หน้าที่ของชาวพุทธ (๑)

---------------------

ถ้าจะรักษาพระศาสนา

จงรักษาวิถีชีวิตสงฆ์

---------------------

พวกเราคงยังไม่ลืมบรรยากาศในช่วงเวลาที่พระสงฆ์ระดับพระเถระหลายรูปถูกจับ ถูกฟ้องร้องในคดีที่เรียกกันว่า “คดีเงินทอน”

ช่วงเวลานั้น วันไหนมีโอกาสเข้าไปในวัด (นอกเหนือจากวันพระซึ่งไปอยู่แล้วตามปกติ) ผมก็จะไปสนทนาธรรมกับหลวงพ่อเจ้าอาวาส (วัดมหาธาตุ ราชบุรี) ร่วมกับคนวัดอีกบางคน เรื่องสำคัญที่สนทนากันก็คือเรื่องพระผู้ใหญ่ถูกจับสึกตามที่ปรากฏเป็นข่าวรู้กันทั่วไปในเวลานั้น 

ในวงสนทนา ได้มีการถ่ายทอดข้อมูลทั้งเบื้องตื้นและเบื้องลึกสู่กันและกันจนตกผลึกดีแล้ว เราก็ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปตามความต้องการของ “ผู้มีอำนาจ”

เมื่อเป็นความต้องการของผู้มีอำนาจ ก็เป็นอันว่าไม่ต้องถามถึงเรื่องถูก-ผิด 

และก็เป็นอันว่าไม่ต้องพูดอะไรกันอีกต่อไป 

เพราะเราท่านย่อมซาบซึ้งดีโดยทั่วกันถึงพุทธภาษิตที่ว่า -

.........................................................

วโส อิสฺสริยํ โลเก

แปลว่า-อำนาจเป็นใหญ่ในโลก

.........................................................

เมื่อเรายังไม่ใช่ผู้อยู่เหนือโลก ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องอยู่ใต้อำนาจ

.........................................................

สงวนกำลังไว้ทำกิจที่ควรทำ

ดีกว่าเอาหัวชนกำแพง 

เพราะกำแพงไม่พัง

แต่หัวเราจะพัง

.........................................................

จากสถานการณ์ครั้งนั้น ผมมีความเห็นว่า สิ่งที่ต้องดึงกลับมาอย่างเร่งด่วนก็คือ วิถีชีวิตสงฆ์

ผมเห็นว่า การที่สงฆ์ไม่ครองชีวิตตามวิถีชีวิตของสงฆ์นั่นเองที่เป็นสาเหตุหรือรากเหง้าใหญ่ที่สุดของปัญหา และเป็นสาเหตุที่ถูกยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างในการกำจัดกวาดล้าง

เสียงสะท้อนจากเหตุการณ์ครั้งนั้นมี ๒ กลุ่ม

กลุ่มหนึ่ง สมน้ำหน้าพระ สะใจที่ถูกกวาดล้างออกไปเสียได้ กลุ่มนี้เห็นว่าพระทำผิด และเชื่อว่าพระทำผิดจริง ผิดวินัย ผิดวิถีชีวิตสงฆ์ จึงสมควรโดน

อีกกลุ่มหนึ่ง เห็นใจพระ เห็นว่าพระไม่ได้มีเจตนาทำผิด เพียงแต่รู้ไม่ทันเล่ห์กลทางกฎหมาย จึงไปกระทำการอันเข้าทางของผู้มีอำนาจ 

และเห็นต่อไปอีกว่า ผู้มีอำนาจก็ใช้อำนาจเกินควร เลือกปฏิบัติ และไม่เป็นยุติธรรม มีกรณีนั่นนี่โน่นอีกมาก-แม้แต่ข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับกรณีเดียวกับพระนี่เอง ก็ไม่เห็นผู้มีอำนาจจัดการอะไรเลย

ถ้าเป็นความผิด ก็เป็นการทำผิดเหมือนกัน แต่ถูกปฏิบัติต่างกัน

คนหนึ่งโดน แต่อีกคนหนึ่งไม่โดน

การที่ผู้คนมีความเห็นต่างกันเช่นนี้ รากเหง้าใหญ่ที่สุดก็มาจากการไม่มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัยอันเป็นที่มาของวิถีชีวิตสงฆ์และเป็นเนื้อเป็นตัวของพระศาสนา

จริงอยู่ ถ้าผู้มีอำนาจไม่มีธรรม พระจะอยู่ในวิถีชีวิตสงฆ์หรือไม่อยู่ก็คงต้องถูกโดนรังแกจนได้ 

แต่เสียงสะท้อนจะต่างกัน

ถ้าพระไม่ครองตนอยู่ในวิถีชีวิตสงฆ์ แล้วถูกผู้มีอำนาจจัดการ ประชาชนจะสมน้ำหน้า จะยืนอยู่ข้างผู้มีอำนาจ

ถ้าพระครองตนอยู่ในวิถีชีวิตสงฆ์ แล้วถูกผู้มีอำนาจรังแก ประชาชนจะเห็นใจพระ จะยืนอยู่ข้างพระ 

ในที่สุด ผู้มีอำนาจที่ไม่มีธรรมจะอยู่ไม่ได้

การครองตนอยู่ในวิถีชีวิตสงฆ์จึงเป็นเกราะป้องกันตัวเอง ป้องกันพระศาสนา และป้องกันสังคมนั้นเองด้วย

กิจที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเอาวิถีชีวิตสงฆ์กลับมา ก็คือการศึกษาเรียนรู้พระธรรมวินัย ปฏิบัติตาม และบอกกล่าวสั่งสอนกันต่อ ๆ ไป 

กิจเช่นนี้ควรเป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ที่จะต้องจัดต้องทำต้องดำเนินการ 

ขออภัยที่จะต้องกล่าวตามตรงว่า ทุกวันนี้พระภิกษุสามเณรที่ไม่รู้พระธรรมวินัยมีมากขึ้น 

ที่รู้ แต่ไม่ประพฤติปฏิบัติตาม-กล่าวคือไม่ดำรงชีวิตตามวิถีชีวิตสงฆ์ หากแต่ยกเหตุผลความจำเป็นนั่นนี่โน่นขึ้นมาอ้าง-ก็มีมากขึ้น สามารถเห็นได้ทั่วไปจนดูเป็นเรื่องปกติ 

จนในที่สุดจะกลายเป็นว่าไม่มีใครรู้จักวิถีชีวิตที่แท้จริงของสงฆ์-ตามพระธรรมวินัย 

ยกตัวอย่างในบางเรื่อง เช่น-การออกบิณฑบาต 

ปัจจุบันพระภิกษุสามเณรส่วนหนึ่ง-ซึ่งจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ-ไม่ต้องออกบิณฑบาตก็มีอาหารฉัน 

การไม่ออกบิณฑบาตกลายเป็นชีวิตปกติ 

การออกบิณฑบาตเสียอีกกลายเป็นชีวิตที่ผิดปกติ หรือบางทีกลายเป็นเรื่องตื่นเต้น เห็นเป็นความพิเศษ เอาไปยกย่องชื่นชม ทั้ง ๆ ที่เป็นกิจที่พระเณรต้องทำเป็นปกติแท้ ๆ

เพราะไม่ศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจถ่องแท้ เวลานี้ก็เริ่มมีกระแสความคิดว่า สังคมเปลี่ยนไป วิถีชีวิตของสงฆ์จำเป็นต้องเปลี่ยน จะให้ทำอะไรเหมือนสมัยพุทธกาลทุกอย่างไม่ได้อีกแล้ว 

ความจริงก็คือ-ไม่มีใครบอกว่าเปลี่ยนแปลงไม่ได้

เราบอกกันแต่ว่าเปลี่ยนแปลงได้ แต่ต้องไม่ทำลายหลักการ 

ถ้าพระเณรเห็นว่าทุกมื้อซื้อฉันสะดวกกว่า จะเกิดอะไรขึ้น

พระเณรก็จะไม่เห็นความสำคัญของการศึกษาพระธรรมวินัย-อย่างน้อยที่สุดก็ในเรื่องธรรมเนียมหรือกิจวัตรในการบิณฑบาต เพราะเมื่อไม่ออกบิณฑบาตก็ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้กิริยามารยาทและวัฒนธรรมในการบิณฑบาต

ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องมีบาตร 

ต่อไปอีก บาตรอันเป็น ๑ ในอัฐบริขารที่ต้องมีครบในเวลาอุปสมบทก็จะมีไว้พอเป็นพิธี 

แทนที่จะสนใจเรื่องการบิณฑบาต พระเณรก็จะสนใจแต่ว่า-จะได้เงินจากไหนมาซื้ออาหารประจำวัน

จากวิธีดำรงชีพด้วยการแสวงหาอาหารจากชาวบ้าน

เปลี่ยนไปเป็นแสวงหาเงินเพื่อเป็นค่าอาหาร

ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา = ชีวิตนักบวชอาศัยโภชนะที่ได้มาด้วยปลีแข้ง-หลักการพื้นฐานของวิถีชีวิตสงฆ์ก็ถูกทำลาย 

ที่ร้ายกว่านั้นก็คือเดี๋ยวนี่เกิดวิธีบิณฑบาตแปลก ๆ เช่น -

ยืนบิณฑบาต 

และเวลานี้ก้าวหน้าเป็นนั่งบิณฑบาตด้วยแล้ว

บิณฑบาตหมุนเวียน สมประโยชน์กับแม่ค้า

บิณฑบาตเอาไปขาย เอาไปเลี้ยงครอบครัว

ที่ขึ้นหน้าขึ้นตาก็คือบิณฑบาตเงิน

นี่เป็นจุดเล็ก ๆ จุดเดียวที่สามารถทำลายพระศาสนาได้อย่างคาดไม่ถึง

เพราะความไม่รู้ ชาวบ้านก็ตกเป็นเหยื่อ-ด้วยการสนับสนุนพระเณรที่กระทำเช่นนั้น

ทางแก้ก็คือต้องจัดการศึกษาพระธรรมวินัย-จัดอย่างเป็นการฝึกศึกษาจริง ๆ เรียนรู้แล้วปฏิบัติในชีวิตจริง 

เป็นการศึกษาเพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้อง

ไม่ใช่การศึกษาเพื่อสอบได้-อย่างที่เรากำลังหลงทางกันจนกู่ไม่กลับอยู่ในเวลานี้

จะจัดการศึกษาเพื่อสอบได้ เพื่อสถิติ เพื่อวุฒิ เพื่อปริญญาอะไรก็ตาม-แบบที่ชาวโลกเขาจัดกัน-ก็จัดไปถ้าเห็นว่าจำเป็นต้องจัด 

แต่การศึกษาเพื่อให้มีความรู้ที่ถูกต้องแล้วเอาความรู้ไปเป็นพื้นฐานแห่งการประพฤติปฏิบัติ เพื่อการดำรงวิถีชีวิตสงฆ์ จะต้องจัดให้มีขึ้นในชีวิตจริง 

กิจเช่นนี้ควรเป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ที่จะต้องจัดต้องทำต้องดำเนินการกับพระภิกษุสามเณรผู้เป็นสมาชิกขององค์กร แล้วเผยแผ่ให้แพร่หลายออกไปสู่ประชาชน 

ให้ชาวบ้านรู้พระธรรมวินัยไปพร้อม ๆ กับชาววัด

(ยังมีต่อ)

------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๓๑ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๒:๑๙

[full-post]

ปกิณกธรรม,ชาวพุทธ,หน้าที่,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.