หน้าที่ของชาวพุทธ (๒)

---------------------

ถ้าจะรักษาพระศาสนา

จงรักษาวิถีชีวิตสงฆ์

---------------------

ก็ต้องกลับมาย้ำคำเดิม คือ-ต้องจัดการศึกษาพระธรรมวินัย เพื่อเรียกสำนึกให้กลับคืนมาว่า อะไรห้ามทำ และอะไรต้องทำ

......................

จนถึงบัดนี้ ผมได้ข้อยุติส่วนตัวแน่นอนแล้วว่า การจัดการแก้ไขหรือพัฒนาใด ๆ เกี่ยวกับพระศาสนานั้น อย่าไปขอหรือไปเสนอให้คณะสงฆ์ทำอะไรเป็นอันขาด 

ถ้าคนบอก-คนเสนอไม่ใช่ผู้มีอำนาจเหนือท่าน 

ท่านจะไม่ฟังและจะไม่ทำอะไรทั้งสิ้น 

ทางออกมีทางเดียวคือ เราต้องทำเอง

“เรา” ในที่นี้หมายถึงทุกคนทุกเพศทุกวัยที่รักและหวังดีต่อพระศาสนา 

ช่วยกันศึกษาพระธรรมวินัย 

ศึกษาจนรู้แล้ว เข้าใจดีแล้ว ก็ลงมือปฏิบัติตาม 

หลักปฏิบัติก็ชัดเจนอยู่แล้ว-ทำสิ่งที่ต้องทำ ไม่ทำสิ่งที่ห้ามทำ

พร้อม ๆ ไปกับบอกกล่าวเผยแพร่ให้รู้ทั่วกันกว้างออกไป 

ศึกษาจนรู้ตรงกันว่าวิถีชีวิตสงฆ์คืออะไร คืออย่างไร และจะช่วยกันสนับสนุนพระภิกษุสามเณรให้สามารถดำรงวิถีชีวิตสงฆ์ไว้ได้ในสภาพสังคมปัจจุบันด้วยวิธีการอย่างไร

เมื่อรู้แล้วเข้าใจแล้วก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อ 

ไม่ศรัทธาผิด ๆ 

ไม่ชื่นชมผิด ๆ

ไม่สนับสนุนผิด ๆ 

ยกตัวอย่างเพื่อความชัดเจน 

.........................

๑ ในส่วนพระธรรม 

.........................

ที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหาและเป็นอันตรายระดับลึกก็คือ คนทั้งหลายไปไม่ถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะติดตาข่ายคำสอนของอาจารย์

ทุกวันนี้เราได้ยินแต่คนชื่นชมคำสอนของอาจารย์นั่น อาจารย์โน่น คำสอนของสำนักนั้น สำนักโน้น 

แต่แทบจะไม่มีใครเอ่ยถึง “คำสอนของพระพุทธเจ้า”

พระพุทธศาสนาเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงประกาศไว้เมื่อประมาณ ๒,๖๐๐ ปีมาแล้ว

พระพุทธศาสนาไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อวานนี้หรือเมื่อปีที่แล้ว โดยการคิดค้นของอาจารย์ท่านไหนหรือสำนักไหน 

โปรดทราบว่า อาจารย์และสำนักต่าง ๆ ก็ยังจำเป็นต้องมี 

แต่มีในฐานะเป็นผู้นำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาบอก แล้วพาคนทั้งหลายไปเฝ้าพระพุทธเจ้า 

ไม่ใช่ตั้งตัวเป็นเจ้าของพระธรรมเสียเอง

เรายังเคารพนับถือเชิดชูบูชาครูบาอาจารย์และสำนักต่าง ๆ ได้เหมือนเดิม แต่หน้าที่ของเราคือไปเฝ้าพระพุทธเจ้า คือไปให้ถึงคำสอนที่ถูกต้องแท้จริงของพระพุทธเจ้า

ไม่ใช่ติดอยู่ที่คำสอนของอาจารย์

พระธรรมเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่คำสอนของอาจารย์ ต้องจับหลักนี้ไว้ให้ดี 

หลักการ-ขั้นตอน วิธีศึกษาพระธรรมวินัยทำอย่างไร จะได้ว่ากันต่อไปข้างหน้า

.........................

๒ ในส่วนพระวินัย 

.........................

ต้องศึกษาให้เข้าใจถึงพุทธบัญญัติ พระภิกษุสามเณรทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ อย่าคิดเอาเอง เข้าใจเอาเอง อย่างเช่น: 

- พระเลี้ยงแม่ อาบน้ำประแป้งให้แม่ กอดแม่ 

คนสมัยนี้ชื่นชมยินดี สรรเสริญกันกระหึ่มว่าพระท่านทำดีทำถูกแล้ว 

นี่ก็เพราะไม่รู้และไม่รับรู้ว่ามีพระวินัยบัญญัติห้ามพระทำเช่นนั้น (ร่างกายสตรี-ไม่เว้นแม้แต่มารดาของตน-ท่านจัดเป็นวัตถุอนามาส ห้ามภิกษุสามเณรจับต้อง) ถ้าอยากจะเลี้ยงแม่ มีวิธีอื่น ๆ อีกที่พระวินัยอนุญาตไว้ แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีจับเนื้อต้องตัวแม่

ศึกษาพระวินัยก็จะเข้าใจและปฏิบัติถูกต้อง

- เอาเงินใส่บาตรแทนอาหาร กำลังนิยมทำกันมาก 

ให้เหตุผลว่าใส่อาหารพระท่านก็ได้แต่อาหาร ใส่เงิน พระท่านจะได้เอาเงินไปซื้อของที่จำเป็นอื่น ๆ 

เหตุผลนี้มีคนเห็นด้วยค่อนโลก แต่คนค่อนโลกไม่เคยศึกษาว่าถวายเงินให้พระอย่างไรจึงจะไม่ผิดวินัย

สนับสนุนกันด้วยเหตุผลที่ว่า-สังคมเปลี่ยนไป วิถีชีวิตของสงฆ์จำเป็นต้องเปลี่ยน จะให้ทำอะไรเหมือนสมัยพุทธกาลทุกอย่างไม่ได้อีกแล้ว 

พระวินัยบัญญัติไว้ชัดเจนว่าห้ามพระรับเงิน ห้ามพระซื้อ-ขาย

แต่พระวินัยก็มีทางออก

ตรงทางออกนี่ต่างหากที่ไม่ยอมศึกษาเรียนรู้กัน 

ไม่ออกตรงที่ท่านเปิดทางไว้ให้ อ้างว่ายุ่งยาก มากเรื่อง ไม่สะดวก

แทนที่จะช่วยกันคิดหาวิธีที่จะปฏิบัติตามทางออกที่พระวินัยเปิดไว้ให้ได้อย่างสะดวก กลับพากันคิดว่าแหกคอกออกทางอื่นสะดวกกว่า 

ตรงนี้แหละที่ผมว่า-ต้องเอาวิถีชีวิตสงฆ์คืนมา 

ซึ่งถ้ามองจากตรงนี้-ตรงที่เราพากันเตลิดออกนอกทางมาไกลถึงเพียงนี้แล้ว-จะเห็นว่าเป็นการยากนักหนาที่จะเอาวิถีชีวิตสงฆ์คืนมา 

ยากจนคนค่อนโลกเชื่อว่าทำไม่ได้

อย่างที่คนค่อนโลกเชื่อว่า ถ้าพระไม่หยิบเงินออกมาจ่ายด้วยตัวเอง พระจะครองชีวิตพระอยู่ไม่ได้เอาทีเดียว 

แนวคิดเดิม-พระไม่ต้องใช้เงินจึงจะสามารถดำรงวิถีชีวิตสงฆ์ไว้ได้

แนวคิดใหม่-พระไม่ใช้เงินจะไม่สามารถครองชีวิตพระอยู่ได้ 

ลองคิดดูเถิดว่า แนวคิดของผู้ที่เข้ามาอยู่ในพระศาสนาเปลี่ยนจากเดิมไปเพียงไร 

มันยิ่งกว่าหน้ามือเป็นหลังมือด้วยซ้ำไป

และผู้รู้ท่านบอกว่า แก้ทิฐิความเห็นของคนนั้น ยากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

......................

หลักพระวินัยบางเรื่อง คนก็ยังไม่ยอมเข้าใจ เช่นกรณีลักทรัพย์ 

คนทั่วไปเข้าใจตามหลักกฎหมายที่ว่า ต้องได้ทรัพย์นั้นไปอยู่ในครอบครองจึงจะถือว่าความผิดสำเร็จ 

ตลอดจนเข้าใจว่า ถ้าเอาทรัพย์มาคืนเจ้าของ ก็เป็นอันไม่มีความผิด 

แต่พระวินัยไม่ได้ว่าอย่างนั้น

ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด-พระขโมยวัว 

ท่านว่าพระตั้งใจขโมยวัวขณะที่วัวยืนอยู่กับที่ 

พระทำให้วัวก้าวขาออกจากที่ที่มันยืนอยู่

ขาที่ ๑ ก้าวไป ยังไม่เป็นความผิด

ขาที่ ๒ ขาที่ ๓ ก้าวไป ก็ยังไม่เป็นความผิด 

แต่เมื่อขาที่ ๔ ก้าวพ้นจากที่ ความผิดสำเร็จเรียบร้อย

พระต้องอาบัติปาราชิกทันที ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เอาวัวไปไหนเลยนี่แหละ

ไม่ต้องพูดถึงกรณีเอาทรัพย์ไปแล้วเอามาคืน-ว่าจะไม่มีความผิด 

จะเห็นได้ว่า พระวินัยละเอียดอ่อนกว่ากฎหมายหลายชั้น 

เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจหลักพระธรรมวินัยให้ถูกต้อง

จะเข้าใจได้ถูกต้อง ก็ต้องศึกษาเรียนรู้

ไม่ใช่นึกเอาเอง เข้าใจเอาเอง 

พระธรรมวินัยตามที่ยกมาพูดนี้เป็นเพียง “ตัวอย่าง” 

ท่านว่าพระธรรมวินัยนั้นมี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

เพราะฉะนั้น ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายมหาศาลที่ควรรู้และต้องช่วยกันรู้

มิเช่นนั้น พระภิกษุสามเณรก็จะปฏิบัติผิด

ชาวบ้านก็จะสนับสนุนผิด ๆ หรือไม่ก็คัดค้านผิด ๆ 

(ยังมีต่อ)

-----------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๓๑ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๖:๒๑

[full-post]

ปกิณกธรรม,หน้าที่,ชาวพุทธ,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.