สมภพ สงวนพาณิช
ความหมายของยุคนัทธธรรมโดยสังเขป
พระผู้มีพระกาคตรัสว่า
ตสฺสิเม เทฺว ธมฺมา ยุคนทฺธา วตฺตนฺติ สมโถ จ
วิปสฺสนา จ ฯ โส เย ธมฺมา อภิญฺญา ปริญฺเญยฺยา เต ธมฺเม อภิญฺญา ปริชานาติ ฯ (สฬายตนวิภงฺคสุตฺต.
ม.อุ.๑๔/๔๒๙)
ธรรมสองประการนี้ คือ สมถะและวิปัสสนา อันเป็นยุคนัทธะ
ย่อมเป็นไปแก่บุคคลนั้น, เขาย่อมชื่อว่ากำหนดรู้ธรรมที่ควรรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง.
ในพระสูตรนี้มีคำว่า
ยุคนัทธะ เป็นศัพท์ที่ถูกพระพุทธองค์ทรงระบุว่า ได้แก่ สมถะและวิปัสสนา ดังนั้น
เพื่อความกระจ่างชัดเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงควรทราบปัญหากรรมไปตามลำดับ.
๑.
ยุคนัทธธรรม คืออะไร.
๒.
ธรรมอะไรเป็นยุคนัทธธรรม
๓.
มีวจนนัตถะว่าอย่างไร
๔.
อรรถาธิบายโดยสังเขปของคำนี้มีว่าอย่างไร?
๕.มีหลักฐานจากพระบาพีและอรรถกถาว่าอย่างไร
๖.
มีอะไรเป็นเกณฑ์ตัดสิน
๑. ยุคนัทธธรรม คืออะไร?
ธรรมที่เป็นไปเป็นคู่ในขณะเดียวกัน
และอุปการะต่อกัน เรียกว่ายุคนัทธะ.
๒. ธรรมอะไรเป็นยุคนัทธะ?
สมถะและวิปัสสนา (สมาธิ และ ปัญญา) เท่านั้น.
๓. มีวจนนัตถะว่าอย่างไร?
สมถะและวิปัสสนา เรียกว่า ยุคนัทธะ
เพราะเป็นธรรมที่เหมือนกับโคทั้งหลายที่ถูกผูกไว้ที่แอก
ยุเค สกฏยุเก นทฺธิยนฺติ พนฺธิยนฺตีติ ยุคนทฺธา, โคณา. นหฺ พนฺธเน.
ยุคนทฺธา วิยาติ ยุคนทฺธา. (อัฏฐสา. โย.หน้า ๒๐๑
ปสฺสทฺธาทิยุคลวณฺณนา)
(ยุคนทฺธ มาจาก ยุค แอก + นทฺธ ถูกผูกไว้ (นหฺ ธาตุ ในการผูก + ต ปัจจัย แปลง ต เป็น ธ ด้วยสูตร ‘ธตกเหหิ
ธตา จ’ แปลง ต ท้าย
ธาตุที่มี ธ ต ภ และ ห เป็นที่สุด เป็น ห กจฺ.๕๗๖ : ฐ. ๖๐๗
), แปลง หฺ เป็น ทฺ ด้วยสูตร ‘หจตุตฺถานมนฺตานํ
โท เธ. ในเพราะ ธ อาเทศ ห และ จตุตถอักษร ท. ที่เป็นที่สุดของธาตุเป็น ท [กจฺ. ๖๑๑
: รู. ๖๐๘) = ยุคนทฺธา, ยุคนทฺธา + ณ =วิย> ยุคนทฺธา*(1).
*(1)ในที่นี้ถือเอาตามนัยสัททนีติ
ที่มาจาก นห ธาตุ ในอรรถกว่า ผูก, แต่ในบางแห่งที่เป็นรูปว่า ยุคนนฺธ พึงทราบว่า
รูปนั้น
สำเร็จมาจาก นนฺธ ธาตุ (พนฺธ)ในอรรถว่า ผูก (ธาตุปฺปทีปิกา ภาคผนวก
และ ธาตวัตถสังคหนิสสยะ คาถา ๒๑๐).
๔. อรรถาธิบายโดยสังเขปของคำนี้มีว่าอย่างไร?
ก.
เป็นไปเคียงคู่กันในขณะแห่งมรรคและวิปัสสนา
วิปสฺสนามคฺคผลกฺขเณสุ สมถวิปสฺสนานํ ยุคนทฺธตา
วุตฺตา โหติ ฯ (ปฏิ.สมฺ.อ.๑๖๘)
ความเป็นยุคนัทธะแห่งสมถะและวิปัสสนา
ย่อมเป็นอันท่านกล่าวไว้ในขณะแห่งวิปัสสนา, แห่งมรรคและแห่งผล.
ข.
มีความเป็นไปเสมอกัน โดยเป็นเหตุแก่กันและกัน
ยุเค นทฺธา วิยาติ ยุคนทฺธา, อญฺญมญฺญํ นิมิตฺตภาเวน สมํ ปวตฺตาติ อตฺโถ ฯ (อภิ.สํ.มูลฎี . ๑ ปสฺสทฺธาทิยุคลวณฺณนา)
คำว่า “ยุคนัทธะ” ได้แก่ เหมือนโคที่ถูกผูกไว้ที่แอก, ความหมายคือ เป็นไปเสมอกัน โดยความเป็นเหตุให้กันและกัน.
ค.
อุปการะกัน
ยุคนทฺธา นาม สมถวิปสสนา อญฺญมญฺโญปการตาย ยุคหวเสน
พนฺธิตพฺพโต ฯ (มูลปัณณาสกฎีกา ตถาคตวัณณนา, สี.ฎี. ๑)
สมถะและวิปัสสนา ชื่อว่า ยุคนัทธะ เพราะถูกผูกติดคู่กัน
เหตุที่มีอุปการะต่อกันและกัน.
ง.
มีกิจเดียวกันคือ ต่างฝ่ายต่างรักษาสมดุลของภาวนาทั้งสองไว้ไม่ให้ล้ำกว่ากัน
สมํ ปวตฺตาติ อญฺญมญฺญานติวตฺตเนน สมํ อวิสมํ
เอกรสภาเวน ปวตฺตา ฯ (อภิ.ส.อนุฎี. ปสฺสทฺธาทิยุคลวณณนา)
คำว่า เป็นไปเสมอกัน (สมํ ปวตฺตา) ได้แก่
เป็นไปโดยกิจเดียวกัน ที่เสมอกัน ไม่ใช่ไม่เสมอกัน โดยไม่ล่วงล้ำกันและกัน*(2).
*(2) หมายความว่า หากสมถะล่วงเกินวิปัสสนา จิตพึงเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน เพราะสมถะเป็นไปในฝ่ายหดหู่. หากว่า วิปัสสนาล่วงเกินสมถะ จิตพึงเป็นไปเพื่อความฟุ้งช่านเพราะวิปัสสนาป็นไปในฝ่ายแห่งความฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้น สมถะ เมื่อไม่ล่วงเกินวิปัสสนา ย่อมไม่ตกไปในความเกียจคร้าน วิปัสสนาไม่ล่วงเกินสมถะ ย่อมไม่ตกไปในความฟุ้งซ่าน, สมถะ เป็นไปเสมอ ย่อมรักษาวิปัสสนาจากการตกไปสู่ความฟุ้งซ่าน, วิปัสสนาเป็นไปเสมอ ย่อมรักษาสมถะจากการตกไปสู่ความเกียจคร้าน. สมถะและวิปัสสนาทั้ง ๒ มีกิจอย่างเดียวกันด้วยกิจ คือ การไม่ล่วงเกินกันและกันด้วยประการฉะนี้ (ปฏิสัม.อ.)
๕. มีหลักฐานจากพระบาฬีว่าอย่างไร?
ในพระบาฬีทุกแห่งที่พระผู้มีพระกาคตรัสถึงยุคนัทธะ
จะต้องหมายถึง สมถะ และ วิปัสสนาเท่านั้น ที่มีลักษณะดังกล่าวมาแล้วข้างต้น.
ใคร่ขอยกพระบาฬีแค่ ๒ แห่งมาเป็นสาธก
ก. พระบาฬีสพายตนวิภังคสูตร
"'ตสฺสิเม ทฺเว ธมฺมา ยุคนนฺธา วตฺตนฺติ สมโถ จ วิปสฺสนา จ ฯ โส เย ธมฺมา
อภิญฺญา ปริญเญยฺยา เต ธมฺเม อภิญฺญา ปริชานาติ ฯ (สฬายตนวิภงฺคสุตฺต. ม.กุ.๑๔/๔๒๙)
บุคคลนั้นย่อมมีธรรมทั้งสองดังนี้
คือสมถะและวิปัสสนาคู่เคียงกันเป็นไป เขาชื่อว่ากำหนดรู้ธรรมที่ควรรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง.
ในพระสูตรนี้ตรัสถึงธรรมสองอย่างคือสมถะ และ
วิปัสสนา ที่เป็นไปในขณะเดียวกันคือมรรค โดยพร้อมเพรียงใขณะเดียวกัน
ไม่ล่วงล้ำก้ำเกินกัน โดยให้ชื่อธรรมสองอย่างนี้ว่า ยุคนัทธธรม*(3)
*(3) คัมภีร์อรรถกถาของสูตรนี้อธิบายว่า สมถะและวิปัสสนาในขณะมรรคจึงจะถือว่ามีความไม่ล่วงล้ำกัน แต่ในขณะวิปัสสนาต่างขณะกันได้ ซึ่งฎีกาอธิบายเพิ่มเติมว่า "หมายถึง ทั้งสองนี้ จะต่างกันโดยกิจเท่านั้นที่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ไม่ได้หมายความถึงอย่างอื่น เพราะต้องเป็นไปคู่กัน เนื่องจากปัญญาที่ขาดสมาบัติก็ไม่มี แม้สมาบัติที่ขาดปัญญาก็ไม่มี. แต่เมื่อถึงขณะแห่งมรรคแล้ว มีกิจเดียวกันคือกำจัดปฏิปักขธรรมของตนคือ สมถะกำจัดอุทธัจจะ วิปัสสนากำจัดอวิชชา" (ดูอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรคเพิ่ม)
ข. พระบาฬียุคนัทธสูตร
"ปุน
จปรํ. อาวุโส, ภิกขุ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ ตสฺส
สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาวยโต มคฺโค สญฺชายติ ฯ โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ
ฯ ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สํโยชนานิ ปหียนฺติ. อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ
ฯ (ยุคนทฺธสุตฺตํ อํ.จตุก.๒๑/๑๗๐.)
อีกประการหนึ่ง
ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป เมื่อเธอเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป
มรรคย่อมเกิด เธอย่อมเสพ เจริญกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอเสพ เจริญ
กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ย่อมละ สังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด"*(4)
*(4)"ในพระสูตรนี้ตรัสถึงภิกษุที่บรรลุมรรคผลโดยมรรคคือ
การเจริญสมถะและวิปัสสนาไว้ ๔ ประเกท คือ พวกที่เรียกว่า สมถปุพพังคมะ
(นิยมเรียกว่า สมถยานิก:) คือ
ฝ่ายที่เจริญสมถะกระทั่งได้ฌานสมาบัติแล้วเจริญวิปัสสนาพิจารณาสังขารคือ
สมาบัตินั้น, ที่เรียกว่า วิปัสสนาปุพพังคมะ (วิปัสสนายานิกะ) คือ ฝ่ายที่เจริญวิปัสสนาพิจารณาสังขารเพียงอย่างเดียวก่อนแล้วทำสมาบัติให้เกิดขึ้นภายหลัง, และที่เรียกว่า สมถวิปัสสนายุคนัทธะ คือ เจริญวิปัสสนาและสมถะเคียงคู่กัน คือ ออกจากฌานเจริญวิปัสสนาโดยพิจารณาฌานเท่าที่บรรลุไปตามลำดับ ดังนี้ เข้าปฐมฌาน, ออกจากปฐมฌานนั้นแล้วพิจารณาสังขาร จึงเข้าทุติยฌาน, ออกจากทุติยฌานแล้วพิจารณาสังขารช้ำอีก, ครั้นพิจารณาสังขารแล้วเข้าคติยฌาน .... เข้าเนวสัญญานา
สัญญายตนสมาบัติ, ออกจากเนสัญญานสัญญายตนสมาบัตินั้นแล้วพิจารณาสังขาร.
พระโยคีนี้ ชื่อว่า เจริญสมถะและ
วิปัสสนา ให้เป็นเหมือนถูกผูกไว้ อย่างนี้.
(อรรถกถาและฎีกาของสูตรนี้)
๖.มีอะไรเป็นเกณฑ์ตัดสิน?
แม้ธรรมอื่น
อาจเป็นไปโดยความเป็นธรรมคู่กัน เช่น ศรัทธาแลปัญญา, ธรรมฝ่ายอุ้มชู
และ ไม่ฟุ้งช่าน, สติ สัมปชัญญะ ในฐานะเป็นธรรมมีอุปการะมาก,
ธรรมฝ่ายดำ (อกุศล) ฝ่ายขาว (กุศล) ในฐานะเป็นธรรมฝ่ายถูกละและฝ่ายละ
ก็ตาม แต่เมื่อว่าตามพระบาฬีพุทธพจน์ที่เป็นที่มาของธรรมนี้ได้แก่ สมถะและวิปัสสนาเท่านั้น
ดังข้อความในอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรคว่า
วิปสฺสนามคฺกผลกฺขเณสุ สมถวิปสฺสนานํ ยุคนทฺธตา
วุตฺตา โหติ ฯ (ปฏิ.สมฺ.อ.๑ ๖๘)
ความเป็นยุคนัทธะแห่งสมถะและวิปัสสนา ย่อมเป็นอันท่านกล่าวไว้ในขณะแห่งวิปัสสนา, แห่งมรรคและแห่งผล.
จึงไม่ควรถือธรรมเหล่านั้นเป็นยุคนัทธธรรม
เหตุเพียงเพราะความเป็นไปเป็นคู่ พราะต้องเข้าเกณฑ์ว่า
เป็นไปในขณะแห่งวิปัสสนาและขณะแห่งมรรค ดังคัมภีร์อังคุตรฎีกา คัดค้านมติของเกจิอาจารย์ที่ถือเอาแม้ศรัทธากับปัญญา
ดังนี้
ยุคนทฺธา สมถวิปสฺสนาว ฯ "สทฺธาปญฺญา ปคฺคหาวิกฺเขปาติปิ
วทนฺติ ฯ (เอกนิบาต อังคุตตรฎีกา)
สมถะและวิปัสสนาเท่านั้น เป็นยุคนัทธะ. แต่มีอาจารย์บางท่านระบุว่า
ได้แก่ ศรัทธาและปัญญา, กับธรรมที่อุ้มชูและไม่ฟุ้งซ่าน.
สมถะและวิปัสสนานั้น แม้จะเกิดขึ้นเป็นคู่ ๆ ในขณะเดียวกันดังกล่าวแล้ว
แต่ก็เป็นไปอย่างไม่ยิ่งไม่หย่อน ไม่ล่วงล้ำกันและกัน มีกิจเป็นอันเดียวกัน
โดยมีอารมณ์เป็นนิพพานเป็นสภาพเป็นต้นหมือนกัน ดังข้อความในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคและอรรถกถาที่
อธิบายความเป็นยุคนัทธะแห่งสมถะและวิปัสสนา ดังนี้
๕. กถํ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ? โสฬสหิ อากาเรหิ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อารมฺมณฏฺเฐน โคจรฏฺเฐน
ปหานฏฺเฐน ปริจฺจาคฏฺเฐน วุฏฺฐานฏฺเฐน วิฏฺฏนฏฺเฐน สนฺตฏฺเฐน ปณีตฏฺเฐน วิมุตฺตฏฺเฐน
อนาสวฏฺเฐน ตรณฏฺเฐน อนิมิตฺตฏฺเฐน อปฺปณิหิตฏฺเฐน สุญฺญตฏฺเฐน เอกรสฏฺเฐน อนติวตฺตนฏฺเฐน
ยุคนทฺธฏฺเฐนฯ
[๕๓๘]
ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปอย่างไร ฯ ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป
ด้วยอาการ ๑๖*(1) คือ (๑) ด้วยความเป็นอารมณ์ (๒)
ด้วยความเป็นที่อาศัย (3) ด้วยความละ (๔) ด้วยความสละ (๕) ด้วยความออก (๖)
ด้วยความหลีกไป (๓) ด้วยความเป็นธรรมละเอียด (๘) ด้วยความเป็นธรรมประณีต (8)
ด้วยความหลุดพ้น (๑๐) ด้วยความไม่มีอาสาะ (๑๑) ด้วยความเป็นเครื่องข้าม (๑๒)
ด้วยความไม่มีนิมิต (๑๓) ด้วยความไม่มีที่ตั้ง (๑๔) ด้วยความว่างเปล่า (๑๕)
ด้วยความเป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน (๑๖) ด้วยความไม่ล่วงเกินกันและกัน (๑๗)
ด้วยความเป็นคู่กัน
*(1) ในอุทเทสกล่าวไว้ ๑๖ แต่ในนิทเทสมี ๑๗ โดยเพิ่มบทวา ยุคนทฺธฏฺเฐน
เข้ามาเป็นบทที่ ๑๘ พึงทราบว่า ในอุทเทสละบทนี้
ในฐานะเป็นมูลบท (บทที่เป็นฐานของ ๑๖ บทที่เหลือ) จึงเหลือ ๑๖
แต่ในนิทเทสแสดงไว้.
กถํ อารมฺมณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ? อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธารมฺมโณ, อวิชฺชํ ปชนโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธารมฺมณา ฯ อิติ อารมฺมณฏฺเฐน
สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ, ยุคนทฺธา โหนฺติ, อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ฯ เตน วุจฺจติ - "อารมฺมณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ
ยุคนทฺธํ ภาเวตี"ติ ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยอารมณ์อย่างไร
ฯ เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
มีนิโรธเป็นอารมณ์ เมื่อละอวิชชาวิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธเป็นอารมณ์
ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกันเป็นคู่กัน
ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็นอารมณ์ เพราะเหตุดังนี้ นั้น
ท่านจึงกล่าวว่าเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความเป็นอารมณ์.
เมื่อสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กัน
โดยอรรถาธิบายมาทั้งหมดนี้ ความปรากฏแห่งอริยมรรคย่อมปรากฎได้ข้อความที่มาในปฏิสัมภิทามรรคบาฬีว่า
สมาทหิตฺวา
ยถา เจ วิปสฺสติ, วิปสฺสมาโน ตถา เจ สมาทเห
วิปสฺสนา
จ สมโถ ตทา อหุ สมานภาคา ยุคนทฺธา วตฺตเรฯ
(ขุ.ปฏิสมฺ.๓๑/๖๒)
พระโยคาวจรตั้งจิตมั่นแล้วย่อมเห็นแจ้งฉันใด, เมื่อเห็นแจ้งก็พึงตั้งจิตมั่น ฉันนั้น, ทั้งสมถะและ
วิปัสสนาได้เกิดขึ้นในขณะนั้น, มีส่วนเสมอกันคำเนินไปกู่กัน*(1)
"ความหมายของยุคนัทธธรรมโดยสังเขป"
จบไว้แต่เพียงเท่านี้
*(1)ในที่นี้ยกมาพอเป็นตัวอย่าง ความหมายที่เหลือและคำอธิบาย
ตรวจดูในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคและอรรถกถาข้อ ๕๓๘.
อรรถกถาปฏิสัมภิทามรรคอธิบายว่า บทว่า วิปสฺสนา จ สมโถ ตทา อหุ
- สมถะและวิปัสสนา ได้มีแล้วในขณะนั้น ความว่า
เพราะเมื่อสมถะและวิปัสสนาเป็นธรรมคู่กัน ความปรากฏแห่งอริยมรรค ย่อมมี, ฉะนั้น การที่ธรรมทั้ง ๒ มาประจวบคู่กันนั้น ย่อมมี ในกาลใด เพราะสามารถยังอริยมรรคให้เกิดขึ้น, ในกาลนั้น ชื่อว่า วิปัสสนาและสมถะได้มีแล้ว, สมถะและวิปัสสนา ชื่อว่าเกิดแล้ว. อนึ่ง ในกาลที่มุ่งหน้าไปสู่อริยมรรค (ในวุฎฐานคามินีวิปัสสนา) และในขณะแห่งมรรค สมถะและวิปัสสนานั้นย่อมเป็นคู่ที่มีส่วนเสมอกันเป็นไปอยู่, (สมถะและวิปัสสนานั้น) ชื่อว่า สมานภาคา เพราะอรรถว่าสมถะและวิปัสสนามีส่วนเสมอกัน ชื่อว่า ยุคนัทธาเพราะดุจโคที่ถูกเทียมคู่กัน, หมายความว่า มีธุระ (กิจ)เสมอกับ มีกำลังเสมอกัน ด้วย
อรรถว่าไม่ก้าวล่วงกันและกัน (ปฏิ.สมุ.อ.๖ ๒)
-------------///--------------
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ