วจนัตถะ และคำอธิบายในสัมปยุตตปัจจัย

วจนัตถะ

      สมํ เอกุปฺปาทตาทิปกาเรหิ ยุตฺตนฺติ = สมฺปยุตฺตํ ธรรมชาติที่ประกอบพร้อมโดยประการทั้งหลาย มีการเกิดขึ้นขณะเดียวกันเป็นต้น ชื่อว่า สัมปยุตต์

      สมฺปยุตฺตภาเวน อุปการโก ธมฺโม - สมฺปยุตฺตปจฺจโย ธรรมที่อุดหนุนแก่กันและกัน โดยเหตุที่ประกอบพร้อมกัน ชื่อว่า สัมปยุตตปัจจัย


อธิบายในสัมปยุตตปัจจัยโดยสังเขป


      สัมปยุตตปัจจัย นี้ ได้แก่ จิตและเจตสิกซึ่งเป็นนามธรรมด้วยกันนั้น เป็นปัจจัยและปัจจยุปบันซึ่งกันและกัน และคำว่า สัมปยุตต์นั้น หมายความว่า ธรรม ๒ อย่าง เมื่อเวลาเกิดก็เกิดร่วมกัน เมื่อเวลาดับก็ดับพร้อมกัน มีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน และมีที่อาศัยอันเดียวกัน เมื่อครบโดยลักษณะทั้ง ๔ นี้แล้วจึงเรียกว่า สัมปยุตตปัจจัย 

      ธรรมทั้ง ๒ ที่เกิดร่วมกันเป็นสัมปยุตตธรรมนี้ ก็ได้แก่จิตและเจตสิกนั่นเอง และการเกิดร่วมกันของสัมปยุตตธรรมนี้ ก็เข้ากลมกลืนกันได้สนิทเป็นเนื้อเดียวกัน โดยไม่สามารถจะแยกออกได้ว่าอะไรเป็นอะไร ซึ่งอุปมาเหมือนยาชนิดหนึ่งเรียกว่า จตุมธุรส อันผสมด้วยของ ๔ อย่างคือ น้ำมันเนย, น้ำมันงา, น้ำผึ้ง, น้ำตาลโตนด เมื่อเอาสิ่งทั้ง ๔ ที่กล่าวมานี้ผสมกวนให้เข้ากันแล้ว รสของยานี้จะกลมกลืนกันได้สนิท จนผู้ที่บริโภคนั้นไม่สามารถจะบอกได้เลยว่า นี่เป็นรสของเนยหรือรสของน้ำมันงา หรือรสของน้ำผึ้ง หรือเป็นรสของน้ำตาลโตนด ข้อนี้ฉันใด จิต และเจตสิกก็เช่นเดียวกัน เมื่อขณะที่เกิดขึ้นนั้นก็กลมกลืนเข้ากันได้สนิท ไม่สามารถจะแยกออกได้ว่าอันไหนเป็นจิต และอันไหนเป็นเจตสิก เหมือนกับจตุมธุรส ฉะนั้น

      นอกจากจะมีลักษณะกลมกลืนกันได้สนิทแล้ว สัมปยุตตธรรม คือจิตและเจตสิกนี้ยังทำหน้าที่ช่วยอุดหนุนซึ่งกันและกันอีก เช่น เมื่อขณะที่โลกมูลจิตเกิดขึ้นเพระอาศัยรูปารมณ์เป็นเหตุแล้ว เจตสิกก็เกิดพร้อมกันกับโลภมูลจิตนั้นตามสมควร จิตและเจตสิกที่เกิดพร้อมกันนี้ เมื่อกล่าวโดยขันธ์แล้วก็ได้แก่นามขันธ์ ๔ ในนามขันธ์ทั้ง ๔ นี้ย่อมเป็นปัจจัยและปัจจยุปบันซึ่งกันและกันได้ กล่าวคือเมื่อเวทนาขันธ์เป็นปัจจัย นามขันธ์ที่เหลือ ๓ ก็เป็นปัจจยุปบัน หรือเมื่อนามขันธ์ ๓ เป็นปัจจัย นามขันธ์ ๑ ที่เหลือก็เป็นปัจจยุปบัน หรือเมื่อนามขันธ์ ๒ เป็นปัจจัย นามขันธ์ ๒ ที่เหลือนั้นก็เป็นปัจจยุปบัน ผลัดกันเป็นปัจจัยและปัจจุยุปบันซึ่งกันและกันในขณะที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ดังนี้ก็โดยอำนาจแห่งสัมปยุตตปัจจัยนั้นเอง

      เมื่อกล่าวโดยหน้าที่แล้ว นามขันธ์  นี้มีหน้าที่ทำกันคนละอย่าง คือเวทนาขันธ์ทำหน้าที่เสวยอารมณั สัญญาขันธ์ทำหน้าที่จำอารมณ์ สังขารขันธ์ทำหน้าที่ขัดแจงปรุงแต่งอารมณ์และวิญญาณขันธ์ทำหน้าที่รู้อารมณ์ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อาจจะทำให้เข้าใจไปว่า นามขันธ์ ๔ นี้เข้าทำหน้าที่กันคนละขณะ เช่น เมื่อเวลาเห็นรูปารมณ์ วิญญาณขันธ์ทำหน้าที่รู้ก่อน ต่อมา เวทนาขันธ์ทำหน้าที่เสวยอารมณ์ ต่อมาสัญญาขันธ์ทำหน้าที่จำอารมณ์ และต่อมาก็สังขารขันธ์ ทำหน้าที่ปรุงแต่งอารมณ์ ดังนี้เป็นต้น ความจริงหาเป็นเช่นนี้ไม่ เพราะตามธรรมดานามขันธ์ทั้ง ๔ นี้ ถึงแม้ว่าจะมีลักษณะและกิจการต่างกันก็จริงอยู่ แต่เมื่อขณะเกิดขึ้นย่อมเกิดพร้อมกันเสมอ ไม่ใช่เกิดเรียงไปตามลำดับทีละขันธ์ และในการทำหน้าที่ของแต่ละขันธ์นั้นก็ทำไปคราวเดียวพร้อม ๆ กัน โดยไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน การที่เป็นไปได้เช่นนี้ ก็เพราะการช่วยอุดหนุนอุปการะซึ่งกันและกันโดยความเป็นสัมปยุตตะนั่นเอง จึงได้ชื่อว่า สัมปยุดตปัจจัย

      สรุปความว่า สัมปยุตตปัจจัยนี้ นามขันธ์ทั้ง ๔ เป็นปัจจัยและปัจจยุปบันซึ่งกันและกันขณะที่เกิดขึ้นคราวเดียวกัน ซึ่งได้แก่จิตและเจตสิกนั่นเอง โดยอำนาจของสัมปยุดตปัจจัย


---------///--------

[full-post]

พระไตรปิฎก,อภิธรรมปิฎก,สัมปยุตตปัจจัย,มหาปัฏฐาน,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.