญญามากมายเพียงไร ก็ไม่อาจงามขึ้นในประชุมชน

     - ผู้มีปัญญากว้างปานแผ่นดิน เป็นคนไม่มีหลักฐาน ไร้ทรัพย์ยากจน ถึงหากจะกล่าวถ้อยคำเป็นประโยชน์ คำของเขา ก็ไม่งอกงามขึ้นได้ในกลางชุมชน สง่าราศีของผู้มีปัญญาไม่มีเลย เขาปรากฏตนในที่ประชุมเหมือนหิ่งห้อยในเวลาดวงอาทิตย์อุทัย.


มโหสถ.

     - คนมีปัญญาไม่กล่าวคำเหลาะแหละเป็นเท็จเพื่อเหตุแห่งตนและผู้อื่น

ผู้มีปัญญากว้าง ไม่กล่าวคำเหลาะแหละ เพราะเหตุผู้อื่นหรือเพราะเหตุตน เขาย่อมได้รับบูชา ในที่ประชุม ทั้งภายหลังก็ยังจะได้ไปสุคติ ตรงกันข้ามคนพาลเอาแต่ได้ ไม่พูดคำสัตย์ที่จริงย่อมถูกตำหนิ และภายหลังก็ไปนรก

...

เสนกะ

๗) สิ่งมีค่าทั้งหลายในโลกนี้ รวมไปถึงนารีและผู้มีปัญญาย่อมเกิดในสกุลที่มั่งคั่ง

     - บรรดาสิ่งที่เป็นมิ่งขวัญ ทั้งที่มีวิญญาณและหาวิญญาณมิได้ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย แก้วมณี และกุณฑล ตลอดถึงเหล่านารี ย่อมเกิดในสกุลที่มั่งคั่งสมบูรณ์ ใช่แต่เท่านั้น หามิได้ คนมีปัญญาเหล่านั้น ยังไม่มีอำนาจ ต้องตกเป็นเครื่องอุปโภคของคนที่มีความมั่งคั่งสมบูรณ์ไปทั้งหมดทีเดียว คนที่ยากจน แม้จะมีปัญญามหาศาล จะหาช้างม้าเป็นพาหนะ ก็ทั้งยาก


มโหสถ.

     - คนไม่มีปัญญาแม้มียศ จะไม่มีสิริคือความภูมิใจในยศเหลืออยู่

คนพาลสันดานโง่ ไม่รู้จักจัดแจงการงาน มีความคิดชนิดอย่างคนที่คิดชั่วๆ สิริคือความภาคภูมิโอ่อ่าจะอยู่ด้วยไม่ได้ ต้องละทิ้งไป เพราะเขาเป็นคนเสื่อม เกินกว่าจะเป็นมูลฐานของสิริ คือ ความภาคภูมิเหมือนหนังที่เก่าแล้ว งูก็ลอกทิ้งเสีย ฉะนั้น หมายความว่า คนโง่มีทรัพย์ ถูกลอกคราบได้

...

เสนกะ.

๘) บัณฑิตผู้มีปัญญา ทั้งหลาย ยังถูกพระราชอำนาจของพระเจ้าแผ่นดินครอบงำ

     - บัณฑิตมีปัญญามากมาย รอบรู้ในประโยชน์ทั้งหลาย ทุกคนพากันน้อมกายถวายชีวิตเป็นข้าราชการ, พระเจ้าแผ่นดินมีพระราชอำนาจครอบงำบัณฑิตเหล่านั้น ทรงเป็นใหญ่เหนือเหล่าบัณฑิตเหล่านั้น ประดุจท้าวศักดิรนท์เทวราช เป็นบดีแห่งสรรพเทวดาทั้งหลาย ฉะนั้น (ดัดแปลงเล็กน้อย) 


มโหสถ.

     - คนโง่ที่ได้รับยศศักดิ์อัคฐานน่ะ ต้องเป็นทาสของผู้มีปัญญาทั้งนั้น ในเมื่อเกิดความต้องการอย่างนั้นๆแล้ว บัณฑิตก็จัดทำไปอย่างละเอียดลออให้เหมาะสมกับความต้องการ คนโงๆ เลยเถิดไปถึงความลุ่มหลงในการจัดทำอย่างละเอียดละออนั้น จนกระทั่งมิได้สำนึกตนว่ากำลังเป็นเหมือนปลากินเหยื่อ

***

จบเนื้อความในชาดกเพียงเท่านี้

ต่อไปนี้ เป็นสมานวาทะ

ทรัพย์ ถือเป็นทรัพยากรที่อำนวยให้สร้างความสามารถในด้านต่างๆและปัญญาได้ง่าย ถ้าเริ่มชีวิตจากการมีทรัพย์ สามารถทำให้เกิดปัญญาได้ง่ายดาย ดีกว่า การมีปัญญาแล้วไปหาทรัพย์ทีหลัง

นี่คือข้อดีของการมีทรัพย์

แต่ในความเป็นจริง จำเป็นต้องมีทั้งสองประการ กล่าวคือ นอกจากจะมีทรัพย์แล้ว ยังต้องมีปัญญารักษาทรัพย์นั้น มิเช่นนั้น แม้จะมีทรัพย์มากมายเพียงไร ก็หมดเช่นกัน

เพราะเหตุนั้น มีทรัพย์ขาดปัญญาก็ขาดทุน มีปัญญาขาดทรัพย์ก็ลำบาก

*** 

ปล.เรียบเรียงจากบทความของ ท่าน ดร.แสวง รวยสูงเนิน

(https://www.gotoknow.org/user/sawaengkku/profile https://www.gotoknow.org/posts/206252 )

เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีแนวทางการมีทรัพย์และใช้สอยทรัพย์จากพระพุทธพจน์ ว่า

พึงแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความหมั่น ความขยัน โดยชอบธรรม ด้วยวิธีการ ๕ ประการ คือ

     ๑)  เลี้ยงตน เลี้ยงมารดาบิดา เลี้ยงบุตร ภรรยา ทาสกรรมกร คนใช้ ให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ บริหารให้เป็นสุขสำราญ

     ๒) เลี้ยงมิตรสหายให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ บริหารให้เป็นสุขสำราญ

     ๓) ใช้ทรัพย์นั้นป้องกันอันตรายที่เกิดแต่ไฟ น้ำ พระราชา โจร หรือทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก ทำตนให้สวัสดี

     ๔) ทำพลี (บริจาค) ๕ อย่าง คือ ญาติพลี [บำรุงญาติ]. อติถิพลี [ต้อนรับแขก]. ปุพพเปตพลี [บำรุงญาติผู้ตายไปแล้วคือทำบุญอุทิศกุศลให้] . ราชพลี [บำรุงราชการ คือบริจาคทรัพย์ช่วยชาติ] เทวตาพลี [บำรุงเทวดา คือทำบุญอุทิศให้เทวดา]

     ๕) บำเพ็ญทักษิณาที่อำนวยผลสูงเลิศ ในสมณพราหมณ์ผู้เว้นจากความมัวเมาประมาท ประพฤติตนให้สงบระงับดับกิเลส

...

ผู้มีปัญญาและมีทรัพย์ ย่อมได้รับประโยชน์ ๒ ประการ คือ 

     ๑) แม้เมื่อทรัพย์สิ้นไปด้วยการประพฤติอย่างนี้แล้ว ในฐานะที่ใช้สอยทรัพย์ เราก็จะไม่เดือดร้อน เพราะเราได้รับประโยชน์จากทรัพย์นั้นแล้ว 

     ๒) หากได้รับประโยชน์ ๕ จากทรัพย์นี้แล้ว ทรัพย์มีมากขึ้น เพิ่มขึ้น ย่อมได้รับการสรรเสริญยกย่องจากบัณฑิต เพราะเหตุแห่งการมีทรัพย์และใช้สอยทรัพย์อย่างมีประโยชน์คุ้มค่า แม้ละจากโลกนี้แล้ว ย่อมบันเทิงใจในสวรรค์

(เรียบเรียงจากอาทิยสูตร อังคุตรนิกาย ปัญจกนิบาต ๒๒/๔๑)

ทั้งทรัพย์ทั้งปัญญาล้วนมีค่าทั้งสอง

พึงครอบครองแล้วถือเอาประโยชน์ด้วยดีเถิด

--------------

ขออนุโมทนา

สมภพ สงวนพานิช

[full-post]

ภาษาธรรม,อาจารย์สมภพ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.