
ปุเรชาตินทริยปัจจัย
วจนัตถะ
ปุเรชาโต หุตฺวา อินฺทฺริยภาเวน อุปการโก ธมฺโม – ปุเรชาตินฺทฺริยปจฺจโย.
ธรรมที่เกิดก่อนแล้ว เป็นปัจจัยช่วยอุดหนุนโดยความเป็นใหญ่ ชื่อว่า ปุเรชาตินทริยปัจจัย
ปุเรชาโต หุตฺวา อินฺทฺริยภาเวน อุปการโก ธมฺโม – ปุเรชาตินฺทฺริยปจฺจโย.
ธรรมที่เกิดก่อนแล้ว เป็นปัจจัยช่วยอุดหนุนโดยความเป็นใหญ่ ชื่อว่า ปุเรชาตินทริยปัจจัย
อธิบายในปุเรชาตินทริยปัจจัยโดยสังเขป
ปุเรชาตินทริยปัจจัย นี้ มีลักษณะ ๒ ประการคือ
๑. ปัจจัยธรรมนั้นเกิดก่อนปัจจยุปบันธรรมอย่างหนึ่ง
๒. ปัจจัยธรรมนั้นเป็นใหญ่ในปัจจยุปบันธรรมอย่างหนึ่ง
รวมลักษณะ ๒ อย่างมีอยู่ในปัจจัยนี้ จึงได้ชื่อว่าเป็นปุเรชาตินทริยปัจจัย
ในปุเรชาตินทริยปัจจัยนี้ ปัจจัยธรรมได้แก่ รูป ปัจจยุปบันธรรม ได้แก่ นาม ปัจจัยธรรม อันได้แก่รูปนั้น หมายเอาเฉพาะปสาทรูปเท่านั้น ส่วนรูปอื่น ๆ นั้นไม่สามารถจะเป็นปุเรชาตินทริยปัจจัยได้ เพราะไม่พร้อมด้วยลักษณะทั้ง ๒ อย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น ส่วนปัจจยุปบันธรรมที่เป็นนามนั้น ก็หมายเอาเฉพาะทวิปัญจวิญญาณจิด ๑๐ พร้อมด้วยสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ดวงเท่านั้น นามธรรมที่เหลือนอกนั้นไม่ได้รับการอุดหนุนจากปัจจัยธรรม คือปสาทรูป ๕ ฉะนั้น นามธรรมที่เหลือเหล่านั้นจึงเป็นปัจจยุปบันธรรมไม่ได้
ปสาทรูป ๕ ที่เป็นปัจจัยธรรมนั้น ย่อมเกิดก่อนปัจจยุปบันธรรมและยังไม่ดับไป คือยังอยู่ในระหว่างฐีติขณะ เช่น ในจักขุทวารวิถีที่เป็นอติมหันตารมณ์ จักขุปสาทที่เกิดขึ้นก่อน เมื่อถึงฐีติขณะแล้วก็เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณจิตให้เกิดขึ้นได้ จักขุปสาทที่เป็นฐีติปัตตรูปนี้มีจำนวน ๔๙ คือนับถอยหลังจากภังคักขณะของปัญจทวาราวัชชนจิต มาจนถึงภังคักขณะของจิตดวงที่ ๑๗ ก็ได้จำนวนฐีติปัตตรูป ๔๙ ซึ่งรูปใดรูปหนึ่งในจำนวนฐีติปัตตรูป ๔๙ นี้ ย่อมปรากฎเป็นปุเรชาตินทริยปัจจัยได้ นี้เป็นนัยของท่านอาจารย์ภายหลัง
อีกนัยหนึ่ง ซึ่งเป็นนัยของท่านโบราณาจารย์กล่าวว่า จักปสาทที่เกิดพร้อมกับอุปาทักขณะของอดีตภวังค์ดวงแรก รูปเดียวเท่านั้น ที่เป็นปุเรชาตินทริยปัจจัยได้ ส่วนจักขุปสาทรูปที่เหลือ ๔๘ นั้นไม่สามารถเป็นปุเรชาตินทริยปัจจัยได้ ในจำนวนฐีติปัตตจักขุปสาทรูป ๔๙ นั้น แบ่งออกเป็น ๓ หมวดคือ
๑. มันทายุกจักขุปสาทรูป ได้แก่ จักขุปสาทที่มีอายุน้อยกว่ารูปารมณ์ที่เกิดพร้อมกันกับอดีตภวังค์ มีจำนวน ๓๗ คือนับเอาจักขุปสาทที่เกิดพร้อมกันกับภังคักขณะของภวังคจิต ที่นับถอยหลังจากอตีตภวังค์มาจนถึงภังคักขณะของจิตดวงที่ ๑๓
๒. อมันทายุกจักขุปสาทรูป ได้แก่ จักขุปสาทที่มีอายุมากกว่ารูปารมณ์ที่เกิดพร้อมกับอดีดภวังค์ มีจำนวน ๑๑ คือนับเอาจักซุปสาทที่เกิดพร้อมกับฐีติขณะของอตีตภวังค์ไปจนถึงภังคักขณะของปัญจทวาราวัชชนจิต
๓. มัชฌิมายุกจักขุปสาทรูป ได้แก่ จักขุปสาทที่มีอายุพอดีกันกับรูปารมณ์ที่เกิดพร้อมกับอตีตภวังค์ มีจำนวน ๑ คือจักขุปสาทที่เกิดขึ้นในอุปาทักขณะของอตีตภวังคจิตดวงแรกนั้นเอง ในปสาทรูปทั้ง ๓ หมวดนี้เป็นปุเรชาตินทริยปัจจัยไม่ได้ทั้งหมด เป็นได้แต่เฉพาะปสาทรูปที่เป็นมัชฌิมายุกปสาทรูปเท่านั้น ส่วนโสตะ ฆานะ ชิวหา กายทวารวิถีนั้น ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน
ตามวาทะทั้ง ๒ อย่างที่กล่าวมาแล้วนี้ ท่านอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในสภาวธรรม และอภิธรรมปีฎกได้วินิฉัย มีความพอใจในวาทะแรกดีกว่าวาทะที่ ๒ แต่ก็ไม่ลบวาทะที่ ๒ เสีย คงแสดงเป็นพิเศษอยู่เสมอด้วยความเคารพต่อวาทะของท่านโบราณาจารย์นั้น
สรุปความว่า ปุเรชาตินทริยปัจจัยนี้ รูปซึ่งเป็นปัจจัยธรรมนั้นเกิดก่อนนามซึ่งเป็นปัจจยุปบันธรรม และรูปทั้งหมดเป็นปัจจัยธรรมไม่ได้ เป็นได้เฉพาะปสาทรูป ๕ ที่เป็นฐีติปัตตรูป คือรูปเมื่อถึงฐติขณะแล้วนั่นเอง ส่วนนามที่เป็นปัจจยุปบันธรรมก็หมายเอาแต่เฉพาะทวิปัญจวิญญาณจิด ๑๐ ดวง พร้อมด้วยสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ดวงเท่านั้น
อนึ่ง ในวัตถุปเรชาตนิสสยปัจจัย และวัตถุปุเรชาตปัจจัยที่แสดงมาแล้วนั้น ก็มีเนื้อความในจำพวกรูปที่เป็นฐติปัตตรูป และมัชฌิมายุกรูป ทำนองเดียวกันกับปุเรชาตินทริยปัจจัยนี้ ขอให้ท่านนักศึกษาพึงเข้าใจตามนี้ด้วย
รูปชีวิตินทริยปัจจัย
รูปชีวิตินทริยปัจจัย นี้ ได้แก่ ชีวิตรูป เป็นปัจจัยช่วยอุดหนุนแก่กัมมชรูปที่เกิดพร้อมกันกับตน เช่น ในกัมมชกลาปรูป มีจักขุทสกกลาปเป็นต้นนั้น ในกลาปหนึ่งๆ มีชีวิตรูปเป็นผู้รักษาอยู่ทุก ๆ กลาป ดังนั้น ชีวิตรูปที่มีอยู่ในกัมมชกลาปแต่ละอันนั้น จึงเป็นปัจจัยแก่รูปกลาปที่เหลือ ๙ หรือ ๘ ในกลาปเดียวกัน
ในรูปชีวิตินทริยปัจจัยนี้ ปัจจัยธรรมและปัจจยุปบันธรรมเกิดพร้อมกันในกลาปอันเดียวกัน ทำนองเดียวกันกับสหชาตินทริยปัจจัยซึ่งแสดงมาแล้วนั้น การที่พระพุทธองค์ทรงแสดงรูปชีวิตินทริยปัจจัยไว้เฉพาะต่างหาก ไม่แสดงรวมกับสหชาตินทริยปัจจัย ก็เพราะเหตุว่า
สหชาตินทริยปัจจัยนั้น ปัจจัยธรรมเป็นนามช่วยอุดหนุนแก่ปัจจยุปบันธรรมซึ่งเป็นนามและรูปขณะที่ปัจจัยธรรมและปัจจยุปบันธรรมเกิดขึ้นพร้อมกัน ในขณะเดียวกันนั้น นามธรรมที่เป็นปัจจัยย่อมช่วยอุดหนุนแก่ปัจจุยุปบันธรรมได้ตั้งแต่อุปาทักขณะทีเดียว ส่วนรูปชีวิดินทริยปัจจัยนี้ ถึงแม้ว่าปัจจัยธรรมและปัจจยุปบันธรรมจะเกิดพร้อมกันในขณะเดียวกัน และในกลาปอันเดียวกันก็จริงอยู่ แต่ว่าปัจจัยธรรมนั้นจะช่วยอุดหนุนแก่ปัจจยุปบันธรรมตั้งแต่อุปาทักขณะทีเดียวนั้นไม่ได้ ต่อเมื่อถึงฐิติขณะแล้วจึงจะช่วยอุดหนุนได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าธรรมดาของรูปธรรมในอุปาทักขณะนั้นมีกำลังน้อย ไม่สามารถจะทำหน้าที่ช่วยอุดหนุนแก่ธรรมอื่นๆ ได้ เมื่อถึงฐีติขณะแล้วจึงมีกำลังพอที่จะช่วยอุดหนุนแก่ธรรมอื่น ๆ ได้ ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงได้ทรงแสดง รูปชีวิตินทริยปัจจัยไว้โดยเฉพาะต่างหาก
ปุเรชาตินทริยปัจจัย นี้ มีลักษณะ ๒ ประการคือ
๑. ปัจจัยธรรมนั้นเกิดก่อนปัจจยุปบันธรรมอย่างหนึ่ง
๒. ปัจจัยธรรมนั้นเป็นใหญ่ในปัจจยุปบันธรรมอย่างหนึ่ง
รวมลักษณะ ๒ อย่างมีอยู่ในปัจจัยนี้ จึงได้ชื่อว่าเป็นปุเรชาตินทริยปัจจัย
ในปุเรชาตินทริยปัจจัยนี้ ปัจจัยธรรมได้แก่ รูป ปัจจยุปบันธรรม ได้แก่ นาม ปัจจัยธรรม อันได้แก่รูปนั้น หมายเอาเฉพาะปสาทรูปเท่านั้น ส่วนรูปอื่น ๆ นั้นไม่สามารถจะเป็นปุเรชาตินทริยปัจจัยได้ เพราะไม่พร้อมด้วยลักษณะทั้ง ๒ อย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น ส่วนปัจจยุปบันธรรมที่เป็นนามนั้น ก็หมายเอาเฉพาะทวิปัญจวิญญาณจิด ๑๐ พร้อมด้วยสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ดวงเท่านั้น นามธรรมที่เหลือนอกนั้นไม่ได้รับการอุดหนุนจากปัจจัยธรรม คือปสาทรูป ๕ ฉะนั้น นามธรรมที่เหลือเหล่านั้นจึงเป็นปัจจยุปบันธรรมไม่ได้
ปสาทรูป ๕ ที่เป็นปัจจัยธรรมนั้น ย่อมเกิดก่อนปัจจยุปบันธรรมและยังไม่ดับไป คือยังอยู่ในระหว่างฐีติขณะ เช่น ในจักขุทวารวิถีที่เป็นอติมหันตารมณ์ จักขุปสาทที่เกิดขึ้นก่อน เมื่อถึงฐีติขณะแล้วก็เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณจิตให้เกิดขึ้นได้ จักขุปสาทที่เป็นฐีติปัตตรูปนี้มีจำนวน ๔๙ คือนับถอยหลังจากภังคักขณะของปัญจทวาราวัชชนจิต มาจนถึงภังคักขณะของจิตดวงที่ ๑๗ ก็ได้จำนวนฐีติปัตตรูป ๔๙ ซึ่งรูปใดรูปหนึ่งในจำนวนฐีติปัตตรูป ๔๙ นี้ ย่อมปรากฎเป็นปุเรชาตินทริยปัจจัยได้ นี้เป็นนัยของท่านอาจารย์ภายหลัง
อีกนัยหนึ่ง ซึ่งเป็นนัยของท่านโบราณาจารย์กล่าวว่า จักปสาทที่เกิดพร้อมกับอุปาทักขณะของอดีตภวังค์ดวงแรก รูปเดียวเท่านั้น ที่เป็นปุเรชาตินทริยปัจจัยได้ ส่วนจักขุปสาทรูปที่เหลือ ๔๘ นั้นไม่สามารถเป็นปุเรชาตินทริยปัจจัยได้ ในจำนวนฐีติปัตตจักขุปสาทรูป ๔๙ นั้น แบ่งออกเป็น ๓ หมวดคือ
๑. มันทายุกจักขุปสาทรูป ได้แก่ จักขุปสาทที่มีอายุน้อยกว่ารูปารมณ์ที่เกิดพร้อมกันกับอดีตภวังค์ มีจำนวน ๓๗ คือนับเอาจักขุปสาทที่เกิดพร้อมกันกับภังคักขณะของภวังคจิต ที่นับถอยหลังจากอตีตภวังค์มาจนถึงภังคักขณะของจิตดวงที่ ๑๓
๒. อมันทายุกจักขุปสาทรูป ได้แก่ จักขุปสาทที่มีอายุมากกว่ารูปารมณ์ที่เกิดพร้อมกับอดีดภวังค์ มีจำนวน ๑๑ คือนับเอาจักซุปสาทที่เกิดพร้อมกับฐีติขณะของอตีตภวังค์ไปจนถึงภังคักขณะของปัญจทวาราวัชชนจิต
๓. มัชฌิมายุกจักขุปสาทรูป ได้แก่ จักขุปสาทที่มีอายุพอดีกันกับรูปารมณ์ที่เกิดพร้อมกับอตีตภวังค์ มีจำนวน ๑ คือจักขุปสาทที่เกิดขึ้นในอุปาทักขณะของอตีตภวังคจิตดวงแรกนั้นเอง ในปสาทรูปทั้ง ๓ หมวดนี้เป็นปุเรชาตินทริยปัจจัยไม่ได้ทั้งหมด เป็นได้แต่เฉพาะปสาทรูปที่เป็นมัชฌิมายุกปสาทรูปเท่านั้น ส่วนโสตะ ฆานะ ชิวหา กายทวารวิถีนั้น ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน
ตามวาทะทั้ง ๒ อย่างที่กล่าวมาแล้วนี้ ท่านอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในสภาวธรรม และอภิธรรมปีฎกได้วินิฉัย มีความพอใจในวาทะแรกดีกว่าวาทะที่ ๒ แต่ก็ไม่ลบวาทะที่ ๒ เสีย คงแสดงเป็นพิเศษอยู่เสมอด้วยความเคารพต่อวาทะของท่านโบราณาจารย์นั้น
สรุปความว่า ปุเรชาตินทริยปัจจัยนี้ รูปซึ่งเป็นปัจจัยธรรมนั้นเกิดก่อนนามซึ่งเป็นปัจจยุปบันธรรม และรูปทั้งหมดเป็นปัจจัยธรรมไม่ได้ เป็นได้เฉพาะปสาทรูป ๕ ที่เป็นฐีติปัตตรูป คือรูปเมื่อถึงฐติขณะแล้วนั่นเอง ส่วนนามที่เป็นปัจจยุปบันธรรมก็หมายเอาแต่เฉพาะทวิปัญจวิญญาณจิด ๑๐ ดวง พร้อมด้วยสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ดวงเท่านั้น
อนึ่ง ในวัตถุปเรชาตนิสสยปัจจัย และวัตถุปุเรชาตปัจจัยที่แสดงมาแล้วนั้น ก็มีเนื้อความในจำพวกรูปที่เป็นฐติปัตตรูป และมัชฌิมายุกรูป ทำนองเดียวกันกับปุเรชาตินทริยปัจจัยนี้ ขอให้ท่านนักศึกษาพึงเข้าใจตามนี้ด้วย
รูปชีวิตินทริยปัจจัย
รูปชีวิตินทริยปัจจัย นี้ ได้แก่ ชีวิตรูป เป็นปัจจัยช่วยอุดหนุนแก่กัมมชรูปที่เกิดพร้อมกันกับตน เช่น ในกัมมชกลาปรูป มีจักขุทสกกลาปเป็นต้นนั้น ในกลาปหนึ่งๆ มีชีวิตรูปเป็นผู้รักษาอยู่ทุก ๆ กลาป ดังนั้น ชีวิตรูปที่มีอยู่ในกัมมชกลาปแต่ละอันนั้น จึงเป็นปัจจัยแก่รูปกลาปที่เหลือ ๙ หรือ ๘ ในกลาปเดียวกัน
ในรูปชีวิตินทริยปัจจัยนี้ ปัจจัยธรรมและปัจจยุปบันธรรมเกิดพร้อมกันในกลาปอันเดียวกัน ทำนองเดียวกันกับสหชาตินทริยปัจจัยซึ่งแสดงมาแล้วนั้น การที่พระพุทธองค์ทรงแสดงรูปชีวิตินทริยปัจจัยไว้เฉพาะต่างหาก ไม่แสดงรวมกับสหชาตินทริยปัจจัย ก็เพราะเหตุว่า
สหชาตินทริยปัจจัยนั้น ปัจจัยธรรมเป็นนามช่วยอุดหนุนแก่ปัจจยุปบันธรรมซึ่งเป็นนามและรูปขณะที่ปัจจัยธรรมและปัจจยุปบันธรรมเกิดขึ้นพร้อมกัน ในขณะเดียวกันนั้น นามธรรมที่เป็นปัจจัยย่อมช่วยอุดหนุนแก่ปัจจุยุปบันธรรมได้ตั้งแต่อุปาทักขณะทีเดียว ส่วนรูปชีวิดินทริยปัจจัยนี้ ถึงแม้ว่าปัจจัยธรรมและปัจจยุปบันธรรมจะเกิดพร้อมกันในขณะเดียวกัน และในกลาปอันเดียวกันก็จริงอยู่ แต่ว่าปัจจัยธรรมนั้นจะช่วยอุดหนุนแก่ปัจจยุปบันธรรมตั้งแต่อุปาทักขณะทีเดียวนั้นไม่ได้ ต่อเมื่อถึงฐิติขณะแล้วจึงจะช่วยอุดหนุนได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าธรรมดาของรูปธรรมในอุปาทักขณะนั้นมีกำลังน้อย ไม่สามารถจะทำหน้าที่ช่วยอุดหนุนแก่ธรรมอื่นๆ ได้ เมื่อถึงฐีติขณะแล้วจึงมีกำลังพอที่จะช่วยอุดหนุนแก่ธรรมอื่น ๆ ได้ ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงได้ทรงแสดง รูปชีวิตินทริยปัจจัยไว้โดยเฉพาะต่างหาก
----------///----------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ