
๒. นานักขณิกกัมมปัจจัย
วจนัตถะ
- นานาขโณ = นานกฺขโณ ขณะต่างกัน ชื่อว่า นานักขณะ
- นานกฺขเณ ปวตฺตํ กมฺมํ = นานกฺขณิกกมฺมํ กรรมที่เกิดในขณะต่างกัน ชื่อว่านานักขณิกกรรม
- อตฺตโน ปจฺจยุปฺปนฺนธมฺมปวตฺติกฺขณโต วิสุํภูเต อตีเต นานาขเณ สิทฺธาติ - นานกฺขณิกา เจตนาที่สำเร็จลงแล้วในขณะต่างกันที่เป็นอดีต ซึ่งเป็นคนละขณะกับขณะที่บังเกิดขึ้นแห่งปัจจยุปบันธรรมของตน ชื่อว่า นานักขณิกา
- นานกฺขณิกกมฺมํ หุตฺวา อุปการโก ธมฺโม = นานกฺขณิกกมฺมปจฺจโย ธรรมที่เป็นนานักขณิกกรรมนั้น เป็นปัจชัยช่วยอุดหนุน ชื่อว่า นานักขณิกกัมมปัจจัย
อธิบายในนานักขณิกกัมมปัจจัยโดยสังเขป
เจตนาเจตสิกที่เป็นตัวกรรมนี้ มีหน้าที่ ๒ อย่างคือ
๑. ทำหน้าที่ปรุงแต่งหรือขัดแจงให้สำเร็จกิจในระหว่างการเกิดขึ้นของสัมปยุตตธรรมที่เป็นกุศล, อกุศล, วิบาก และกิริยา ที่เกิดขึ้นขณะหนึ่ง ๆ เรียกว่า สํวิธานกิจฺจ
๒. ทำหน้าที่เพาะพืชพันธุ์ไว้ ในเมื่อกุศลเจตนาและอกุศลเจตนาที่เกิดขึ้นพร้อมกับจิตนั้นได้ดับไปแล้ว เจตนาเจตสิกนี้ก็มีอำนาจที่จะส่งผลให้ปรากฎขึ้นในภายหลัง เรียกว่า พีชนิธานกิจฺจ ทำหน้าที่เฉพาะในกุศลและอกุศลจิดเท่านั้น
สำหรับเจตสิกที่ทำหน้าที่ สํวิธานกิจฺจ นั้น ได้แสดงไว้แล้วในสหชาตกัมมปัจจัย หมายความว่า เจตนาเจตสิกที่ทำหน้าที่ สิวิธานกิจจ นั้น ก็ได้แก่เจตนาที่เป็นสทชาตกัมมปัจจัยนั่นเอง
ส่วนในหน้าที่ของ พีชนิธานกิจฺจ นั้น หมายถึงว่า เจตสิกที่เป็นนานักขณิกกัมมปัจจัย
นานักขณิกกัมมปัจจัย นี้ เจตนาเจตสิกที่เป็นตัวกรรมนั้นเกิดต่างขณะต่างเวลากันกับปัจจยุปบันธรรม หมายความว่า ปัจจัยธรรมอันได้แก่ เจตนาเจตสิกที่เกิดในหน้าที่ของเจตนาเจตสิกนี้ มีอำนาจช่วยอุดหนุนให้ สำวิธานกิจฺจ นั้นได้ดับไปแล้ว แต่ในการดับไปของปัจจยุปบันธรรมเกิดขึ้นกายหลังได้ ฉะนั้น เมื่อขณะที่ปัจจยุปบันธรรมอันเป็นผลเกิดขึ้นนั้น ปัจจัยธรรมอันเป็นเหตุไม่มีอยู่ในขณะนั้นแล้ว ได้แก่ กุศลกรรมเจตนาและอกุศลกรรมเจตนาที่เป็นอดีต ทั้งในชาตินี้และชาติก่อนที่ดับไปแล้วนั้นเป็นปัจจัย วิบาก คือผล ได้แก่ วิบากนามขันธ์และกัมมชรูปที่ได้รับในชาตินี้ หรือที่จะได้รับในชาติหน้าต่อไปนั้นเป็นปัจจยุปบัน ดังจะยกตัวอย่างมาพอเป็นสังเขปดังนี้คือ
๑. เมื่อขณะกระทำทุจริต อกุศลจิตพร้อมด้วยเจตนาเจตสิกเกิดขึ้น เจตนาเจตสิกนี้เป็นสหชาตกัมมปัจจัย เมื่อดับไปแล้ว อกุศลเจตนาที่ดับไปแล้วนี้ก็จะกลับเป็นนานักขณิกกัมมปัจจัยต่อไป และมีอำนาจที่จะให้บังเกิดผลแก่ผู้กระทำนั้นในอนาคตกาล ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
ผลที่เป็นปวัตติกาลนั้นได้รับทั้งในชาตินี้และชาติหน้าส่วนผลที่เป็นปฏิสนธิกาล ได้รับเฉพาะในชาติหน้า
ผลที่เป็นปวัติติกาลที่ได้รับทั้งในชาตินี้และชาติหน้า คือผู้นั้นย่อมได้รับผลเป็นอกุศลบากจิตและปวัตติกัมมชรูปเกิดขึ้น เช่น ได้ประสบกับอารมณ์ที่ไม่ดี และกัมมชรูปมีตา หู เป็นต้นนั้นย่อมทุพพลภาพ หรือได้รับอันตรายต่างๆ ดังนี้
ผลที่เป็นปฏิสนธิกาลที่ได้รับในชาติหน้า คือเมื่อผู้นั้นตายจากชาตินี้ และขณะปฏิสนธิ
- ในชาติต่อไปนั้น ย่อมได้ปฏิสนธิจิตที่เป็นอกุศลวิบากปฏิสนธิ โดยไปบังเกิดในอบายภูมิทั้งภูมิใดภูมิหนึ่ง พร้อมทั้งได้รับกัมมชรูปที่เป็นไปตามภูมิที่ตนไปบังเกิดนั้นๆ ผลต่างๆ ที่ได้รับเป็นอกุศลวิบากเหล่านี้ เป็นนานักขณิกกัมมปัจจยุปบันสำหรับอกุศลเจตนาที่จะให้ได้รับผลในปฏิสนธิกาลนั้น ได้อกุศลเจตนา ๑๑ (เว้นเจตนาที่อยู่ในอุทธัจจสัมปยุตตจิต)
๒. เมื่อทำกุศล มีทานกุศล, ศีลกุศล, ภาวนากุศล เหล่านี้ ขณะที่กำลังทำอยู่มหากุศลจิตพร้อมด้วยเจตนาเจตสิกเกิดขึ้น เจตนาเจตสิกขณะนี้เป็นสหชาตกัมมปัจจัย เมื่อกุศลจิตพร้อมด้วยเจตนาดับไปแล้ว กุศลเจตนาที่ดับไปแล้วนี้ ก็กลับเป็นนานักขณิกกัมมปัจจัยต่อไป และมีอำนาจที่จะให้ผลบังเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นในอนาคตกาล ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ที่เป็นปวัตดิกาลและปฏิสนธิกาลเช่นเดียวกันคือ
- ผลที่เป็นปวัตดิกาลที่ได้รับในชาดินี้และชาติหน้า คือผู้นั้นย่อมได้รับกุศลวิบากจิตและปวัตติกัมมชรูปเกิดขึ้น เช่น ย่อมได้ประสบอารมณ์ที่ดี และกัมมชรูปทั้งหลาย มีตา หู เป็นต้นนั้นก็ไม่ทุพพลภาพ และปราศจากอันตรายต่างๆ
- ผลที่เป็นปฏิสนธิกาลที่ได้รับในชาติหน้า คือเมื่อผู้นั้นตายจากชาตินี้ และขณะปฏิสนธิในชาติต่อไปนั้น ย่อมได้ปฏิสนธิจิตที่เป็นกุศลวิบาก โดยไปบังเกิดในกามสุคติภูมิ มีมนุษย์และเทวดา ภูมิใดภูมิหนึ่ง พร้อมทั้งได้รับกัมมชรูปเป็นไปตามภูมิที่ตนไปบังเกิดนั้น ผลต่าง ๆ ที่ได้รับเป็นกุศลวิบากเหล่านั้น เป็นนานักขณิกกัมมปัจจยุปบัน
๓. ผู้พิจารณาสมถภาวนา เมื่อขณะที่ได้ฌาน รูปาวจรกุศลจิตย่อมเกิดขึ้นพร้อมด้วยเจตนาเจตสิก เจตนาเจตสิกขณะนี้เป็นสหชาตกัมมปัจจัย เมื่อรูปาวจรกุศลจิตพร้อมด้วยเจตนานี้ดับไปแล้ว เจตนาเจตสิกนี้ก็กลับเป็นนานักขณิกกัมมปัจจัยต่อไป และมีอำนาจให้ผลแก่ผู้นั้นในชาติต่อไป ทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตดิกาลคือ
- ในปฏิสนธิกาล ย่อมได้ปฏิสนธิจิต เป็นรูปาวจรปฏิสนธิจิตไปบังเกิดในรูปาวจรภูมิ ภูมิใดภูมิหนึ่ง (เว้นอสัญญสัตตภูมิ) ตามสมควร และได้รับกัมมชรูปที่เป็นกับมชรูปของพรหม
- ในปวัดดิกาล ย่อมได้รับรูปาวจรวิบากจิต และปวัตติกัมมชรูปที่เป็นอิฎฐะตามสมควร
เหล่านี้ เป็นนานักขณิกกัมมปัจจยุปบัน
๔. ผู้พิจารณาสมถภาวนา ได้รูปาวจรปัญจมฌานกุศลจิต พร้อมด้วยเจตนาเจตสิกที่เกิดขึ้น ด้วยอำนาจสัญญาวิราคภาวนานั้น เจตนาเจตสิกขณะนี้เป็นสหชาตกัมมปัจจัยและเจตนาเจตสิกนี้เมื่อดับไปแล้วก็กลับเป็นนานักขณิกกัมมปัจจัยต่อไป และมีอำนาจให้ผลในชาติ
ต่อไป ทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาลคือได้รับรูปปฏิสนธิ ได้แก่ ชีวิตนวกกลาปรูป เรียกว่า อสัญญสัตตพรหม เป็นนานักขณิกกัมมปัจจุยุปบัน
๕. ผู้พิจารณาสมถภาวนา ได้อรูปฌาน คือ อรูปาวจรกุศลจิต พร้อมด้วยเจตนาเจตสิกที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจรูปวิราคภาวนานั้น เจตนาเจตสิกขณะนี้เป็นสหชาตกัมมปัจจัย เมื่อเจตนาเจตสิกนี้ดับไปแล้ว ก็กลับเป็นนานักขณิกกัมมปัจจัยต่อไป และมีอำนาจให้ผลในชาติต่อไป ทั้งใน
ปฏิสนธิกาลและปวัตติกาลคือ
- ได้รับนามปฏิสนธิ ได้แก่ อรูปวิปากจิตเกิดขึ้น เรียกว่า อรูปพรหม เป็นนานักขณิกกัมมปัจจยุปบัน
๖. ผู้พิจารณาวิปัสสนาภาวนา ขณะที่มรรคจิตเกิดขึ้นพร้อมด้วยเจตนาเจตสิก, เจตนาเจตสิกขณะนี้เป็นสหชาตกัมมปัจจัย เมื่อมรรคจิตพร้อมด้วยเจตนาดับไปแล้วนั้น เจตนาเจตสิกนี้ก็กลับเป็นนานักขณิกกัมมปัจจัย และมีอำนาจให้ผลในชาตินี้เป็นอกาลิกะ คือผลที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีระหว่างคั่น ได้แก่ ผลจิตที่เกิดต่อจากมรรคจิตนั่นเอง เป็นนานักขณิกกัมมปัจจุยุปบัน
มรรคเจตนาขณะที่เป็นปัจจัยให้เกิดผลจิตนั้น เป็นอนันตรปัจจัย(อนันตรกัมมปัจจัย) และปกตูปนิสสยปัจจัย ก็ได้
สรุปความว่า นานักขณิกกัมมปัจจัยนี้ ได้แก่ เจตนาเจตสิกที่เป็นกุศลและอกุศลที่เป็นอดีต คือที่ดับไปแล้ว เป็นปัจจัยอุดหนุนให้เกิดผลในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล ผลเหล่านี้เป็นนานักขณิกกัมมปัจจยุปบัน
- สำหรับผลที่ในปวัตติกาลนั้นมีพิเศษออกไปอีกดังนี้ คือตามธรรมดาสัตว์ทั้งหลายนั้นย่อมเคยสร้างกุศลกรรมและอกุศลกรรมมาด้วยกันทั้งสิ้น ที่จะไม่เคยทำนั้นไม่มีเลย ฉะนั้นนานักขณิกกรรมที่เป็นกุศลและอกุศลก็มีติดอยู่ในสันดานของตน ๆ ด้วยกันทั้งนั้น แต่เมื่อขณะที่จะส่งผลให้ปรากฎขึ้นนั้น ต้องประกอบด้วยสิ่งแวดล้อมต่างๆ ๔ ประการ ได้แก่ ๑ กาล ๒. คดิ ๓. อุปธิ ๔. ปโยค ดังนี้คือ
๑. กาล ได้แก่ ในคราวใด สมัยใด บุคคลอยู่ในประเทศที่มีพระราชาเป็นสัมมาทิฏฐิบุคคลปกครองบัานเมืองอยู่ และพระพุทธศาสนาก็ยังคงมีอยู่ ยังไม่สิ้นสูญไป อย่างนี้เรียกว่า “กาลสัมปัตติ” อย่างหนึ่ง และถ้าในสมัยใดพระราชาที่ปกครองประเทศบ้านเมืองนั้น เป็นมิจฉาทิฏฐิบุคคล และพระพุทธศาสนาก็เสื่อมสิ้นไปแล้ว อย่างนี้เรียกว่า “กาลวิปัตติ”
๒. คติ ได้แก่ บุคคลใดได้เกิดอยู่ในสุคคิภูมิ มีมนุษย์ เทวด และพรหม อย่างนี้เรียกว่า “คติสัมปัตติ” ถ้าบุคคลใดไปเกิดในทุคติภูมิ มีสัตว์ดิรัจฉาน เป็นตัน อย่างนี้เรียกว่า “คติวิปัตติ”
๓. อุปธิ ได้แก่ บุคคลใดเมื่อเกิดมาแล้วมีอวัยวะใหญ่น้อย คือตา หู เป็นต้นนั้นครบถ้วนบริบูรณ์ อย่างนี้เรียกว่า “อุปธิสัมปัตติ”
เมื่อบุคคลใดเกิดมาแล้ว มีอวัยวะใหญ่น้อยขาดตกบกพร่องไปไม่ครบถ้วน อย่างนี้ เรียกว่า “อุปธิวิบัติ”
๔. ปโยค ได้แก่ บุดคลใดอาศัยความเพียรที่ถูก และความคิดที่ถูก แล้วทำกายกรรม, วจีกรรม, มโนกรรม ที่เป็นสุจริต ไม่ผิดกฎหมายของบ้านเมือง และไม่ผิดหลักธรรมในพระพุทธศาสนา อย่างนี้เรียกว่า “ปโยคสัมปัตติ”
บุคคลใดอาศัยความเพียรที่ผิด และ ความคิดที่ผิด แล้วทำกายกรรม, วจีกรรม, มโนกรรมที่เป็นทุจริต ผิดกฎหมายของบ้านเมือง และผิดหลักธรรมในพระพุทธศาสนา อย่างนี้เรียกว่า “ปโยควิปัตติ”
เมื่อขณะใดบุคคลบริบูรณ์ด้วยสัมปัตติ ๔ อย่าง มีกาลสัมปัตติ เป็นตัน ขณะนั้นนานักขณิกกรรมที่เป็นกุศลก็ได้โอกาสส่งผลที่ดีให้ปรากฎแก่บุคคลนั้น เช่น การได้ประสบกับอารมณ์มีรูปารมณ์ เป็นต้น ที่เป็นอิฎฐารมณ์ คือเป็นอารมณ์ที่น่ารักน่าปรารถนาต่างๆ พร้อมทั้งได้รับกัมมชรูปอันเป็นที่น่ารักน่าปรารถนาเช่นเดียวกัน
เมื่อขณะใดบุคคลบริบูรณ์ด้วยวิปัตติ ๔ อย่าง มีกาลวิปัตติ เป็นต้น ขณะนั้นนานักขณิกกรรมที่เป็นอกุศลก็ได้โอกาสส่งผลที่ไม่ดีให้ปรากฎแก่บุคคลนั้น เช่น ได้ประสบกับอารมณ์ที่ไม่ดี
ต่าง ๆ พร้อมทั้งได้รับกัมมชรูปที่ไม่น่ารักและไม่น่าปรารถนา ดังนี้
นี่เป็นผลในปวัตติกาล ส่วนผลในปฏิสนธิกาลนั้น สัตว์ทั้งหลายย่อมได้รับแล้วในขณะที่ปฏิสนธิ ตามสมควรแก่กรรมของตน ๆ ในอดีตกพ ฉะนั้นจึงไม่ต้องอธิบายเป็นพิเศษในที่นี้อีก.
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ