อยู่ในสังคมสงฆ์ก็ต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัย
---------------------------------------
พระพุทธศาสนาไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อวันวาน
แต่เกิดขึ้นมานานนักหนา
มีพระคัมภีร์บันทึกหลักคำสอนเป็นหลักฐาน
พระคัมภีร์บันทึกคำสอน เราไม่ใช่คนแรกที่มาพบเข้า
บูรพาจารย์ท่านเรียน ท่านดู ท่านรู้ ท่านเห็นมาก่อนเรา
เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่อิ่มแค่พระคัมภีร์ ก็ตามไปดูมติของท่านบูรพาจารย์ให้ตลอดสาย
เมื่อศึกษาหมดสิ้นตลอดสายแล้ว
ต่อจากนั้นก็ถึงทีของเราที่จะแสดงความเห็น
เรามีความเห็นอย่างไรก็ว่าไปได้เต็มที่
ขอเพียงอย่างเดียว-ขอให้มีความซื่อตรงสุจริต
.......................
ตามธรรมดา ตลอดสายของพระคัมภีร์จะไม่ขัดแย้งกัน
มีแต่จะช่วยเสริมความเข้าใจให้กระจ่างแจ้งชัดเจนยิ่งขึ้น
นี่คือความซื่อตรง
ความเห็นของบูรพาจารย์ก็จะไม่ขัดแย้งกับพระคัมภีร์
ประเด็นไหนมีข้อเยื้องแย้ง ท่านก็จะทำเพียงแสดงเหตุผลประกอบไว้เพื่อให้ช่วยกันพิจารณา
แต่จะไม่หักล้างเพิกถอน
นี่ก็คือความซื่อตรง
ตามที่ว่ามานี้ อาจเข้าใจไปว่าความซื่อตรงคือต้องเห็นด้วยเท่านั้น ห้ามโต้แย้ง
ตรงนี้ต้องขออนุญาตขยายความ
พระธรรมวินัยนั้นเป็นกฎกติกาของสังคมสงฆ์
พระธรรมวินัยว่าไว้อย่างไร ใครเข้าไปอยู่ในสังคมสงฆ์ก็หมายถึงชอบใจในพระธรรมวินัย พร้อมที่จะศึกษาเรียนรู้และปฏิบัติตามพระธรรมวินัยนั้น
เมื่อใช้สิทธิ์ในการเข้าไปเป็นสมาชิกของสังคมสงฆ์ จึงเท่ากับสละสิทธิ์ที่จะเห็นต่างหรือเห็นแย้งกับพระธรรมวินัยไปแล้ว
แบบนี้ไม่ใช่เผด็จการหรือปิดกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
เรายังสามารถใช้เสรีภาพในความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ตามที่เราปรารถนา
แต่ต้องตั้งอยู่บนความซื่อตรง
ถ้าไม่เห็นด้วย ไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อ ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เราก็มีสิทธิ์ที่จะออกไปจากพระธรรมวินัยที่เราไม่เชื่อนั้นได้ทันที
หมายความว่า หลักของผู้ที่เจริญแล้วในโลกนี้มีอยู่ว่า เมื่อใครชอบใจสมาคมสังคมของใคร ประสงค์จะเข้าเป็นสมาชิกของสังคมนั้น ๆ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎกติกามารยาทของสังคมนั้น ๆ
กฎกติกามารยาทของสังคมสงฆ์ก็คือพระธรรมวินัย
เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกของสังคมสงฆ์ก็คือสมัครใจพอใจที่จะปฏิบัติตามพระธรรมวินัย
ถ้าไม่ชอบใจ ไม่พอใจ หรือเห็นว่าไม่สามารถปฏิบัติตามพระธรรมวินัยได้จะด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม เราก็มีสิทธิ์ที่จะสละความเป็นสมาชิกในสังคมสงฆ์ออกไปเสีย
นี่คือความซื่อตรง
การกล่าวเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าเสือกไสไล่ส่ง
หากแต่เป็นการแสดงออกถึงความซื่อตรง
สังคมที่เจริญแล้วที่ไหน ๆ ก็ยอมรับกฎกติกาดังว่านี้กันทั้งนั้น
ไม่เชื่อ ไม่เห็นด้วย โต้แย้ง ไม่ปฏิบัติตาม
แต่ก็ยังอยู่ในสังคมนั้นด้วย
แบบนี้คือไม่มีความซื่อตรง
ที่มีปัญหาอยู่ในเวลานี้ก็เพราะความไม่ซื่อตรงนี่แหละ
คือขอใช้สิทธิ์เป็นสมาชิกของสังคมสงฆ์ด้วย
แล้วก็ใช้อภิสิทธิ์ (ซึ่งตามเป็นจริงแล้วใช้ไม่ได้) ขอไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยด้วย
เป็นการกระทำที่ขัดแย้งกันเองอยู่ในตัว
การได้สิทธิ์อยู่ในสังคมสงฆ์ก็เพราะมีสัญญาที่จะปฏิบัติตามพระธรรมวินัย
การไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยจึงเป็นการทำผิดสัญญา
มีผลเท่ากับบอกคืนสิทธิ์ที่จะอยู่ในสังคมสงฆ์นั่นเอง
ดังนั้น การไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย แต่ยังถือสิทธิ์อยู่ในสังคมสงฆ์จึงเป็นการขัดแย้งกันเองอยู่ในตัว
.......................
เวลานี้ความคิดและการกระทำเช่นนี้มีแนวโน้มว่าจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ
คือมีผู้เห็นดีเห็นด้วยกับแนวคิดและการปฏิบัติเช่นนี้กันมากขึ้น
อยู่ในสังคมสงฆ์ด้วย
ไม่ต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัยด้วย
ซ้ำพากันเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายอีกด้วย
ถ้าเป็นแบบนี้กันมาก ๆ ความวิปริตก็เกิด
พระธรรมวินัยก็วินาศ
พระพุทธศาสน์ก็วิบัติ
มีใครต้องการให้เป็นแบบนี้บ้าง?
---------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗
๑๑:๔๖
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ