สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

ตัณหาที่ควรกำจัดมี ๓ อย่าง

    ๑. ตัณหาที่เป็นเหตุให้เกิดกิเลสทำกรรมทางกายและวาจา

    ๒. ตัณหาที่เป็นเหตุให้เกิดกิเลสก่อความเพลิดเพลินทางใจ

    ๓. ตัณหาที่เป็นเหตุให้เกิดอนุสัยนอนเนื่องอยู่ในกระแสจิต รอเวลาและโอกาส อำนวยจึงจะปรากฏให้เห็น

    ตัณหาอย่างที่ ๑ องค์ธรรม คือ วีติกกมกิเลส เป็น กิเลสที่ล่วงละเมิด ทางกายและวาจากำจัดได้ด้วยการรักษาศีล บุคคลที่มีศีลบริสุทธิ์ ย่อมไม่ลักขโมยของคนอื่นแม้จะอยากได้ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ กล่าวเท็จ ไม่ดื่มสุรา เป็นต้น การรักษาศีลจึงเป็นการฃกำจัดวีติกกมกิเลส

    ตัณหาอย่างที่ ๒ องค์ธรรม คือ ปริยุฏฐานกิเลส เป็น กิเลสที่ฟูขึ้นมาในใจ กำจัดได้ด้วยสมาธิ ผู้ปฏิบัติธรรมที่มีจิตตั้งมั่นในอารมณ์กรรมฐาน เช่น ลมหายใจเข้าออก จะไม่ฟุ้งซ่านพอใจในกามคุณ แต่ถ้าจิตไม่ตั้งมั่นก็จะคิดไปในกามคุณและวิธีที่จะสนองความอยาก ที่จริงแล้วแม้ขณะที่กำลังเจริญสมาธิอยู่นั้น หากกำลังของสมาธิยัง ไม่แก่กล้า ตัณหาที่ต้องการกามคุณก็ยังแทรกเข้ามาได้ตลอดเวลา ปริยุฏฐานกิเลสนี้จะถูกข่มไว้ได้ชั่วคราวในขณะตั้งอยู่ในฌานเท่านั้น เป็นการละชั่วคราวด้วยสมาธิโดยวิกขัมภนปหาน คือ ละด้วยการข่มไว้ อนึ่ง บุคคลที่ได้ฌานบางคนยังไม่อาจละภวตัณหาและ วิภวตัณหาได้ แม้กระทั่งพรหมบางตนก็ยังมีตัณหาทั้งสองอย่างนี้อยู่ ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่คนธรรมดาซึ่งมิได้บรรลุฌานจะพยายาม ละตัณหาสองอย่างนี้ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าตนมีความพอใจในอัตภาพ และชีวิตของตน

    ตัณหาอย่างที่ ๓ องค์ธรรม คือ อนุสัยกิเลส เป็น กิเลสที่นอนเนื่องในฐานะที่ยังละไม่ได้ เมื่อได้เหตุปัจจัยที่เหมาะสมก็เกิดขึ้น แบ่งเป็น ๒ อาการ คือ อารัมมณานุสัย และสันตานานุสัย

    อารัมมณานุสัย คือ อนุสัยที่นอนเนื่องอยู่ในอารมณ์ที่มิได้ กำหนดรู้ เป็นกิเลสที่เกิดขึ้นเมื่อไม่มีการกำหนดรู้อารมณ์ที่ปรากฏ ทางทวาร ๖ ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน โดยเป็นกิเลสที่หวน คิดถึงอารมณ์เหล่านั้นในภายหลัง ถูกกำจัดได้ด้วยวิปัสสนาปัญญา โดยละอนุสัยที่อาจเกิดขึ้นในอารมณ์ที่กำหนดรู้เท่าทัน แต่อนุสัยใน อารมณ์ที่ไม่ได้กำหนดรู้จะยังไม่ถูกกำจัดไป

    สันตานานุสัย คืออาการที่ อนุสัยที่นอนเนื่องอยู่ในกระแสจิต เป็น กิเลสที่คอยโอกาสจะผุดขึ้นมาเมื่อมีเหตุปัจจัยที่เหมาะสม สามารถละ ได้ด้วยโลกุตตรมรรคเท่านั้น เราจึงจำเป็นต้องเจริญวิปัสสนาเพื่อให้ บรรลุมรรคอันจะส่งผลให้ละอนุสัยกิเลสประเภทนี้ได้

    แม้เรื่องอนุสัยกิเลสจะพบโดยตรงในพระสุตตันตปิฎกและ พระอภิธรรมปิฎก(ที.ปา.๑๑.๓๕๗.๒๕๙)(สํ.มหา.๑๙.๑๗๖.๕๕-๕๖,องฺ สตฺตก.๒๓.๑๑.๘)(อภิ.วิ.๓๕.๘๑๖.๓๐๘, อภิ.ย.๓๙.๑.๘๑) บางคนยังกล่าวว่า “กิเลสไม่ใช่สิ่งที่นอนเนื่องอยู่ ในกระแสจิต แต่เกิดจากความยึดมั่น” การกล่าวเช่นนี้ไม่ถูกต้อง

ตัวอย่างเช่น เด็กทารกที่ร่างกายยังไม่เจริญเต็มที่ ยังไม่มีความต้องการทางเพศ มิใช่เพราะไม่มีกิเลส แต่เป็นเพราะเวลาและเหตุปัจจัย ยังไม่พร้อม ต่อเมื่อเจริญวัยเป็นหนุ่มสาวแล้ว เพียงได้ยินเสียงหรือ เห็นเพศตรงข้าม ก็อาจเกิดความต้องการทางเพศตามธรรมชาติ มิใช่ เพราะความยึดมั่นจากการเห็นหรือได้ยิน แต่เป็นเพราะร่างกายที่เจริญเติบโตขึ้นเป็นปัจจัยที่เหมาะสมให้กิเลสปรากฏออกมา

    นอกจากนั้นแล้ว บางคนที่เคยมีศรัทธาอย่างแน่นแฟ้นในพระรัตนตรัย ต่อมาถูกผู้สอนศาสนาอื่นชักนำ ทำให้มีความสงสัยใน พระรัตนตรัย บางคนอาจเป็นมิจฉาทิฏฐิเข้ารีตศาสนาอื่น เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าวิจิกิจฉาและทิฏฐิที่นอนเนื่องอยู่ในจิตยังมิได้ถูกมรรคกำจัดให้หมดสิ้นไป จึงมักปรากฏขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัยที่เหมาะสม ไม่ใช่เกิดจากยึดมั่นในปัจจุบัน

    พระอริยบุคคลในสมัยพุทธกาล ได้ละทิฏฐิและวิจิกิจฉาอย่างเด็ดขาดแล้วด้วยโสดาปัตติมรรค จึงมีศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่าง ไม่คลอนแคลน ท่านไม่ถูกเดียรถีย์ในลัทธิอื่นชักชวนให้เปลี่ยนใจ แม้เทวดาหรือมารก็ทำให้เปลี่ยนใจไม่ได้ ทั้งนี้เพราะสันตานานุสัย ได้ถูกละด้วยโลกุตตรมรรคเป็นสมุจเฉทปหาน คือ ละได้โดยเด็ดขาด

    ด้วยเหตุดังกล่าว จึงควรเข้าใจว่าอนุสัยเป็นกิเลสที่คอยโอกาส และปัจจัยที่เหมาะสมจึงจะปรากฏให้เห็น และตัณหาที่เป็นต้นเหตุ ที่แท้จริงของความทุกข์เป็นธรรมที่ควรกำจัดให้หมดไปด้วยโลกุตตร มรรคที่พัฒนามาจากการเจริญวิปัสสนานั่นแล

(สาระตัณหาในกิจจญาณจากธัมมจักกัปปวัตนสููตร)


[full-post]

ปกิณกธรรม,ตัณหา,กามตัณหา,รูปตัณหา,อรูปตัณหา

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.