
วจนัตถะ และคำอธิบายในกัมมปัจจัย
วจนัตถะ
กรณํ = กมฺมํ การกระทำ เรียกว่า กรรม
กโรติ ปฏิสงฺขโรตีติ - กมฺมํ ธรรมที่ขัดแจง หรือปรุงแต่งซึ่งปัจจยุปบันธรรม ชื่อว่ากรรม
กมฺมภาเวน อุปการโก ธมฺโม = กมฺมปจฺจโย ธรรมที่ช่วยอุดหนุนโดยความจัดแจงหรือปรุงแต่ง ซึ่งปัจจยุปบันธรรม ชื่อว่า กัมมปัจจัย
อธิบายในกัมมปัจจัยโดยสังเขป
ใน กัมมปัจจัย นี้ คำว่า กรรม หมายถึงการกระทำ หรือธรรมที่จัดแจงปรุงแต่ง ซึ่งปัจจยุปบันธรรม เรียกว่า กรรม ได้แก่ เจตนาเจตสิก ฉะนั้นเจตนาเจตสิกจึงเป็นตัวกรรม ดังมีพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ว่า “เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ เจตยิตฺวา กมฺมํ กโรติ กาเยน วาจาย มนสา" (อง. ฉกุก. ข้อ ๖๓ หน้า ๔๕ ๔ นิพฺเพธิกสุตต) แปลว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนาคือตัวกรรม สัตว์ที่ทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ ย่อมมีการปรุงแต่ง คือคิดนึกก่อนแล้วจึงทำ ดังนี้ ก็จะเห็นได้ว่า การกระทำด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ จะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม ต้องอาศัยเจตนาเป็นใหญ่ เป็นหัวหน้าในการกระทำนั้น ๆ อุปมาเหมือนกองทหารกองหนึ่ง ๆ ต้องมีนายทหารเป็นหัวหน้า เป็นผู้บังคับบัญชา คอยออกคำสั่งแก่พวกเหล่าทหารให้ทำหน้าที่ไปตามคำสั่งของตน ฉันใด เมื่อเปรียบเทียบกับสภาวธรรมแล้ว นายทหารก็เปรียบเหมือนเจตนาเจตสิก เหล่าทหารก็เปรียบเหมือนสหชาตธรรม คือ จิต เจตสิก กัมมชรูป และจิตตชรูป ที่เกิดร่วมกับเจตนาเจตสิก ฉันนั้น
กัมมปัจจัยนี้แบ่งออกเปืน ๒ คือ
๑. สหชาตกัมมปัจจัย
๒. นานักขณิกกัมมปัจจัย
๑. สหชาตกัมมปัจจัย
วจนัตถะ
กายงฺควาจงฺคจิตฺตงฺคาภิสงฺขรณภูเตน จิตฺตปฺปโยคสงขาเตน กิริยาภาเวน ปจฺจโย อุปการโกติ = กมุมปจฺโย.
ธรรมที่ช่วยอุดหนุนโดยเป็นภาวะแห่งการกระทำอันนับเนื่องในจิตตปโยคะ คือเป็นธรรมที่ช่วยปรุงแต่งซึ่งอาการแห่งกาย แห่งวาจา และจิต ชื่อว่า กัมมปัจจัย
อธิบายในสหชาตกัมมปัจจัยโดยสังเขป
สหชาตกัมมปัจจัย นี้ หมายถึงเจตนาเจตสิกที่เป็นตัวกรรมนั้น เกิดร่วมกับปัจจยุปบันธรรม และช่วยปรุงแต่งซึ่งปัจจยุปบันธรรมนั้นด้วย หมายความว่า เมื่อสัมปยุตตธรรม คือจิตและเจตสิกกำลังทำหน้าที่รับอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้นอยู่นั้น เจตนาเจตสิกที่เกิดร่วมอยู่ด้วยก็ช่วยจัดแจงปรุงแต่งในการรับอารมณ์นั้น ๆ เช่น เมื่อกระทบกับรูปารมณ์แล้ว โลภมูลจิตพร้อมด้วยเจตสิกเกิดขึ้น เจตนาเจตสิกก็ช่วยจัดแจงให้โลภมูลจิตนั้นเข้ารับรูปารมณ์ได้โดยสมบูรณ์
เมื่อโลภมูลจิตเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว อาการของกายหรือวาจาก็ตามซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากโลกมูลจิตนั้น ก็ย่อมแสดงซึ่งอาการของโลภะออกมา การที่เป็นเช่นนี้ก็ด้วยอำนาจของโลภมูลเจตนานั้นเอง ดังนี้เป็นต้น ฉะนั้นเจตนาเจตสิกนี้จึงได้ชื่อว่า สหชาตกับมปัจจัย.
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ