
วจนัตถะ และคำอธิบายในวิปากปัจจัย
วจนัตถะ
- ปหายกปหาตพฺพภาเวน อญฺญมญฺญวิรุทฺธานํ กุสลากุสลานํ ปากาติ = วิปากา
ธรรมที่เป็นผลของกุศลและอกุศล อันเป็นปฏิปักษ์แก่กันและกัน โดยความเป็นปหายกธรรม(ธรรมที่เป็นเครื่องละ ได้แก่กุศลธรรม) และปหาตัพพธรรม(ธรรมที่พึงละ คืออกุศลธรรม) ชื่อว่า วิปาก
- (วา) สาวชฺชอนวชฺชภาเวน วา กณฺหสุกฺกภาเวน วา อญฺญมญฺญวิสิฏฺฐา กุสลากุสลานํ ปากาติ - วิปากา
(หรือ) ธรรมซึ่งเป็นผลของกุศลและอกุศลเป็นพิเศษแปลกจากกัน โดยความเป็นสาวัชชธรรม(ธรรมที่มีโทษ) และอนวัชชธรรม(ธรรมที่ไม่มีโทษ) หรือโดยความเป็นธรรมดำและขาว ชื่อว่าวิปาก
- วิปาโก จ โส ปจฺจโย จาติ = วิปากปจฺจโย
- วิปาโก จ โส ปจฺจโย จาติ = วิปากปจฺจโย
วิบากนั้นแหละเป็นปัจจัย จึงเรียกว่าวิปากปัจจัย
- (วา) วิปจฺจยภาเวน ปจฺจโย อุปการโกติ – วิปากปจฺจโย
- (วา) วิปจฺจยภาเวน ปจฺจโย อุปการโกติ – วิปากปจฺจโย
(หรือ) ชื่อว่าวิปากปัจจัย เพราะอรรถว่า ช่วยอุดหนุนโดยทำให้สำเร็จ
อธิบายในวิปากปัจจัยโดยสังเขป
วิปากปัจจัย นี้ ได้แก่ วิบาก คือผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรมนั้นมาเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันได้อีก หมายความว่า วิบากนั้นเองเป็นปัจจัยธรรมและปัจจยุปบันธรรมซึ่งกันและกัน ทั้งช่วยอุดหนุนแก่ปฏิสนธิกัมมชรูปและจิตตชรูปด้วย คือในวิปากจิตที่เกิดขึ้นขณะหนึ่งนั้น มีเจตสิกประกอบอยู่ด้วยพร้อมทั้งปฏิสนธิกัมมชรูปและจิตตชรูป ในที่นี้วิปากจิตและเจตสิกซึ่งเรียกว่านามขันธ์ นั้น เป็นปัจจัยและปัจจยุปบันซึ่งกันและกันได้ ส่วนปฏิสนธิกัมมชรูปและจิตตชรูปนั้นเป็นปัจจยุปบันธรรมอย่างเดียว เป็นปัจจัยธรรมไม่ได้
วิปากจิตนี้ ไม่ใช่เป็นจิตที่ต้องทำให้เกิดขึ้น เพราะเป็นจิตที่เป็นผลอันเกิดมาจากกุศลกรรมและอกุศลกรรม ฉะนั้นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมก็ดี เป็นธรรมที่ต้องขวนขวายกระทำให้เกิดขึ้น ส่วนวิบากนั้นเป็นธรรมที่ไม่ต้องขวนขวายกระทำให้เกิด ถ้ามีกุศลกรรม อกุศลกรรมอันเป็นเหตุแล้ว วิบากคือผลก็จะต้องมีแน่นอน และวิปากจิตนี้เป็นจิตที่สงบ ไม่ปรากฎอาการอย่างหนึ่งอย่างใด เป็นจิตที่ไม่มีอุตสาหวิริยะ และเป็นจิตที่มีกำลังอ่อน ซึ่งต่างกับอกุศลจิต กุศลจิต และกิริยาจิต วิปากจิตจะปรากฎได้ชัดก็ในขณะที่นอนหลับ เพราะในขณะนั้นจิตอื่นๆ ไม่เกิดขึ้น คงเกิดแต่ภวังคจิตคือวิปากจิตเท่านั้น ส่วนเวลาอื่นนั้น ถึงแม้ว่าวิปากจิตจะเกิดอยู่ก็จริง แต่ไม่ปรากฎชัด เพราะในขณะนี้จิดขึ้นสู่วิถีเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง เสียแล้ว ฉะนั้นจึงปรากฎแต่กุศลจิต อกุศลจิต และกิริยาจิตมากกว่าวิปากจิต
ได้กล่าวมาแล้วว่า วิปากจิตนี้เป็นจิตที่มีกำลังอ่อน ไม่มีอุตสาหวิริยะ ซึ่งไม่เหมือนกับจิตประเภทอื่น ๆ ฉะนั้นเจตสิกที่เกิดขึ้นประกอบกับวิปากจิตนี้ก็มีกำลังอ่อนตามไปด้วย ไม่เหมือนกับเจตสิกที่เกิดพร้อมด้วยกุศลจิต อกุศลจิต และกิริยาจิต ส่วนปฏิสนธิกัมมชรูปและจิตตชรูปที่เกิดจากวิปากจิตนี้ก็เช่นเดียวกัน คือไม่ปรากฎอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นแต่เกิดขึ้นโดยอาการอันสงบอยู่เท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้ก็โดยอำนาจของวิปากปัจจัยนั่นเอง ต่างกับจิตตชรูปที่เกิดจากกุศลจิต อกุศลจิต และกิริยาจิต เพราะจิตตชรูปที่เกิดจากจิตเหล่านี้ย่อมมีอาการปรากฎให้เห็นอย่างชัดเจน
วิปากเป็นปัจจัยช่วยอุดหนุนแก่วิบากนี้ ท่านอุปมาเหมือนความชราที่เกิดขึ้นแก่บุคคลทั้งหลาย ความชรานี้เป็นสิ่งที่บุคคลทั้งหลายไม่พึงปรารถนา และไม่ต้องขวนขวายหาหรือกระทำให้เกิดขึ้น แต่ความชรานี้ก็ย่อมบังเกิดขึ้นแก่บุคคลทั้งหลายทั่วกันทั้งหมด ไม่มียกเว้นเลย ทั้งนี้ ก็เพราะชรานั้นเป็นผลธรรมอันเกิดมาจากเหตุ คือชาตินั่นเอง ถ้ามีชาติคือความเกิดแล้ว ชราก็ต้องมีแน่นอน และในความชรานั้นก็เป็นเหตุเป็นผลแก่กันและกันได้ คือชราในตอนแรกนั้นเป็นเหตุอุดหนุนให้เกิดความชรามากขึ้นในตอนหลัง จะเห็นได้เมื่อทารกคลอดออกจากครรภ์มารดา ความชราก็ติดมากับทารกนั้นแล้ว แต่ความชรานี้เป็นสิ่งที่รู้ได้ยาก เพราะเป็นธรรมอันสงบและละเอียดสุขุม เมื่อขณะที่ทารกค่อย ฯ เจริญเดิบโตขึ้นนั้น ก็หมายความว่าความชราในตอนแรกนั้นเป็นกำลังช่วยอุดหนุนให้ความชราเกิดขึ้นในตอนหลังเป็นลำดับไป หรืออีกอย่างหนึ่ง เช่น คนที่มีอายุมาก ผมนั้นเปลี่ยนจากสีดำมาเป็นสีขาว ในตอนแรกนั้นก็จะเป็นแต่เพียงเริ่มขาวเล็ก ๆ น้อยๆ ก่อน ต่อมาสีขาวของผมก็จะปรากฎมากขึ้นทุกที ๆ จนกระทั่งขาวโพลงไปทั่วทั้งศีรษะ ฉะนั้นสีขาวเพียงเล็กน้อยในตอนแรกนั่นเอง เป็นปัจจัยอุดหนุนให้เกิดสีขาวมากขึ้นในตอนหลัง นี่ก็เป็นความชราอย่างหนึ่งเหมือนกัน
ข้ออุปมาที่ยกมานี้ฉันใด วิปากปัจจัยนี้ก็เช่นเดียวกัน คือธรรมที่เป็นวิบากนั้นย่อมเป็นปัจจัยและปัจจุยุปบันแก่กันและกันได้ เช่น วิบากนามขันธ์ ๔ ที่เกิดขึ้นพร้อมกันนั้น เมื่อนามขันธ์เป็นปัจจัย วิบากนามขันธ์ ๓ ที่เหลือพร้อมด้วยจิตตชรูปก็เป็นปัจจยุปบัน เมื่อนามขันธ์ ๓ เป็นปัจจัย วิบากนามขันธ์ ๑ ที่เหลือพร้อมด้วยจิตตชรูปก็เป็นปัจจยุปบัน และเมื่อนามขันธ์ เป็นปัจจัย วิบากนามขันธ์ ๒ ที่เหลือพร้อมด้วยจิตตชรูปก็เป็นปัจจยุปบัน ส่วนในปฏิสนธิกาลนั้น วิบากนามขันธ์ ๔ ผลัดกันเป็นปัจจัยและปัจจยุปบันซึ่งกันและกันนั้น ปฎิสนธิกัมมชรูปก็เป็นปัจจยุปบันด้วย การที่วิปากธรรมเป็นปัจจัยช่วยอุดหนุนแก่วิปากธรรมด้วยกัน และเป็นปัจจัยช่วยอุดหนุนแก่จิตตชรูป ปฏิสนธิกัมมชรูป ดังที่ได้อธิบายมาแล้วนี้ จึงได้ชื่อว่า วิปากปัจจัย
อธิบายในวิปากปัจจัยโดยสังเขป
วิปากปัจจัย นี้ ได้แก่ วิบาก คือผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรมนั้นมาเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันได้อีก หมายความว่า วิบากนั้นเองเป็นปัจจัยธรรมและปัจจยุปบันธรรมซึ่งกันและกัน ทั้งช่วยอุดหนุนแก่ปฏิสนธิกัมมชรูปและจิตตชรูปด้วย คือในวิปากจิตที่เกิดขึ้นขณะหนึ่งนั้น มีเจตสิกประกอบอยู่ด้วยพร้อมทั้งปฏิสนธิกัมมชรูปและจิตตชรูป ในที่นี้วิปากจิตและเจตสิกซึ่งเรียกว่านามขันธ์ นั้น เป็นปัจจัยและปัจจยุปบันซึ่งกันและกันได้ ส่วนปฏิสนธิกัมมชรูปและจิตตชรูปนั้นเป็นปัจจยุปบันธรรมอย่างเดียว เป็นปัจจัยธรรมไม่ได้
วิปากจิตนี้ ไม่ใช่เป็นจิตที่ต้องทำให้เกิดขึ้น เพราะเป็นจิตที่เป็นผลอันเกิดมาจากกุศลกรรมและอกุศลกรรม ฉะนั้นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมก็ดี เป็นธรรมที่ต้องขวนขวายกระทำให้เกิดขึ้น ส่วนวิบากนั้นเป็นธรรมที่ไม่ต้องขวนขวายกระทำให้เกิด ถ้ามีกุศลกรรม อกุศลกรรมอันเป็นเหตุแล้ว วิบากคือผลก็จะต้องมีแน่นอน และวิปากจิตนี้เป็นจิตที่สงบ ไม่ปรากฎอาการอย่างหนึ่งอย่างใด เป็นจิตที่ไม่มีอุตสาหวิริยะ และเป็นจิตที่มีกำลังอ่อน ซึ่งต่างกับอกุศลจิต กุศลจิต และกิริยาจิต วิปากจิตจะปรากฎได้ชัดก็ในขณะที่นอนหลับ เพราะในขณะนั้นจิตอื่นๆ ไม่เกิดขึ้น คงเกิดแต่ภวังคจิตคือวิปากจิตเท่านั้น ส่วนเวลาอื่นนั้น ถึงแม้ว่าวิปากจิตจะเกิดอยู่ก็จริง แต่ไม่ปรากฎชัด เพราะในขณะนี้จิดขึ้นสู่วิถีเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง เสียแล้ว ฉะนั้นจึงปรากฎแต่กุศลจิต อกุศลจิต และกิริยาจิตมากกว่าวิปากจิต
ได้กล่าวมาแล้วว่า วิปากจิตนี้เป็นจิตที่มีกำลังอ่อน ไม่มีอุตสาหวิริยะ ซึ่งไม่เหมือนกับจิตประเภทอื่น ๆ ฉะนั้นเจตสิกที่เกิดขึ้นประกอบกับวิปากจิตนี้ก็มีกำลังอ่อนตามไปด้วย ไม่เหมือนกับเจตสิกที่เกิดพร้อมด้วยกุศลจิต อกุศลจิต และกิริยาจิต ส่วนปฏิสนธิกัมมชรูปและจิตตชรูปที่เกิดจากวิปากจิตนี้ก็เช่นเดียวกัน คือไม่ปรากฎอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นแต่เกิดขึ้นโดยอาการอันสงบอยู่เท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้ก็โดยอำนาจของวิปากปัจจัยนั่นเอง ต่างกับจิตตชรูปที่เกิดจากกุศลจิต อกุศลจิต และกิริยาจิต เพราะจิตตชรูปที่เกิดจากจิตเหล่านี้ย่อมมีอาการปรากฎให้เห็นอย่างชัดเจน
วิปากเป็นปัจจัยช่วยอุดหนุนแก่วิบากนี้ ท่านอุปมาเหมือนความชราที่เกิดขึ้นแก่บุคคลทั้งหลาย ความชรานี้เป็นสิ่งที่บุคคลทั้งหลายไม่พึงปรารถนา และไม่ต้องขวนขวายหาหรือกระทำให้เกิดขึ้น แต่ความชรานี้ก็ย่อมบังเกิดขึ้นแก่บุคคลทั้งหลายทั่วกันทั้งหมด ไม่มียกเว้นเลย ทั้งนี้ ก็เพราะชรานั้นเป็นผลธรรมอันเกิดมาจากเหตุ คือชาตินั่นเอง ถ้ามีชาติคือความเกิดแล้ว ชราก็ต้องมีแน่นอน และในความชรานั้นก็เป็นเหตุเป็นผลแก่กันและกันได้ คือชราในตอนแรกนั้นเป็นเหตุอุดหนุนให้เกิดความชรามากขึ้นในตอนหลัง จะเห็นได้เมื่อทารกคลอดออกจากครรภ์มารดา ความชราก็ติดมากับทารกนั้นแล้ว แต่ความชรานี้เป็นสิ่งที่รู้ได้ยาก เพราะเป็นธรรมอันสงบและละเอียดสุขุม เมื่อขณะที่ทารกค่อย ฯ เจริญเดิบโตขึ้นนั้น ก็หมายความว่าความชราในตอนแรกนั้นเป็นกำลังช่วยอุดหนุนให้ความชราเกิดขึ้นในตอนหลังเป็นลำดับไป หรืออีกอย่างหนึ่ง เช่น คนที่มีอายุมาก ผมนั้นเปลี่ยนจากสีดำมาเป็นสีขาว ในตอนแรกนั้นก็จะเป็นแต่เพียงเริ่มขาวเล็ก ๆ น้อยๆ ก่อน ต่อมาสีขาวของผมก็จะปรากฎมากขึ้นทุกที ๆ จนกระทั่งขาวโพลงไปทั่วทั้งศีรษะ ฉะนั้นสีขาวเพียงเล็กน้อยในตอนแรกนั่นเอง เป็นปัจจัยอุดหนุนให้เกิดสีขาวมากขึ้นในตอนหลัง นี่ก็เป็นความชราอย่างหนึ่งเหมือนกัน
ข้ออุปมาที่ยกมานี้ฉันใด วิปากปัจจัยนี้ก็เช่นเดียวกัน คือธรรมที่เป็นวิบากนั้นย่อมเป็นปัจจัยและปัจจุยุปบันแก่กันและกันได้ เช่น วิบากนามขันธ์ ๔ ที่เกิดขึ้นพร้อมกันนั้น เมื่อนามขันธ์เป็นปัจจัย วิบากนามขันธ์ ๓ ที่เหลือพร้อมด้วยจิตตชรูปก็เป็นปัจจยุปบัน เมื่อนามขันธ์ ๓ เป็นปัจจัย วิบากนามขันธ์ ๑ ที่เหลือพร้อมด้วยจิตตชรูปก็เป็นปัจจยุปบัน และเมื่อนามขันธ์ เป็นปัจจัย วิบากนามขันธ์ ๒ ที่เหลือพร้อมด้วยจิตตชรูปก็เป็นปัจจยุปบัน ส่วนในปฏิสนธิกาลนั้น วิบากนามขันธ์ ๔ ผลัดกันเป็นปัจจัยและปัจจยุปบันซึ่งกันและกันนั้น ปฎิสนธิกัมมชรูปก็เป็นปัจจยุปบันด้วย การที่วิปากธรรมเป็นปัจจัยช่วยอุดหนุนแก่วิปากธรรมด้วยกัน และเป็นปัจจัยช่วยอุดหนุนแก่จิตตชรูป ปฏิสนธิกัมมชรูป ดังที่ได้อธิบายมาแล้วนี้ จึงได้ชื่อว่า วิปากปัจจัย
------------///-------------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ