พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๑

พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑

(มหาวิภังค์ ภาค ๑)

พระไตรปิฎกเล่ม ๑ คือ มหาวิภังค์ ภาค ๑ แบ่งเป็น ๔ กัณฑ์ แต่ละกัณฑ์มีสาระสำคัญ

๑. เวรัญชกัณฑ์

      ว่าด้วยเรื่องที่เวรัญชพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าขณะประทับอยู่ ณ เมืองเวรัญชา พระองค์ทรงแสดงธรรมแก่เวรัญชพราหมณ์ ทำให้เขาเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสกแล้วทูลอาราธนาให้ทรงจำพรรษาอยู่ที่เมืองเวรัญชา ในพรรษานั้น เมืองเวรัญชาเกิดทุพภิกขภัย พระพุทธเจ้าตรัสเหตุที่ทำให้พระศาสนาดำรงอยู่นานและดำรงอยู่ไม่นาน พระสารีบุตรได้กราบทูลให้ทรงบัญญัติสิกขาบทเพื่อความดำรงอยู่นานแห่งพระศาสนา พระพุทธองค์ทรงเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะบัญญัติ เพราะยังไม่มีเรื่องเสียหายเกิดขึ้นในภิกษุสงฆ์ ขณะนั้น พระสงฆ์ที่ติดตามพระพุทธเจ้าล้วนเป็นพระอริยบุคคลคือ อย่างต่ำก็เป็นพระโสดาบัน เมื่อออกพรรษาแล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จออกจากเมืองเวรัญชา เสด็จข้ามแม่น้ำคงคาที่ท่าปยาคะ ปัจจุบันอยู่ในเขตเมืองอัลลาฮาบาด (ALLAHABAD) ไปยังกรุงพาราณสี และเสด็จถึงกรุงเวสาลี


๒. ปาราชิกกัณฑ์


      ว่าด้วยปาราชิก ๔ สิกขาบท ซึ่งปรับอาบัติหนัก(ครุกาบัติ) ที่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด จะขาดจากความเป็นภิกษุทันที บุคคลผู้ล่วงละเมิดสิกขาบทนี้ ก็ชื่อว่า ปาราชิก แปลว่า ผู้พ่ายแพ้ บุคคลผู้ต้องอาบัติปาราชิกต้องสละสมณเพศและไม่ได้รับอนุญาตให้บวชเป็นภิกษุอีก

ปาราชิก ๔ สิกขาบท ได้แก่

      ๑. ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการเสพเมถุน ภิกษุเสพเมถุน ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ เปรียบเหมือนคนถูกตัดศีรษะ แม้จะนำศีรษะมาต่อเข้ากับร่างก็ไม่อาจมีชีวิตได้

      ๒. ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ภิกษุลักทรัพย์มีราคาตั้งแต่ ๕ มาสก (๑ บาท) ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ เปรียบเหมือนใบไม้แก่เหลืองหลุดจากขั้ว ไม่อาจมีความเขียวสดอีกได้

      ๓. ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการพรากกายมนุษย์ คือ ภิกษุมีเจตนาฆ่ามนุษย์ให้ตาย ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ เปรียบเหมือนแผ่นหินหนาที่แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ไม่อาจประสานเข้ากันได้อีก

      ๔. ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม ภิกษุอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีอยู่ในตน ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ เปรียบเหมือนต้นตาลยอดด้วน ไม่อาจงอกขึ้นมา ใหม่ได้ 


      การบัญญัติปาราชิกสิกขาบทข้อแรกนับว่าสอดคล้องกับค่านิยมของสังคมและหลักการของศาสนาสำคัญครั้งพุทธกาลที่กำหนดให้นักบวชต้องเว้นขาดจากการมีเพศสัมพันธ์ ปาราชิก

สิกขาบทที่ ๒ และที่ ๓ อนุโลมตามหลักปฏิบัติของสังคมที่เจริญแล้วทั้งหลาย เพราะแม้แต่ในสังคมคฤหัสถ์ก็มีการห้ามลักทรัพย์และห้ามฆ่ามนุษย์ ส่วนปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ มุ่งป้องกันสังคมจากการถูกหลอกลวงโดยผู้อวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน พระพุทธเจ้าทรงเรียกภิกษุผู้อวดคุณวิเศษ ที่ไม่มีในตนว่าเป็นยอดมหาโจรในโลก เพราะบริโภคก้อนข้าวของประชาชนด้วยอาการแห่งขโมย


๓. สังฆาทิเสสกัณฑ์ 

 

      ว่าด้วยสังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท ซึ่งปรับอาบัติหนัก รองจากปาราชิก คือเป็นครุกาบัติ แต่ยังเป็นสเตกิจฉา (แก้ไขหรือเยียวยาได้ คำว่า "สังฆาทิเสส" แปลว่า หมวดอาบัติที่ต้องอาศัยสงฆ์ในกรรมเบื้องต้นและกรรมที่เหลือ หมายความว่า วิธีการจะออกจากอาบัตินี้ ต้องอาศัยสงฆ์ตั้งแต่ต้นไปจนตลอด กล่าวคือเมื่อภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วต้องอยู่ปริวาสเท่าจำนวนวันที่ปกปิดอาบัติไว้แล้วอยู่มานัต (นับราตรี) อีก ๖ ราตรี ทั้ง ๒ ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยสงฆ์เป็นผู้ให้ ต่อจากนั้นจึงประชุมสงฆ์ไม่น้อยกว่า ๒๐ รูป ทำพิธีสวดให้พ้นจากอาบัติสังฆาทิเสส ขั้นตอนสุดท้ายนี้ชื่อว่าอัพภาน มีการสวดญัตติ ๓ ครั้ง สวดอนุสาวนา ๑ ครั้ง รวมเป็น ๔ ครั้ง เรียกว่าญัตติจตุตถกรรมวาจา เมื่อจบขั้นตอนนี้แล้ว พระภิกษุที่ล่วงละเมิดสังฆาทิเสสสิกขาบท จึงเป็นผู้บริสุทธิ์จากอาบัติ

สังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท ได้แก่

      ๑. สุกกวิสัฏฐิสิกขาบท ว่าด้วยการจงใจทำน้ำอสุจิให้เคลื่อน ภิกษุจงใจทำน้ำอสุจิให้เคลื่อน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

      ๒. กายสังสัคคสิกขาบท ว่าด้วยการถูกต้องกายกับมาตุคาม ภิกษุมีความกำหนัดจับต้องกายหญิง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

      ๓. ทุฏฐุลลวาจาสิกขาบท ว่าด้วยการพูดเกี้ยวหญิง ภิกษุมีความกำหนัด พูดเกี้ยวหญิง ดังนี้ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

      ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท ว่าด้วยการให้บำเรอความใคร่ของตน ภิกษุพูดล่อหญิงให้บำเรอความใคร่ของตน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

      ๕. สัญจริตตสิกขาบท ว่าด้วยการห้ามภิกษุชักสื่อ ภิกษุพูดซักสื่อให้ชายหญิงเป็นสามีภรรยากัน หรือเป็นชู้รัก โดยที่สุดแม้พูดชักสื่อให้เขาอยู่ร่วมกันชั่วคราว ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

      ๖. กุฏิการสิกขาบท ว่าด้วยการก่อสร้างกุฎี ภิกษุสร้างกุฎีเป็นของส่วนตัว มีขนาดใหญ่เกินประมาณ คือยาวเกิน ๑๒ คืบ กว้างเกิน ๗ คืบพระสุคต ในที่สาธารณะ โดยไม่ให้สงฆ์กำหนดที่ให้ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

      ๗. วิหารการสิกขาบท ว่าด้วยการสร้างวิหาร ภิกษุสร้างวิหารขนาดใหญ่เป็นของส่วนตัวในที่ของทายกโดยไมให้สงฆ์กำหนดที่ให้ก่อน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

      ๘. ปฐมทุฏฐโทสสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุขัดเคืองมีโทสะข้อที่ ๑ ภิกษุกล่าวหาภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิกโดยไม่มีมูลความจริง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

      ๙. ทุติยทุฏฐโทสสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุขัดเคืองมีโทสะข้อที่ ๒ ภิกษุพยายามหาเรื่องกล่าวหาภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิกโดยไม่มีมูลความจริง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

      ๑๐. สังฆเภทสิกขาบท ว่าด้วยการทำสงฆ์ให้แตกกัน ภิกษุทำสงฆ์ให้แตกแยกกัน ภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่ยอมเชื่อฟัง สงฆ์จึงสวดสมนุภาสน์ ถ้าเธอสละพฤติกรรมนั้นได้ขณะที่สงฆ์สวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ ครั้ง นั่นเป็นการดี แต่ถ้าเธอยืนยันประพฤติอยู่อย่างนั้น จนสงฆ์สวดสมนุภาสน์ตักเตือนครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

      ๑๑. สังฆเภทานุวัตตกสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุประพฤติตามและกล่าวสนับสนุนภิกษุ ผู้ทำสงฆ์ให้แตกกัน ภิกษุเป็นพรรคพวกสนับสนุนภิกษุที่ทำให้สงฆ์แตกแยกกัน ภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่ยอมเชื่อฟัง สงฆ์จึงสวดสมนุภาสน์ ถ้าเธอสละพฤติกรรมนั้นได้ขณะที่สงฆ์สวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ ครั้ง นั่นเป็นการดี แต่ถ้าเธอยืนยันประพฤติอยู่อย่างนั้นจนสงฆ์ สวดสมนุภาสน์ตักเตือนครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

      ๑๒. ทุพพจสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุเป็นคนว่ายาก ภิกษุประพฤติตนเป็นคนว่ายากสอนยาก ภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่ยอมเชื่อฟัง สงฆ์จึงสวดสมนุภาสน์ ถ้าเธอสละพฤติกรรมนั้นได้ขณะที่สงฆ์สวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ ครั้ง นั่นเป็นการดี แต่ถ้าเธอยืนยันประพฤติ อยู่อย่างนั้นจนสงฆ์สวดสมนุภาสน์ตักเตือนครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

      ๑๓. กุลทูสกสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุผู้ประทุษร้ายตระกูล ภิกษุประทุษร้ายตระกูลคือ ประจบคฤหัสถ์ สงฆ์ไล่ออกจากวัด กลับติเตียนสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่ยอมเชื่อฟัง สงฆ์จึงสวดสมนุภาสน์ ถ้าเธอสละพฤติกรรมนั้นได้ขณะที่สงฆ์สวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ ครั้ง นั่นเป็นการดี แต่ถ้าเธอยืนยันประพฤติอยู่อย่างนั้นจนสงฆ์สวดสมนุภาสน์ตักเตือนครบ ๆ ครั้ง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

สังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบทนี้ แบ่งไว้เป็น ๒ หมวด คือ

๑. ตั้งแต่สิกขาบทที่ ๑ ถึงสิกขาบทที่ ๙ เรีกยว่า ปฐมาปัตติกา คือ ภิกษษุผู้ล่วงละเมิดต้องอาบัติทันทีที่ทำความผิดล่วงละเมิดสิกขาบทเหล่านี้

๒. ตั้งแต่สิกขาบทที่ ๑๐ ถึงสิกขาบทที่ ๑๓ เรียกว่า ยาวตติยกา คือ ภิกษุผู้ล่วงละเมิดยังไม่ต้องอาบัติ ต่อเมื่อสงฆ์สวดสมนุภาสน์ประกาศตักเตือนห้ามประพฤติ เช่นนั้นจบครั้งที่ ๓ ภิกษุผู้ทำความผิดนั้นจึงต้องอาบัติสังฆาทิเสส


๔. อนิยตกัณฑ์


      ว่าด้วยอนิยต ๒ สิกขาบท คำว่า อนิยต แปลว่า ไม่แน่นอน กล่าวคือในอนิยตสิกขาบท สิกขาบทที่ ๑ ภิกษุผู้ถูกกล่าวหาไม่แน่ว่าจะถูกปรับอาบัติปาราชิก สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ ในอนิยตสิกขาบทที่ ๒ ไม่แน่ว่าจะปรับอาบัติสังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ ที่ยังไม่กำหนดแน่นอนเพราะเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาปรับอาบัติตามเงื่อนไข กรณีที่จะสามารถหยิบยกขึ้นมาเพื่อปรับอาบัติพระภิกษุผู้ทำผิด มีอยู่ ๒ ลักษณะ คือ

      ๑. ภิกษุนั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสอง เป็นสถานที่กำบังพอที่จะเสพเมถุนกันได้ ถ้ามีอุบาสิกาผู้บรรลุธรรมตั้งแต่ขั้นโสดาบันขึ้นไป (วิ.อ. ๒/๔๔๔-๕/๑๓๕) เห็นพฤติกรรม

ของภิกษุนั้นกล่าวหาเธอด้วยอาบัติ อย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ และภิกษุนั้นก็ยอมรับว่าเธอได้นั่งอยู่ในที่ลับกับหญิงสองต่อสองจริง เธอควรถูกปรับโทษด้วยอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในอาบัติ ๓ อย่างนั้น หรือพึงปรับอาบัติตามที่อุบาสิกาผู้เชื่อถือได้นั้นกล่าวหา

      ๒. ภิกษุนั่งในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง แต่สถานที่นั้นไม่ใช่ที่กำบัง ไม่พอที่จะเสพเมถุนกันได้ แต่เป็นสถานที่เอื้ออำนวยพอที่จะพูดเกี้ยวหญิงด้วยวาจาชั่วหยาบได้ ถ้ามีอุบาสิกาผู้บรรลุธรรมตั้งแต่ชั้นโสดาบันขึ้นไป (วิ.อ. ๒/๔๔๔-๕/๑๓๕) เห็นพฤติกรรมของ ภิกษุนั้นกล่าวหาเธอด้วยอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ คือ สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ และภิกษุนั้นก็ยอมรับว่าเธอได้นั่งอยู่ในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสองจริง เธอควรถูกปรับโทษด้วยอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในอาบัติ ๒ อย่างนั้น หรือพึงปรับอาบัติตามที่อุบาสิกาผู้เชื่อถือได้นั้นกล่าวหา

      อนิยตสิกขาบทนี้เน้นหนักไปในวิธีตัดสินอาบัติที่ยังไม่แน่ ระหว่างปาราชิก สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ ซึ่งพระวินัยธรจะต้องวินิจฉัย อนิยตไม่ใช่ชื่ออาบัติพิเศษนอกเหนือจากอาบัติทั้งสามนั้น ทั้งไม่ใช่สิกขาบทที่ห้ามภิกษุนั่งในที่ลับตาหรือที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง สิกขาบทที่ห้ามการกระทำดังกล่าวคือสิกขาบทที่ ๔ และ สิกขาบทที่ ๕ แห่งอเจลกวรรคในปาจิตติยกัณฑ์

ลำดับเนื้อหาของแต่ละสิกขาบทของปาราชิก สังฆาทิเสสและอนิยต ดังกล่าวมา ดำเนินไปในลักษณะเดียวกัน ดังนี้

      ๑. ต้นบัญญัติ เล่าเรื่องภิกษผู้เป็นอาทิกัมมิกะ คือผู้ประพฤติเสียหายในกรณี นั้น ๆ เป็นรายแรกที่พระพุทธเจ้าอ้างถึงเพื่อบัญญัติสิกขาบท เช่น การที่พระธนิยะนำไม้จากป่าของหลวงไปใช้สร้างกุฎีเป็นเหตุให้ทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ ห้ามมิให้ภิกษุลักทรัพย์

      ๒.พระบัญญัติ คือสิกขาบทที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเป็นข้อห้ามมิให้ภิกษุล่วงละเมิด มีบทกำหนดโทษหรือปรับอาบัติผู้ล่วงละเมิด ถ้าเป็นการบัญญัติสิกขาบท ในครั้งแรกเรียกว่ามูลบัญญัติ เช่น มูลบัญญัติของปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ ว่า "ก็ ภิกษุใดจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศัสตราอันจะพรากกายมนุษย์นั้น แม้ ภิกษุนี้เป็นปาราชิกหาสังวาสมิได้" ถ้ามีการบัญญัติเพิ่มเติมข้อความให้กับสิกขาบทนั้นเพื่อความรอบคอบรัดกุม สิกขาบทที่ทรงบัญญัติเพิ่มเติมนี้เรียกว่า อนุบัญญัติ เช่น อนุบัญญัติของปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ ว่า "อนึ่ง ภิกษุใดจงใจพรากกายมนุษย์ จากชีวิตหรือแสวงหาศัสตราอันจะพรากกายมนุษย์นั้น พูดพรรณนาคุณความตายหรือชักชวนเพื่อให้ตายว่า ท่านผู้เจริญจะมีชีวิตอย่างลำบากยากเข็ญนี้ไปทำไม ท่านตายเสียดีกว่า ดังนี้ เธอมีจิตใจอย่างนี้ มีดำริในใจอย่างนี้ พูดพรรณนาคุณความตายหรือชักชวนเพื่อความตายโดยประการต่าง ๆ แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้"

      คำว่า สิกขาบทที่มาในพระปาติโมกข์ หมายถึงพระบัญญัติและอนุบัญญัตินี่เอง พระสงฆ์ได้นำพระบัญญัติ ๒๒๗ สิกขาบทไปสวดในที่ประชุมสงฆ์ทุกกึ่งเดือน เรียกกันว่าสวดปาติโมกข์

      ๓. สิกขาบทวิภังค์และบทภาชนีย์ คำว่าสิกขาบวิภังค์ หมายถึงการจำแนกความสิกขาบท เป็นการอธิบายความหมายของศัพท์ หรือข้อความในพระบัญญัติ เช่น ในสิกขาบทวิภังค์แห่งปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ท่านอธิบายความหมายของคำว่า "ภิกษุ" โดยยกความหมายของคำว่า ภิกษุ ซึ่งมีอยู่ ๑๒ นัย คือ 

      (๑) ผู้ขอ 

      (๒) ผู้อาศัยการ เที่ยวขอ 

      (๓) ผู้ใช้ผืนผ้าที่ถูกทำให้เสียราคา 

      (๔) ผู้ที่ถูกตั้งชื่ออย่างนั้น 

      (๕) ผู้ปฏิญญาตนอย่างนั้น 

      (๖) ผู้ที่พระพุทธเจ้าบวชให้

      (๗) ผู้บวชด้วยวิธีรับ ไตรสรณะ 

      (๘) ผู้เจริญ 

      (๙) ผู้มีแก่นสาร 

      (๑๐) ผู้ยังต้องศึกษา 

      (๑๑) ผู้ไม่ต้องศึกษา 

      (๑๒) ผู้ที่สงฆ์บวชให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม แล้วชี้เฉพาะความหมายที่ประสงค์ ว่า คำว่า "ภิกษุ" ในสิกขาบทนี้ หมายถึงผู้ที่สงฆ์อุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา การอธิบายลักษณะนี้เรียกว่า อัตถุทธาร คือ การยกเนื้อความทั่วไป ที่มีอยู่ขึ้นแสดงทั้งหมดแล้วระบุเฉพาะเนื้อความเดียวที่ประสงค์เอาในบริบทนั้นเท่านั้น ดังที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์ปรมัตถมัญชีสาวิสุทธิมัคคมหาฎีกา (๒/๕๓๔/๒๑๖ และคัมภีร์วิภังค มูลฎีกา (๒/๑๘๙/๖๐) ว่า "สมฺภวนฺตานํ อตฺถานํ อุทฺธรณํ, สมฺภวนฺเต วา อตฺเถ วตฺวา อธิปฺเปตสฺส อตฺถสฺส อุทฺธรณํ นิทฺธารณํ อตฺถุทฺธาโร การยกเนื้อความที่มีอยู่ขึ้นแสดง หรือการกล่าวเนื้อความที่มีอยู่แล้วยกเนื้อความที่ประสงค์ขึ้นแสดงชื่อว่า อัตถุทธาร"

      คำว่า บทภาชนีย์ แปลว่า การจำแนกแยกแยะความหมายของบท เป็นการนำเอาบท หรือคำในสิกขาบทวิภังค์มาขยายความเพิ่มเติมอีก เช่นในปาราชิกูสิกขาบทที่ ๒ สิกขาบทวิภังค์ ได้นิยามคำว่า "ทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้" ไว้แล้ว บทภาชนีย์ ก็ขยายความเพิ่มเติมอีกว่า "ทรัพย์ที่อยู่ในแผ่นดิน ทรัพย์ที่อยู่บนบก ทรัพย์ที่อยู่ในอากาศ ทรัพย์ที่อยู่ในที่แจ้ง ทรัพย์ที่อยู่ในน้ำทรัพย์ที่อยู่ในเรือ ทรัพย์ที่อยู่ในยาน ทรัพย์ที่นำติดตัวไปได้ ทรัพย์ที่อยู่ในสวน ทรัพย์ที่อยู่ในวัด ทรัพย์ที่อยู่ในนา ทรัพย์ที่อยู่ในพื้นที่ ทรัพย์ที่อยู่ในหมู่บ้าน ทรัพย์ที่อยู่ในป่า เป็นต้น" จากนั้น ก็อธิบายตัวสิกขาบทอย่างละเอียดทุกคำพร้อมยกตัวอย่างประกอบ 

      สันนิษฐานว่า คำอธิบายตัวสิกขาบทดังที่ปรากฎในสิกขาบทวิภังค์และบทภาชนีย์นั้น พระผู้มีพระภาคทรงประทานวินิจฉัยไว้บ้าง พระอุบาลีเถระอธิบายไว้บ้าง สมด้วยกับคำที่พระธรรมปาลเถระแห่งอินเดียใต้ ผู้มีชีวิตอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ กล่าวไว้ในคัมภีร์ธัมมสังคณีอนุฎีกา (๑/๑๗/๑๓) ว่า "ปรมสงฺคีติยํ ยา อฏฺฐกถา สงคีตาติวจเนน สา ภควโต ธรมานกาเลปี อฏฺฐกถา สํวิชฺชติ อรรถกถาที่พระสังคีติกาจารย์ร้อยกรองไว้เมื่อคราวปฐมสังคายนานั้น เป็นอรรถกถาที่มีอยู่ในสมัยที่พระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่"

      ๔. อนาปัตติวาร ว่าด้วยข้อยกเว้นสำหรับบุคคลผู้ล่วงละเมิดสิกขาบทโดย ไม่ต้องอาบัติ เช่น ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ มีข้อยกเว้นไม่ปรับอาบัติปาราชิกแก่ภิกษุ ผู้ฆ่ามนุษย์ในกรณี

ต่อไปนี้ คือ (๑) ภิกษุไม่มีเจตนา (๒) ภิกษุไม่รู้ (๓) ภิกษุไม่ประสงค์ จะฆ่า (๔) ภิกษุวิกลจริต (๕) ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่าน (๖) ภิกษุมีจิตกระสับกระส่าย เพราะทุกขเวทนา (๗) ภิกษุต้นบัญญัติ

      ๕. วินีตวัตถุ ว่าด้วยเรื่องต่าง ๆ ของภิกษุผู้กระทำการบางอย่างอันอยู่ในขอบข่ายของสิกขาบทนั้น ๆ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงไต่สวนเองแล้วทรงวินิจฉัยชี้ขาดว่าต้องอาบัติใดหรือไม่ เช่น ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ มีเรื่องที่ทรงวินิจฉัยชี้ขาดรวม ๑๐๓ เรื่อง

      สรุปว่า พระวินัยปิฎกเล่ม ๑ คือ มหาวิภังค์ภาค ๑ นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นมาของการบัญญัติสิกขาบท ว่าด้วยรายละเอียดของการบัญญัติปาราชิก ๔ สิกขาบท สังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท และอนิยต ๒ สิกขาบท รวมเป็น ๑๙ สิกขาบท


---------------//---------------

[full-post]

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.