ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๓)
------------------------------
บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง
คราวนี้ก็มาเจาะลึกเฉพาะเรื่องรับเงินใช้เงิน
ในจำนวนศีล ๒๒๗ ข้อของภิกษุ มีอยู่ข้อหนึ่งบัญญัติไว้ว่า -
.........................................................
โย ปน ภิกฺขุ ชาตรูปรชตํ อุคฺคเณฺหยฺย วา
อุคฺคณฺหาเปยฺย วา
อุปนิกฺขิตฺตํ วา สาทิเยยฺย
นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ.
แปลว่า -
อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทองและเงิน
หรือยินดีทองและเงินอันเขาเก็บไว้ให้,
ภิกษุนั้นต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์.
ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ นิสสัคคียกัณฑ์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๘
พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๑๐๕ หน้า ๙๐
.........................................................
https://84000.org/tipitaka/read/?2/105
.........................................................
ศีลข้อนี้เป็นที่รู้กันในหมู่ชาวพุทธว่า พระรับเงินไม่ได้
เรื่องพระกับเงิน หรือ money นี้ ควรทราบข้อห้ามให้ครบประเด็นและถูกประเด็น คือ ห้ามรับ ห้ามจับ ห้ามใช้
๑ ห้ามรับ คือรับเอามาครอบครองเป็นเจ้าของ (receive as owner) จะรับด้วยวิธียื่นมือไปรับหรือหยิบเอา หรือโดยวิธีให้ผู้ถวายใส่ในบาตร ใส่ในย่าม หรือโอนเข้าบัญชี อยู่ในความหมายนี้ทั้งสิ้น
๒ ห้ามจับ คือใช้ร่างกายสัมผัส (catch) ในฐานะเป็นสิ่งที่พระไม่ควรจับต้อง
ตรงนี้ขออนุญาตขยายความเพื่อเป็นความรู้
สิ่งที่พระไม่ควรจับต้อง ภาษาพระวินัยเรียกว่า “วัตถุอนามาส”
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ขยายความคำว่า “วัตถุอนามาส” ไว้ว่า -
.........................................................
อนามาส : วัตถุอันภิกษุไม่ควรจับต้อง เช่น ร่างกายและเครื่องแต่งกายสตรี เงินทอง อาวุธ เป็นต้น.
.........................................................
จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ห้ามพระจับต้องไม่ได้มีแต่เงินทอง (silver, gold > money) อย่างที่หลายคนมักจะเข้าใจแบบนี้เท่านั้น
คำว่า “ร่างกายและเครื่องแต่งกายสตรี เงินทอง อาวุธ เป็นต้น” แสดงว่า วัตถุอนามาสยังมีอีกมาก ซึ่งอาจจะชวนให้สงสัยว่า-ถ้าไม่แจงเป็นรายการไว้ จะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรบ้างเป็นวัตถุอนามาส อะไรไม่ใช่วัตถุอนามาส
หลักปฏิบัติก็คือ อะไรก็ตามที่ชีวิตประจำวันของพระไม่มีความจำเป็นจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ก็อย่าไปจับต้องเข้าโดยไม่จำเป็น-เท่านี้ก็ปลอดภัย
เคยมีผู้แสดงความเห็นว่า ศีล ๒๒๗ ข้อ มีข้อหนึ่งบัญญัติว่า “ภิกษุมีความกำหนัดอยู่ จับต้องกายหญิง ต้องสังฆาทิเสส” ศีลข้อนี้เงื่อนไขอยู่ที่ “มีความกำหนัด” เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีความกำหนัด พระสามารถจับต้องกายหญิงได้ ไม่เป็นอาบัติ
ดังนี้ จะเห็นได้ว่า เป็นการแสดงความเห็นที่ไม่รอบคอบ ทั้งนี้เพราะ-จะมีความกำหนัดหรือไม่มีความกำหนัด ร่างกายสตรีก็เป็นสิ่งที่ห้ามพระจับต้องอยู่นั่นเอง
ทำไมร่างกายสตรีท่านจึงจัดเป็นวัตถุอนามาส?
ก็เพราะการสัมผัสตัวเพศตรงข้ามถือว่าเป็น "บุรพภาค" แห่งการมีสัมพันธ์ทางเพศ ซึ่ง-อย่าว่าแต่นักบวชเท่านั้นที่จะต้องสำรวมระวัง-แม้สุภาพชนทั่วไปเขาก็ยังถือเป็นมารยาทที่จะไม่ทำโดยไม่จำเป็น
๓ ห้ามใช้ คือจับจ่ายซื้อขาย (buying & selling) คำบาลีว่า “กยวิกฺกย” แปลว่า การซื้อและการขาย
กย = ซื้อ: เอาเงินตราแลกกับสิ่งของ > ให้เงินเขาไป เอาของเขามา
วิกฺกย = ขาย: เอาสิ่งของแลกกับเงินตรา > ให้ของเขาไป เอาเงินเขามา
ห้ามพระทำเช่นนี้ เป็นศีลข้อหนึ่งใน ๒๒๗ ข้อ พระไปทำเข้าเป็นการละเมิดศีล
..........................
ที่ว่ามานั้นเป็นข้อห้ามตามพระวินัยคือศีลของพระ
แต่ตามข้อเท็จจริง พระก็ละเมิดศีลข้อนี้กันอยู่ทั่วไป
เมื่อรัชกาลที่ ๔ ตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุตขึ้นมา และคณะสงฆ์ธรรมยุตปฏิบัติตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด เรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านรู้กันและพูดกันทั่วไป-แม้จนทุกวันนี้-ก็คือ
พระมหานิกายจับเงิน
พระธรรมยุตไม่จับเงิน
ตรงนี้คือที่ผมว่า-ควรทราบข้อห้ามให้ครบประเด็นและถูกประเด็น
เมื่อใช้คำว่า “จับ” ก็ชวนให้เข้าใจไปว่า กำลังพูดถึงเฉพาะกรณี catch เท่านั้น แต่เรื่องเกี่ยวกับเงิน (money) ไม่ใช่ห้ามเฉพาะกรณี catch หากแต่ทั้ง receive ทั้ง catch ทั้ง buying & selling ห้ามหมดทั้งนั้น จึงต้องมองภาพให้ครบประเด็น
..........................
คราวนี้ก็มาถึงเรื่องสำคัญที่กระทบใจอย่างยิ่ง-ทั้งกระทบใจพระและกระทบใจชาวบ้าน นั่นก็คือ พระก็จำเป็นต้องใช้เงิน
เมื่อห้ามรับ ห้ามจับ ห้ามใช้ อย่างนี้ จะให้พระทำอย่างไร จะให้พระอยู่ได้อย่างไร
ผมเคยถูกพระท่านพูดเสียงเข้มใส่หน้า ๒ เรื่อง
.........................................................
เรื่องแรก: สมัยนี้ถ้าไม่ให้พระใช้เงิน ก็บวชอยู่ไม่ได้นะจะบอกให้ รู้ไว้ด้วย
เรื่องที่สอง: โยมช่วยมาเป็นคนรับเงินจ่ายเงินแทนอาตมาให้หน่อยสิ รู้ดีนักนี่
.........................................................
แล้วผมทำยังไง?
ก็ได้แต่นิ่งสิขอรับ
พระท่านพูดก็ถูกของท่าน จะไปว่าอะไรท่านได้
ปากนิ่ง แต่ใจคิดหาทางหาวิธี-จะช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติเรื่องเงินนี่อย่างไรดีหนอ
..........................
พระก็จำเป็นต้องใช้เงิน-เรื่องนี้คนเก่าเขารู้กันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร จึงมีการถวายเงินให้พระกันตลอดมา ทำบุญงานอะไรก็ตาม นิมนต์พระไปก็ถวายเงินให้พระกันทุกงาน
แต่คนเก่าเขารู้วิธีที่จะช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติในเบื้องต้น นั่นคือเขาถวายเงินด้วยวิธีปวารณา
ผมแน่ใจว่า ญาติมิตรที่กำลังอ่านเรื่องนี้-ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ไม่รู้จักแล้วว่า วิธีปวารณาคืออย่างไร
เผลอ ๆ พอดีพอร้าย แม้แต่พระเณรรุ่นใหม่ก็จะไม่รู้จักด้วยว่า ปวารณาคืออะไร-ขออนุญาตพูดให้กระทบใจไว้ตรงนี้ด้วยเลย
เพราะฉะนั้น ขออนุญาตคุยกันถึงเรื่องปวารณาเล็กน้อย
..........................
ชาวบ้านที่มีศรัทธาปรารถนาจะถวายเงินให้พระเพื่อใช้จัดซื้อจัดหาของฉันของใช้ที่จำเป็น (ก็บอกแล้ว-ถ้าไม่ให้พระใช้เงิน ก็บวชอยู่ไม่ได้นะจะบอกให้ รู้ไว้ด้วย!) เขารู้วินัยพระว่าพระรับเงินไม่ได้ ผิดศีล ต้องอาบัติ จึงใช้วิธีมอบเงินนั้นให้แก่ไวยาวัจกรผู้ทำหน้าที่รับ-จ่ายเงินแทนพระ แล้วบอกกล่าวแก่พระผู้รับถวายให้ทราบไว้
การทำอย่างนี้ เรียกว่า “ปวารณา”
การปวารณานั้น จะใช้วิธีบอกกล่าวด้วยวาจาก็ได้ บอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ กรณีที่บอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษร เรียกใบบอกกล่าวนั้นว่า “ปวารณาบัตร” หรือ “ใบปวารณา”
ข้อความบอกกล่าวที่มีใจความครบถ้วนตามมาตรฐาน เป็นดังนี้ -
.........................................................
เจ้าภาพ (จะระบุนามด้วยก็ได้) ขอถวายปัจจัยเป็นมูลค่า (เท่านั้น ๆ) แด่พระคุณเจ้า (เช่น ถวายประธานสงฆ์เป็นมูลค่าเท่านี้ ถวายพระอันดับรูปละเท่านี้) ได้มอบไว้แก่ไวยาวัจกรแล้ว พระคุณเจ้าประสงค์สิ่งหนึ่งสิ่งใดอันสมควรแก่สมณบริโภค ขอได้โปรดเรียกร้องจากไวยาวัจกรนั้น เทอญ
.........................................................
ถ้าปวารณาเป็นหนังสือก็ถวายใบปวารณานี้แก่พระ ส่วนตัวเงินมอบให้ไวยาวัจกรเก็บรักษา
เมื่อถวายอย่างนี้ พระก็ไม่ต้องอาบัติเพราะรับเงิน
นี่คือวิธีถวายเงินให้พระอย่างถูกต้อง-ที่คนเก่าเขาทำกันมา
สมัยก่อน ตอนท้ายพิธี ถวายเครื่องไทยธรรมแล้ว ก่อนพระอนุโมทนายะถาสัพพี พิธีกรจะกล่าวคำปวารณา
ถ้าเผลอหรือลืม พระท่านก็จะเตือน “ปวารณาก่อน โยม!”
แต่ทุกวันนี้-ตามที่ผมสังเกต-ไม่มีใครทำกันแล้ว
ใช้วิธีเอาเงินใส่ซองประเคนพระไปดื้อ ๆ
พระก็รับซื่อ ๆ
พิธีกรสมัยใหม่ไม่ปวารณา เพราะไม่รู้วิธี
พระก็ไม่เตือน เพราะไม่รู้วิธีเหมือนกัน
..........................
ปวารณากับพระแล้ว
มอบตัวเงินให้ไวยาวัจกรแล้ว
พระไม่ต้องอาบัติเพราะรับเงิน
ทีนี้ พอจะเอาเงินไปซื้อของฉันของใช้ที่จำเป็น ทำยังไง?
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๒๐ มีนาคม ๒๕๖๗
๑๘:๒๗
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ