ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๒)

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

จะทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ ควรรู้จัก “อาบัติ” ของพระไว้ก่อนเป็นเบื้องต้น

“อาบัติ” หมายถึง ความผิด หรือโทษ อันเกิดจากการที่พระละเมิดศีล มีทั้งหมด ๗ ลักษณะ ในวงการพระนิยมเรียกกันว่า อาบัติ ๗ กอง มีชื่อและความหมายตามลักษณะความผิดดังต่อไปนี้ (เพื่อเข้าใจง่าย ขอแปลแบบถอดความกำกับไว้ด้วย) 

.........................................................

(๑) ปาราชิก = “แพ้ไล่ออก” 

(๒) สังฆาทิเสส (สัง-คา-ทิ-เสด) = “ต้องให้สงฆ์สั่งสอน” 

(๓) ถุลลัจจัย (ถุน-ลัด-ไจ) = “เลวอย่างหยาบ”

(๔) ปาจิตตีย์ (ปา-จิด-ตี) = “ทำดีตกแตก”

(๕) ปาฏิเทสนียะ (ปา-ติ-เท-สะ-นี-ยะ) = “รับสารภาพ”

(๖) ทุกกฏ (ทุก-กด) = “มารยาททราม”

(๗) ทุพภาสิต (ทุบ-พา-สิด) = “ปากเสีย”

.........................................................

มาตรการลงโทษกำหนดไว้ดังนี้ (ตัวเลขในวงเล็บคืออาบัติ)

- ขาดจากความเป็นพระทันทีที่ทำผิดสำเร็จ (๑)

- ที่ประชุมสงฆ์ลงโทษตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด (๒)

- เปิดเผยความผิดต่อหน้าเพื่อนภิกษุด้วยกัน เรียกว่า “ปลงอาบัติ” (๓-๗)

อนึ่ง เฉพาะอาบัติปาจิตตีย์ ยังแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ -

๑ มีของกลางประกอบการทำผิด เรียกว่า “นิสสัคคียปาจิตตีย์” (นิด-สัก-คี-ยะ-ปา-จิด-ตี) = ปาจิตตีย์มีของกลางที่ต้องสละ

๒ ทำผิดล้วน ๆ ไม่มีของกลาง เรียกว่า “สุทธิกปาจิตตีย์” (สุด-ทิ-กะ-ปา-จิด-ตี) = ปาจิตตีย์ปลอดของกลาง

กรณีมีของกลาง ต้องดำเนินการกำจัดของกลางให้พ้นไปจากการครอบครองเสียก่อนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด จึงจะปลงอาบัติได้

..........................

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกเรื่องอาบัติไว้ชัดเจนดี ขอยกมาเสริมความรู้ดังนี้ -

.........................................................

อาบัติ : (คำนาม) โทษที่เกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบทหรือข้อห้ามแห่งภิกษุ มี ๗ อย่าง คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาษิต 

มีโทษ ๓ สถาน คือ 

๑. โทษสถานหนัก เรียกว่า ครุโทษ หรือ มหันตโทษ ทําให้ภิกษุผู้ต้องอาบัติขาดจากความเป็นภิกษุ ได้แก่ อาบัติปาราชิก ซึ่งเรียกว่า ครุกาบัติ 

๒. โทษสถานกลาง เรียกว่า มัชฌิมโทษ ทําให้ภิกษุผู้ต้องอาบัติต้องอยู่กรรมก่อนจึงจะพ้นโทษ ได้แก่ อาบัติสังฆาทิเสส 

และ ๓. โทษสถานเบา เรียกว่า ลหุโทษ ทําให้ภิกษุผู้ต้องอาบัติที่ตํ่ากว่าอาบัติสังฆาทิเสสต้องปลงอาบัติ คือ บอกอาบัติของตนแก่ภิกษุด้วยกัน ได้แก่ อาบัติถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ และทุพภาษิต ซึ่งเรียกว่า ลหุกาบัติ. (ป., ส. อาปตฺติ).

.........................................................

สรุปความหมายอย่างง่าย ๆ เป็นพื้นฐานของการหาความรู้ต่อไปว่า -

๑ “อาบัติ” คือ ความผิดของพระที่เกิดจากการละเมิดศีล 

๒ พระที่ทำผิดเช่นนั้น เรียกว่า “ต้องอาบัติ” 

๓ กิริยาที่กระทำเพื่อให้พ้นโทษตามกระบวนการทางพระธรรมวินัย เรียกว่า “ปลงอาบัติ” 

..........................

รู้จักอาบัติแล้ว ต่อไปก็ทำความรู้จักกับ “ศีล” ของพระ

ศีลของพระมี ๒ ส่วน ศัพท์วิชาการเรียกว่า “อาทิพรหมจริยกาสิกขา” หรือ “อาทิพรหมจรรย์” ส่วนหนึ่ง และ “อภิสมาจาริกาสิกขา” หรือ “อภิสมาจาร” อีกส่วนหนึ่ง

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต อธิบายไว้ดังนี้ - 

.........................................................

อาทิพรหมจริยกาสิกขา : หลักการศึกษาอบรมในฝ่ายบทบัญญัติหรือข้อปฏิบัติเบื้องต้นของพรหมจรรย์ สำหรับป้องกันความประพฤติเสียหาย, ข้อศึกษาที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ หมายถึง สิกขาบท ๒๒๗ ที่มาในพระปาฏิโมกข์.

อภิสมาจาริกาสิกขา : หลักการศึกษาอบรมในฝ่ายขนบธรรมเนียมที่จะชักนำความประพฤติ ความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ให้ดีงามมีคุณยิ่งขึ้นไป, สิกขาฝ่ายอภิสมาจาร.

.........................................................

หรืออาจจำไว้ง่าย ๆ ว่า -

อาทิพรหมจรรย์ คือ ศีล ๒๒๗ ข้อ 

อภิสมาจาร คือ กิริยามารยาทและแบบธรรมเนียมต่าง ๆ 

ทั้งสองส่วนนี้บรรพชิตในพระพุทธศาสนาต้องประพฤติปฏิบัติด้วยความเอาใจใส่อย่างยิ่ง

“อาทิพรหมจรรย์” คือ ศีล ๒๒๗ ข้อนั้น เป็นบันไดขั้นต้นแห่งการก้าวขึ้นสู่เพศบรรพชิตหรือวิถีชีวิตสงฆ์ ถ้าก้าวไม่พ้น คือปฏิบัติไม่ได้ ก็เท่ากับขึ้นสู่เพศบรรพชิตไม่ได้นั่นเอง

ส่วน “อภิสมาจาร” เป็นกิริยามารยาทและขนบธรรมเนียมเพื่อความประพฤติดีงามยิ่งขึ้นไปของบรรพชิต และเพื่อความเรียบร้อยงดงามแห่งสงฆ์ เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาเลื่อมใสยิ่ง ๆ ขึ้นไปของผู้พบเห็น เป็นส่วนที่อาจศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมในภายหลังไปได้เรื่อย ๆ

ภิกษุผู้ประพฤติสำรวมในศีล ๒๒๗ ข้อไม่ขาดตกบกพร่อง แม้บางเวลากิริยาวาจาจะรุ่มร่ามไปบ้าง ก็ยังนับว่าเป็นผู้งามแท้ในศีล

ตรงข้ามกับภิกษุที่ศีล ๒๒๗ ขาดรุ่งริ่ง แม้จะแต่งกิริยาวาจาให้เรียบร้อยอย่างไร ที่จะนับว่างามแท้นั้นหามิได้เลย

“อาทิพรหมจรรย์” เหมือนอาบน้ำให้เนื้อตัวสะอาด

“อภิสมาจาร” เหมือนประแป้งแต่งตัวให้สวยงาม

อาบน้ำให้เนื้อตัวสะอาดอยู่เสมอ แม้จะยังไม่ได้ประแป้งแต่งตัว ก็ควรแก่การชื่นชมยินดีได้ 

แต่ถ้าเนื้อตัวเหม็นสาบสกปรก ถึงจะประแป้งแต่งตัวให้สวยงามอย่างไร ก็ไม่เป็นที่พึงปรารถนา

ตอนหน้า เจาะลึกเรื่องการรับเงิน-ใช้เงิน

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๑๙ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๗:๐๑

[full-post]

ปกิณกธรรม,พระ,ทำบุญ,อาบัติ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.