วจนัตถะ และคำอธิบายในวิปปยุตตปัจจัย
วจนัตถะ
เอกุปฺปาทตาทิปกาเรหิ น ปยุตฺตนฺติ = วิปปยุตตํ ธรรมที่ไม่ประกอบกันโดยประการต่างๆ มีเอกุปปาทตา (เกิดร่วมกัน) เป็นตัน ชื่อว่า วิปุปยุตตะ
วิปฺปยุตฺตภาเวน อุปการโก ธมฺโม - วิปฺปยุตฺตปจฺจโย ธรรมที่อุดหนุนกันโดยความเป็นวิปปยุตต์ เรียกว่า วิปปยุตตปัจจัย
อธิบายในวิปปยุตตปัจจัยโดยสังเขป
วิปปยุตตปัจจัย นี้ นามและรูปทั้ง ๒ เป็นปัจจัยอุดหนุนแก่นามและรูปทั้ง ๒ โดยเป็นวิปปยุตตปัจจัย และวิปปยุดตปัจขัยนี้ มีความหมายตรงกันข้ามกับสัมปยุตตปัจจัย คือไม่
ประกอบด้วยลักษณะ ๔ อย่างคือ
๑. เอกุปปาทะ
๒. เอกนิโรธะ
๓. เอการัมมณะ
๔. เอกวัตถุกะ
เมื่อไม่พร้อมด้วยลักษณะทั้ง ๔ นี้แล้ว จึงได้ชื่อว่า วิปปยุตตะ หมายความว่า นามธรรมกับรูปธรรมนี้ ถึงแม้ว่าจะเกิดร่วมกันก็จริงอยู่ เช่น เมื่อขณะที่จิตเกิด จิตตชรูปก็เกิดด้วย และในปฏิสนธิกาล เมื่อขณะปฏิสนธินามขันธ์ ๔ เกิดขึ้นนั้น กัมมชรูปก็เกิดพร้อมด้วย การเกิดพร้อมกันหรือเกิดร่วมกันดังนี้ก็ไม่เรียกว่าเป็นสัมปยุตตะ เพราะเหตุว่านามและรูปถึงแม้จะเกิดพร้อมกันเป็นเอกุปปาทะก็ดี แต่ก็ไม่ครบในลักษณะทั้ง ๔ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ฉะนั้นจึงเป็นสัมปยุตตะไม่ได้ เรียกว่า วิปปยุตตะ อุปมาเหมือนคน ๒ คนอยู่ในบ้านเดียวกัน แต่ว่าไม่ใช่เป็นญาติพี่น้องกัน และการกินอยู่หลับนอนตลอดจนเงินทองก็ไม่ได้ใช้ร่วมกัน เป็นแต่อยู่บ้านเดียวกันเท่านั้น ถ้าหากจะมีผู้ถามว่า คนสองคนนี้เป็นญาติกันหรือเปล่า ก็จะต้องตอบว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน เป็นแต่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในกิจการงานเท่านั้น ข้อนี้ฉันใด ในบรรดาสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลายนั้น นามธรรมกับรูปธรรมที่เกิดร่วมกันก็ดี หรือที่อาศัยอยู่ด้วยกันก็ดี หรือรูปที่เกิดก่อน นามก็ดี เหล่านี้ ก็มีหน้าที่เพียงอุดหนุนเกื้อกูลต่อกันโดยความเป็นวิปปยุตตปัจจัยเท่านั้น
อีกนัยหนึ่ง ท่านโบราณาจารย์อุปมาวิปปยุตตปัจจัยนี้เหมือนกับรส ๖ อย่าง คือหวาน,เปรี้ยว, ฝาด, เค็ม, ขม, เผ็ด เหล่านี้ เมื่อเอามาผสมรวมกันเข้าแล้ว ไม่สามารถจะกลมกลืน
เข้ากันได้สนิทเป็นรสเดียวกัน เช่น ในหม้อแกงหม้อหนึ่งประกอบด้วยรสต่างๆ มีเปรี้ยว, เค็ม,หวาน, เผ็ด เป็นต้น เหล่านี้รวมกันอยู่ แต่รสต่าง ๆ นี้ก็ไม่สามารถจะกลมกลืนเป็นรสเดียวกันได้ ผู้บริโภคสามารถบอกได้ทันทีว่า นี่เป็นรสเปรี้ยว นี่เป็นรสเค็ม และนี่เป็นรสหวาน ซึ่งผิดกับจตุมธุรสที่แสดงมาแล้วในสัมปยุดตปัจจัย อีกประการหนึ่ง รสด่างๆ เหล่านี้ย่อมทำหน้าที่กันโดยเฉพาะของตน ๆ และมีลักษณะโดยเฉพาะของตน ๆ เช่นเดียวกัน คือรสเปรี้ยวก็มีหน้าที่ให้แกงนั้นมีรสเปรี้ยวปรากฎขึ้น รสเค็มก็มีหน้าที่ให้แกงนั้นมีรสเต็มปรากฎขึ้น และรสหวาน, ขม,ฝาด , เผ็ด ก็เช่นเดียวกัน รสใดรสหนึ่งไม่สามารถที่จะน้อมเอารสต่างๆ ที่อยู่ร่วมกับตนนั้นมารวมเป็นสเดียวกับตนได้ เปรี้ยวก็คงเป็นเปรี้ยว หวานก็คงเป็นหวาน
ข้ออุปมานี้ฉันใด นามธรรมและรูปธรรมถึงแม้ว่าจะเกิดร่วมกันก็จริงอยู่ แต่ว่านามก็คงอยู่ส่วนนาม รูปก็คงอยู่ส่วนรูป หาได้กลมกลืนเป็นอันเดียวกันไม่ การทำหน้าที่ของนามธรรม
และรูปธรรมนั้นก็เป็นไปกันคนละอย่าง คือนามธรมเมื่อขณะเกิดขึ้นย่อมทำหน้าที่รับอารมณ์ส่วนรูปธรรมนั้นทำหน้าที่ไปตามคำสั่งของนามธรรมอีกทีหนึ่ง การแตกต่างของนามธรรมและรูปธรรมเช่นนี้ จึงสามารถที่จะแยกออกได้ว่า นี่คือนาม และนี่คือรูป เช่น ในการเจริญวิปัสสนา พระโยคีบุคคลเมื่อได้นามรูปปริจเฉทญาณแล้ว พระโยคีบุคคลที่เป็นสุทธวิปัสสนายานิกย่อมเห็นสภาพของรูปก่อนโดยมาก ส่วนพระโยบุคคลที่เป็นสมถวิปัสสนายานิกย่อมเห็นสภาพของนามก่อนโดยมาก เมื่อพิจารณาต่อไปจึงเห็นทั้งนามและรูป ข้อนี้แสดงให้เห็นได้ว่า นามธรรมและรูปธรรมทั้งสองนี้ไม่สามารถจะรวมเข้ากันได้สนิท เป็นเนื้อเดียวกัน เหมือนเช่นจิตและเจตสิกซึ่งเป็นนามธรรมด้วยกัน ฉะนั้น การที่เกิดร่วมกันแต่ไม่กลมกลืนเช่นนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นวิปปยุตตะเหมือนดังข้ออุปมาที่ยกมาข้างต้นฉะนั้น
คำว่า วิปปยุตตะนี้ มี ๒ อย่างคือ
๑. อภาววิปุปยุตฺต หมายความว่า เป็นวิปปยุตตะโดยความไม่มี เช่น ทิฏฐิคตวิปุปยุตฺต คือจิตที่ไม่ประกอบด้วยทิฏฐิ หรือจิตที่ปราศจากทิฏฐิ หรือจิตที่ไม่มีทิฏฐิ
ญาณวิปุปยุตฺต คือจิตที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา หรือจิตที่ปราศจากปัญญา หรือจิตที่ไม่มีปัญญา
๒. วิสํสฏฺฐวิปุปยุตฺต หมายความว่า เป็นวิปปยุตตะโดยความไม่ปนกัน ได้แก่คำว่าวิปปยุตตะในวิปปยุตตปัจจัยนี้เอง
สรุปรวมความว่า วิปปยุตตปัจชัยนี้ นามธรรมและรูปธรรมเกิดร่วมกัน และช่วยอุดหนุนกัน หรือรูปธรรมที่เกิดก่อน ช่วยอุดหนุนนามธรรมที่เกิดทีหลัง หรือนามธรรมที่เกิดที่หลังช่วยอุดหนุนรูปธรรมที่เกิดก่อนตามสมควร การที่จะเป็นไปได้เช่นนี้ก็ด้วยอำนาจของวิปปยุดตปัจจัย
-------///-------
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ